วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สรุปการบรรยาย เรื่อง แนวทางการพัฒนาระบบสถาบันการเงินในประเทศไทย
ประเด็นศึกษา
๑. รูปแบบของการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน ภายใต้กรอบแนวทางการเปิดเสรีภาคการเงิน (Financial Supermarket หรือ Universal Bank)
๒. แนวทางการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
รายละเอียด
รูปแบบของการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน ภายใต้กรอบแนวทางการเปิดเสรีภาคการเงิน (Financial Supermarket หรือ Universal Bank)[1]
ปัจจัยสำคัญ
๑) ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก (การค้าเสรี) เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกรรมระหว่างประเทศ (เปิดตลาดการค้า) ซึ่งในที่นี้หมายความทั้งตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน (Trade = goods & services)
๒) การเปิดเสรีภาคการเงิน
นโยบายการเปิดเสรีภาคการเงินเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเคลื่อนย้ายของปริมาณเงินตรา
ความเปลี่ยนแปลง
อาจกล่าวได้ว่า การประกอบธุรกิจสถาบันการเงินในยุคนี้ (โลกาภิวัตน์) อยู่ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง การแข่งขัน อย่างต่อเนื่องและรุนแรง เพื่อรองรับปัจจัยข้างต้นดังกล่าว การก้าวเข้ามาลงทุนของสถาบันการเงินต่างประเทศที่มีปัจจัยเรื่อง “ทุน” มากกว่า จึงมีผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องของ “ทุน” เช่นกัน โดยไล่เรียงตั้งแต่ การควบรวมกิจการ การขยายทุนในตลาดทุน (กิจการมหาชน)
กอปรกับ การสร้างมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพหรือความสามารถในการแข่งขันของธพ.ไทย หรือการตรากฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินในยุคเปิดเสรีนี้ เช่น กฎหมายธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยเงินตรา กฎหมายว่าด้วยสถาบันประกันเงินฝาก เป็นต้น ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อทำให้สภาพของการแข่งขันเป็นไปอย่างเหมาะสม นำประโยชน์สู่ประชาชนผู้บริโภค และให้ระบบการเงินภายในประเทศมีเสถียรภาพต่อไป
แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยอมรับแนวทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยม คือ รับสภาพเรื่องการแข่งขัน แต่ก่อนที่จะเปิดการแข่งขันกับนักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลจะต้องสร้างกลไกหรือเตรียมความพร้อมภายในประเทศก่อน
บทบาทของธพ.
๑. ในโลกยุคทุนข้ามรัฐนี้ ได้มีการอาศัยธพ.เป็นเสมือนทัพหน้า สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การประกอบกิจการธพ.ต่างชาติ ก็เพื่อเอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนคนชาติของตน ซึ่งมีความเกี่ยวพันในเรื่องความเชื่อมั่น และการเคลื่อนย้ายเงินตรา
๒. รูปแบบและวิธีการทำธุรกิจการเงินการธนาคารได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ธพ.ทำหน้าที่ ๒ ขา (ฝากเงิน และนำเงินไปใช้ประโยชน์ (สินเชื่อ)) โดยธพ.สามารถให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร ที่เรียกว่า Supermarket ทางการเงิน หรือ ธนาคารครบวงจร
เมื่อพิจารณาได้ดังนี้ รัฐฯ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายใหม่ขึ้น เพื่อให้
(๑) กิจการธนาคารพาณิชย์ ได้ขยายขอบเขตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
(๒) มาตรฐานการกำกับสถาบันการเงินต้องมีความชัดเจน และไม่เลือกปฏิบัติ
(๓) การสร้างกลไกให้เกิดเสถียรภาพของสถาบันการเงิน (ระบบการตรวจสอบที่ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น)
หมายเหตุ
[1] เปิดเสรี หมายถึง การเปิดตลาดให้นักลงทุนต่างประเทศได้มีโอกาสเข้ามาแข่งขันได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาแข่งขันได้อย่างอิสระตามอำเภอใจ โดยไม่มีเงื่อนไขแต่ประการใด.
กิตติบดี
สถาบันการเงิน : หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินตามบาสเซิล สอง
โดยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้นําแนวทางดังกล่าวบังคับใช้กับการกํากับดูแลธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย และให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการค้าระหว่างประเทศต่อไป ด้วยเหตุนี้ธนาคารพาณิชย์จำต้องปรับวิธีการดำเนินงานให้สอดรับกับหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวต่อไป
๑. หลักการของบาสเซิล สอง
หลักเกณฑ์ในการกํากับดูแลเงินกองทุนของสถาบันการเงินที่ BIS ได้ปรับปรุงขึ้นจากหลักปฏิบัติเดิมที่ใช้มาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๓๑ ซึ่งจะนํามาใช้กับสถาบันการเงินในประเทศสมาชิกกว่ ๑๓๐ ประเทศ มีวัตถุประสงค์รักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงให้สถาบันการเงิน โดยมีการกำหนดให้สถาบันการเงินต้องดํารงเงินกองทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง มีระเบียบปฏิบัติ ระบบควบคุมภายใน และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และยึดตามหลักธรรมาภิบาล
๒. หลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล ประกอบด้วย ๓ หลักการ
หลักการที่ ๑ การดำรงเงินกองทนขั้นต่ำ
(Pillar 1: Minimum Capital Requirement)
หลักการที่ ๒ การกํากับดูแลโดยทางการ
(Pillar 2 : Supervisory Review Process)
หลักการที่ ๓ การใช้กลไกตลาดในการกํากับดูแล
(Pillar 3 : Market Discipline)
ในหลักการที่ ๑ มีการกำหนดให้ดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในสามเรื่อง ได้แก่
๑. ความเสี่ยงด้านเครดิต Credit Risk
๒. ความเสี่ยงด้านตลาด Market Risk และ
๓. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ Operation Risk
ในส่วนความเสี่ยงด้านเครดิตสามารถจำแนกได้ ๔ เรื่อง กล่าวคือ ความน่าจะเป็นในการผิดนัดชำระหนี้ ความสูญเสียที่เกิดจากการผิดนัดชําระหนี้ ยอดหนี้คงค้างที่ผิดนัดชําระ และระยะเวลาครบกําหนดของหนี้ หรือ ในส่วนของความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ที่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากบุคคล กระบวนการ ระบบและ ปัจจัยภายนอก
๓. หลักเกณฑ์สู่การนำไปปฏิบัติ
หลักการของบาสเซิล สองจะพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงของ สถาบันการเงิน โดยที่สถาบันการเงินเองจะต้องมีระบบการการบริหารความเสี่ยง วิธีการประเมินความเสี่ยง สร างระบบฐานข้อมูลลูกค้า และพัฒนาทักษะความรู้ของบุคลากร ทำให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็งสร้างความเชื่อมั่นขึ้น
สถาบันการเงิน : แบบทดสอบ
โจทย์
ขอให้นักศึกษาพิจารณาถึงบทบาทและหน้าที่ของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ (ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์) มีความรับผิดหรือไม่ เพราะเหตุใด
ข้อเท็จจริงมีดังนี้ ธนาคาร ก. มีคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อชุดบริหาร ประกอบด้วยนายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ซึ่งตามคำสั่งและระเบียบของคณะกรรมการบริหารของธนาคาร ก. กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อชุดบริหาร มีอำนาจพิจารณาอนุมัติสินเชื่อทุกประเภทไม่เกินบุคคลละ ๑๒๐ ล้านบาท หากเกินวงเงินดังกล่าวจะต้องเสนอต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาอนุมัติ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกคำสั่งเรื่องการให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าจะเรียกคืนไม่ได้ โดยกำหนดห้ามให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นได้ว่าอาจเรียกคืนไม่ได้ โดยระหว่างปี ๒๕๔๓ ถึง ปี๒๕๔๘ คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อชุดบริหารได้ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อประเภทวงเงินจำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายแดงจำนวน ๗ บริษัท ๆ ละ ๕ รายการ (ได้แก่ บริษัท A B C D E F G)
กรณีที่ ๑ นายหนึ่ง นายสอง และนายสาม ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อชุดบริหารของธนาคารก. ได้อนุมัติและจ่ายเงินให้แก่ลูกหนี้รายบริษัท A ในจำนวนเงินซึ่งเกินอำนาจก่อนที่จะเสนอให้ผู้มีอำนาจอนุมัติให้สัตยาบัน
กรณีที่๒ ผู้บริหารของธนาคาร ก. ได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายแดงจำนวน ๗ บริษัท โดยขณะทำสัญญาได้มีผู้บริหารของบริษัทลูกหนี้ลงนามในสัญญาค้ำประกัน และภายหลังลูกหนี้ได้นำที่ดินราคา ๔๐๐ ล้านบาทมาจดจำนอง
กรณีที่ ๓ ลูกหนี้รายบริษัท B ได้ติดต่อขอสินเชื่อโดยตรงกับนายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารธนาคาร ก. หลังจากได้รับสินเชื่อแล้ว นายหนึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อจัดทำใบคำขออนุมัติสินเชื่อโดยตรง และมิได้มีการวิเคราะห์สินเชื่อตามขั้นตอน
กรณีที่ ๔ ลูกหนี้รายบริษัท A เมื่อได้รับสินเชื่อแล้ว ได้ดำเนินการโอนเงินที่ได้รับสินเชื่อจากธนาคาร ก. ไปชำระหนี้ของบริษัท B ที่มีต่อธนาคาร ก.
กรณีที่ ๕ ลูกหนี้รายบริษัท C ได้ขอสินเชื่อเพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ และได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว โดยนำเงินที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อไป Takeover บริษัทอื่นๆ และนำไปเล่นหุ้น
กรณีที่ ๖ ผู้บริหารธนาคาร ก.ได้ปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้กลุ่มนายแดงเป็นเงินจำนวนสูง
กรณีที่ ๗ ผู้บริหารธนาคาร ก. ตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท D เพื่อให้ได้รับเงินก่อน เพราะเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบกิจการของลูกค้า ก่อนดำเนินการเรื่องหลักประกัน
กรณีที่ ๘ มีข้อมูลปรากฏว่า นายสาม เป็นกรรมการบริหารในบริษัท F และข้อมูลเชิงลึกปรากฏอีกว่า นายสามมีฐานะร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่าธนาคาร ก. ได้ตกลงอนุมัติสินเชื่อให้แก่บริษัท E
กรณีที่ ๙ ในช่วงปี ๒๕๔๐ ตอนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริหารธนาคาร ก. ได้อนุมัติสินเชื่อเป็นจำนวนมาก
กรณีที่ ๑๐ ธนาคาร ก. ได้รับชำระหนี้คืนจากลูกหนี้กลุ่มนายแดงเป็นจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งต่อมาลูกหนี้กลุ่มนายแดงถูกฟ้องให้ล้มละลาย และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ล้มละลาย
กฎหมายสถาบันการเงิน : ความรู้เบื้องต้น
keyword : ธนาคารพาณิชย์ - ความเชื่อมั่น (Credibility)
ในทางวิชาการได้แบ่งระบบการเงินไว้ ๒ ประเภท ได้แก่
๑. ระบบการเงินระหว่างประเทศ (THE INTERNATIONAL MONETARY FUND) และ
๒. ระบบการเงินภายในประเทศ (NATIONAL MONETARY SYSTEMS)
โดยเนื้อหาของกฎหมายธนาคารพาณิชย์นั้นอยู่ภายใต้ระบบการเงินภายในประเทศ ซึ่งได้รับการกำหนดขอบเขต หรือ กรอบของการดำเนินการต่าง ๆ ตามระบบการเงินระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก (World Bank) หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ตาม ดังนั้น สารัตถสำคัญทางกฎหมายของการประกอบธุรกิจด้านการธนาคารพาณิชย์ จึงอาจเรียกได้ว่า ถอดแบบจากแม่พิมพ์เดียวกันทั่วโลก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เป็นการตั้งคำถามให้นักศึกษาพิจารณาเป็นประการแรก (?)
เมื่อพิเคราะห์ได้แล้ว จะเห็นได้ว่า ระบบการเงินภายในประเทศได้ถูกจำแนกออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่
๑. ธนาคารกลาง (Central Bank) และ
๒. ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Banks)
ข้อสังเกตประการหนึ่งจะพบว่า ความข้างต้นใช้คำว่าระบบการเงินมิใช่สถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นสถาบันการเงินจึงมีความหมายที่กว้างขวางกว่า เช่น โรงรับจำนำ หรือการเล่นแชร์ เป็นต้น แต่ระบบการเงินที่จะศึกษาต่อไปนี้เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนสภาวะทางการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้มีและ/หรือเกิดเสถียรภาพและความมั่นคงทางด้านการเงินซึ่งจะยังผลให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ (ใดประเทศหนึ่ง) ดังนั้น เมื่อเวลานักศึกษาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจการเงิน จะเห็นว่า ตัวละครที่ผ่านเวทีเข้ามาจะมีทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธนาคารกลาง) ธนาคารพาณิชย์ นโยบายธนาคารกลาง ธนาคารโลก ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นต้น ขอย้ำนะครับว่า กฎหมายว่าด้วยการธนาคาร ทั้งธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ทั้งสองสถาบันต่างมีวัตถุประสงค์เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินเท่านั้น
ธนาคารกลาง (Central Bank) เป็นระบบการเงินภายในประเทศที่ดำเนินงานโดยคณะรัฐบาล (Owned by the national government) สำหรับประเทศไทยนั้น ธนาคารกลาง เราเรียกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยรัฐบาลไทยได้เปลี่ยนฐานะจากเดิมได้แก่ สำนักงานธนาคารชาติไทย เป็นธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ และกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของธนาคารกลาง เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ในปีเดียวกัน โดยดำเนินการตามหน้าที่ของธนาคารกลางที่เป็นมาตรฐานทั่วไป เช่น การพิมพ์ธนบัตร และผลิตเหรียญกษาปณ์ หรือ การเก็บรักษาเงินสำรองของประเทศ เป็นต้น
๑. รักษาเสถียรภาพทางการเงิน และดูแลระบบการเงินให้มั่นคงและก้าวหน้า
กล่าวคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องดำเนินนโยบายทางการเงินให้เหมาะสมต่อเศรษฐกิจ (คำถามที่นักศึกษาต้องวิเคราะห์ว่า ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร ซึ่งเกี่ยวพันกับปัจจุบันคือ การดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน) เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินทั้งภายในและภายนอก เสถียรภาพภายใน ได้แก่ การรักษาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับราคาและปริมาณสินค้า ส่วนเสถียรภาพภายนอก ได้แก่ การรักษาค่าของเงินบาทเมื่อเทียบ กับสกุลเงินตราต่างประเทศ (ซึ่งข้อสังเกตประการต่อไปก็คือ แล้วการเปิดเสรีทางการเงินนั้น เอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินทั้งภายในและ/หรือภายนอกหรือไม่) # ซึ่งหากได้ความว่าการเปิดเสรีทางการเงินนั้น มีผลว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่สนองตอบนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็รับนโยบายจากองค์การการค้าโลกได้หรือไม่ .....DEBATE.......
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ดูแลตลาดเงินระยะสั้นให้เป็นแหล่งที่เสริมสร้างสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน พัฒนาตลาดตราสารการเงิน และสนับสนุนตลาดทุน เพื่อให้เป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว ตลอดจนดูแลและส่งเสริมให้ตลาดเงินตราต่างประเทศมีเสถียรภาพ เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุน
๒. การกำกับดูแลสถาบันการเงิน
กล่าวคือ กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวมทั้งกิจการวิเทศธนกิจ ให้มีความมั่นคงและได้มาตรฐานสากล ตลอดจนดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการกระจายสินเชื่อไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญด้านต่างๆ เช่น การส่งออก การเกษตรกรรม และการอุตสาหกรรม ดำเนินการพัฒนาสถาบันการเงินให้ก้าวหน้าและให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินในกรณีที่จำเป็นต้องมีการแก้ไข
๓. เป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาล
กล่าวคือ การให้บริการธุรกิจธนาคารแก่ส่วน ราชการ รัฐวิสาหกิจอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น การรับฝากเงิน การให้กู้เงิน การ โอนเงิน การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และร่วมมือกับกระทรวงการคลังในการควบคุม การก่อหนี้ต่างประเทศและบริหารหนี้ในประเทศของรัฐบาล โดยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์รัฐบาล
การให้คำปรึกษานโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล ได้แก่ รวบรวมข้อมูล/วิเคราะห์ และประเมินภาวะเศรษฐกิจของไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล
นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเป็นตัวแทนของรัฐบาลในองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เช่นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กลุ่มธนาคารกลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) และกลุ่มธนาคารกลาง แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย (SEANZA) เพื่อส่งเสริมการร่วมมือทางการเงินและการพัฒนาประเทศ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อคิดเห็นกับองค์กรทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ เช่น ธนาคารโลก (IBRD) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และองค์การเพื่อความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) รวมทั้งธนาคารกลางของประเทศต่างๆ
๔. ดำเนินกิจการธนาคาร
แต่ในนัยของการดำเนินกิจการธนาคาร หรือบางท่านเรียกว่าการเป็น “นายธนาคาร” ของธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเป็นนายธนาคารให้แก่สถาบันการเงินเท่านั้น มิใช่ดำเนินกิจการเช่นการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และเงื่อนไขสำคัญคือ การให้บริการทางการเงินแก่สถาบันการเงินนั้นต้องไม่แสวงหากำไร ได้แก่ การรับฝากเงินและเก็บรักษาเงินสำรองตามกฎหมายของสถาบันการเงิน หรือ เป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายแก่สถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง หรือ เป็นศูนย์กลางการหักบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน รวมทั้งให้บริการโอนเงิน ระหว่างส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนอกจากบทบาทสำคัญดังกล่าวข้างต้น ตามกฎหมายยังกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศพึงประกอบธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ดังต่อไปนี้
(๑) การออกและจัดการ รวมตลอดถึงพิมพ์ธนบัตร บัตรธนาคาร และสิ่งพิมพ์อื่นที่รัฐมนตรีเห็นชอบ และการจัดการทุนสำรอง
(๒) การรับเงินฝากประจำหรือกระแสรายวันโดยไม่จ่ายดอกเบี้ย
(๓) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต มีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือสองคนหรือมากกว่า ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารใดธนาคารหนึ่ง หรือสถาบันการเงินอื่นสถาบันใดสถาบันหนึ่ง และถึงกำหนดใช้เงินภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลดโดยไม่รวมวันผ่อนเข้าด้วย
(๔) การซื้อ ขาย และรับช่วงซื้อลดตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากกิจการอุตสาหกรรม กสิกรรม การเลี้ยงสัตว์ การทำป่าไม้ การประมง การทำเหมืองแร่ การทำนาเกลือ หรือการสาวไหม อันสุจริต หรือตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเกี่ยวกับมูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศยอมให้ประเทศไทยถอนเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อการนี้ได้
ซึ่งตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว ต้องมีลายมือชื่อของบุคคลที่พึงเชื่อถือได้สองคนเป็นอย่างน้อย ลายมือชื่อหนึ่งต้องเป็นของธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นและต้องถึงกำหนดใช้เงินไม่เกินสิบสองเดือน นับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลด หรือภายในระยะเวลาเร็วหรือช้ากว่านั้นตามที่คณะกรรมการจะกำหนด แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือนนับแต่วันซื้อหรือรับช่วงซื้อลดอาจกำหนดเงื่อนไขของการซื้อขายไว้ด้วยก็ได้
(๕) การซื้อและขายเงินปริวรรตต่างประเทศกับธนาคารและบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(๖) การมีเงินคงเหลือไว้ที่คลังของรัฐบาลและธนาคารอื่นๆ และการรักษาเงินตามจำนวนที่เห็นสมควรไว้ที่คลังและธนาคารนั้นๆ เป็นเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อเรียกหรือเมื่อได้บอกกล่าวล่วงหน้าหรือเมื่อถึงกำหนดเวลา
(๗) การให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินเป็นประกัน ดังต่อไปนี้
(ก) หลักทรัพย์ของรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ที่รัฐบาลรับประกันต้นเงินและดอกเบี้ย
(ข) ทองคำ เงิน หรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในทองคำหรือเงิน
(ค) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๓)
(ง) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน เท่าที่พึงซื้อหรือรับช่วงซื้อลดได้ตาม (๔)
(จ) ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารใด ๆ ที่ค้ำจุนด้วยเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในสิ่งของ อันได้โอนให้แก่หรือจำนำไว้กับธนาคารนั้นๆ เป็นประกันเครดิตเงินสดหรือเงินเบิกเกินบัญชี ซึ่งตกลงกันไว้เพื่อการค้าหรือพาณิชย์อันสุจริต
(ฉ) หลักทรัพย์ของรัฐบาลต่างประเทศ
(ช) ตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด
(ซ) หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
ประการที่หนึ่ง ให้สถาบันการเงินกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตาม (ก) หรือ (ช) เป็นประกันนั้น ถ้ามีเหตุผลสมควรเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีระยะเวลาเกินหกเดือนได้แต่ต้องไม่เกินหกสิบเดือน หรือ
ประการที่สอง ให้รัฐบาลกู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตาม (ก) เป็นประกัน และรัฐบาลกู้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการกู้เงิน ธนาคารจะให้กู้เป็นเงินตราไทยหรือเงินปริวรรตต่างประเทศ โดยมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการกู้เงินก็ได้ หรือ
ประการที่สาม ให้กู้ยืมเงินโดยมีทรัพย์สินตาม (ง) เป็นประกันให้มีกำหนดระยะเวลาไม่เกินสิบสองเดือน หรือ
ประการที่สี่ ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหุ้นของธนาคารสถาบันการเงินหรือบริษัทอื่นใด หรือทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๗) เป็นประกัน ทั้งนี้เฉพาะกรณีที่สถาบันการเงินนั้นประสบหรือกำลังจะประสบวิกฤตการณ์ทางการเงิน อันอาจมีผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อระบบการเงินเป็นส่วนรวม
ประการที่ห้า ให้เงินอุดหนุนเพื่อเป็นทุนประเดิมของสถาบันประกันเงินฝากที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น
ประการที่หก ให้รัฐบาลกู้ยืมเงินแบบไม่มีประกัน โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้กู้ยืมเพื่อรายจ่ายที่อนุญาตไว้ในงบประมาณธรรมดา เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าแห่งรายจ่ายที่กล่าวนั้นโดยต้องชำระคืนภายในสามเดือนต้นแห่งปีงบประมาณถัดไป
ประการที่เจ็ด การออกดร๊าฟที่กำหนดให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม ณ สำนักงานหรือสำนักตัวแทนของธนาคารเอง(๑๐) การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหลักทรัพย์ของรัฐบาลแห่งประเทศไทยและต่างประเทศ หลักทรัพย์ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก ซึ่งรวมตลอดถึงตราสารที่ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติออกให้เป็นหลักฐานว่า ผู้ถือตราสารได้มีส่วนร่วมกับทบวงการชำนัญพิเศษในการให้กู้เงินแก่รัฐบาลสมาชิกหรือองค์การของรัฐบาลสมาชิกของทบวงการชำนัญพิเศษตามจำนวนดังระบุไว้ในตราสารนั้น และหลักทรัพย์ ทรัสตีต่างประเทศเพื่อประโยชน์แห่งอนุมาตรานี้ หลักทรัพย์ที่รัฐบาลแห่งประเทศที่กล่าวแล้ว หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกได้รับประกันต้นเงินและดอกเบี้ยนั้น ให้ถือว่าเป็นหลักทรัพย์ของรัฐบาลนั้นๆหรือของสถาบันการเงินระหว่างประเทศนั้น
ประการที่แปด การเข้าชื่อซื้อ การซื้อ และการขายหุ้นกู้ พันธบัตร หรือตราสารอื่นใดตามอนุมาตรา (๗) (ซ) ทั้งนี้ ให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบการเงินของประเทศ
ประการที่เก้า การซื้อ และการขายตั๋วเงิน พันธบัตร หรือตราสารอื่นใด
ประการที่สิบ การรับรักษาเงิน หลักทรัพย์ และของมีค่าอย่างอื่นๆ และการเก็บผลประโยชน์แห่งหลักทรัพย์ที่กล่าวนั้นไม่ว่าจะเป็นต้นเงินหรือดอกเบี้ย
ประการที่สิบเอ็ด การซื้อและขายทองคำและเงิน
ประการที่สิบสอง การกู้ยืมเงินเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพแห่งค่าของเงินตรา โดยวิธีออกตั๋วเงินที่มีกำหนดระยะเวลาการใช้เงินพันธบัตรหรือตราสารอื่นใด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือการกู้ยืมเงินเพื่อธุรกิจของธนาคารเอง และการให้ประกันเงินกู้ยืมนั้นการกู้ยืมเงิน ธนาคารจะกู้เป็นเงินตราไทย หรือเงินปริวรรตต่างประเทศก็ได้
ประการที่สิบสาม การดำเนินกิจการเงินระหว่างประเทศโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ประการที่สิบสี่ การขายและจำหน่ายเป็นตัวเงินซึ่งทรัพย์สินทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตกเข้ามาอยู่ในครอบครองของธนาคารไม่ว่าโดยทางใด เป็นการระงับสิทธิเรียกร้องใด ๆ ของธนาคารทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
ประการที่สิบห้า การดำเนินการแห่งระบบหักบัญชีระหว่างธนาคาร
ประการที่สิบหก การรับและจ่ายเงินจำนวนต่างๆ เกี่ยวกับบัญชีฝากของกระทรวงการคลัง การทำการแลกเปลี่ยนเงิน การส่งเงินไปต่างประเทศ และกิจการธนาคารบรรดาที่เป็นของรัฐบาลและการออกและจัดการเงินกู้ ดังบัญญัติไว้ในหมวด ๖ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕
ประการที่สิบเจ็ด การทำการเป็นตัวแทนของรัฐบาลในกิจการประเภทใดๆดังระบุต่อไปนี้
(ก) การซื้อและขายทองคำและเงิน
(ข) การซื้อขายและโอนตั๋วแลกเงินหลักทรัพย์และใบหุ้น
(ค) การเก็บผลประโยชน์แห่งลักทรัพย์หรือใบหุ้นใดๆไม่ว่าจะเป็นต้นเงินดอกเบี้ยหรือเงินปันผล
(ง) การควบคุมและการรวมไว้ในแหล่งกลางซึ่งเงินปริวรรตต่างประเทศ
(จ) การทำกิจการอื่นใดของรัฐบาลตามแต่รัฐบาลจะมอบหมายให้
เพราะฉะนั้น ในการศึกษาถึงธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นก็เพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งก็คือ ในฐานะของการมีบทบาทในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ กฎหมายจึงเลือกใช้คำว่า “กำกับดูแล” ไม่ใช่ใช้คำว่า “ควบคุมดูแล” (บังคับบัญชา) เหตุที่ต้องใช้นโยบายในการกำกับดูแลเพราะอะไร? ...ประการหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าธนาคารพาณิชย์คือการประกอบธุรกิจแขนงหนึ่ง การแทรกแซงการประกอบธุรกิจโดยภาครัฐ จึงเป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือมีข้อจำกัดให้น้อยที่สุด ตามหลักการค้าเสรี และเป็นธรรม (Free Trade & Fair Trade) แต่กระนั้นจะให้ปล่อยเลยตามเลยเหมือนการประกอบธุรกิจอื่น โดยอาศัยกลไกของตลาดตามระบบเสรีนิยมดังกล่าว (มี New Entry มากราย เข้าง่าย ออกง่าย ตายง่าย เกิดใหม่ง่าย) ก็ไม่อาจปล่อยละเลยได้เช่นกัน เพราะ ธนาคารพาณิชย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะชะงักงันต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศได้
ธนาคารพาณิชย์สามารถเพิ่มบทบาทของการระดมเงินทุนและ ใช้เงินที่ได้ระดมมาให้เป็นกระแสเลือดไปหล่อเลี้ยงทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (ชีวิต) เพื่ออำนวยประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีเสถียรภาพและความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น
ธนาคารพาณิชย์ หมายความว่า ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ และหมายความรวมถึงสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ด้วย
(A bank licensed to undertake the business of commercial banking and includes a branch of a foreign bank licensed to carry on such business)
การประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์นั้น ผู้ที่จะประกอบการธนาคารพาณิชย์จะต้องเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เท่านั้น โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ ๑ ผู้เริ่มก่อตั้งต้องขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
ขั้นที่ ๒ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอนุญาต
ขั้นที่ ๓ ดำเนินการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด
ขั้นที่ ๔ จดทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
๑. มีความสามารถในการบริหารงาน โดยคำนึงถึงผลงานและประสบการณ์ในอดีต
๒. มีความซื่อสัตย์สุจริต
๓. ไม่เคยมีประวัติเสียหาย หรือดำเนินกิจการใดที่มีลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบ และ/หรือขาดความรอบคอบ ซึ่งกฎหมายยังได้วางกรอบครอบคลุมในเรื่องของความน่าเชื่อถือโดยภาพลักษณ์ด้วย
๔. ไม่เป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพ หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งได้รับการจัดชั้น หรือจำแนกตามผลการตรวจสอบตามกฎหมาย หรืออาจจะเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นลูกหนี้ชั้นเลว
๕. ไม่เคยทำธุรกิจหรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความเสียหายหรือความรอบคอบของบุคคลนั้น
หลักฐานที่ต้องนำมาแสดงต่อรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หากเป็นบุคคลธรรมดาจะพิจารณาที่ประวัติและข้อมูลสำคัญอื่น ๆ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินทรัพย์และหนี้สิน หากเป็นนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายไทย จะพิจารณาเรื่องของหนังสือบริคณห์สนธิ (คืออะไร ?) สำเนาข้อบังคับของนิติบุคคล สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท สำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับการรับรองจากนายทะเบียน งบการเงินย้อนหลัง ๕ ปี (ต่อเนื่อง) ที่ผู้สอบบัญชีรับรอง สถานที่ตั้งของกิจการ รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นที่มีมติให้ยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ รวมตลอดถึงรายชื่อ ประวัติการศึกษา และประสบการณ์ของ Board of Director
ประการสำคัญต้องมีเอกสารยืนยันถึงความชัดเจนของแหล่งที่มาของเงินทุน
รวมทั้ง ความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจด้วย
ตัวอย่างที่ยกประกอบนี้ คงพอทำให้นักศึกษาเห็นได้ว่าการประกอบธุรกิจประเภทนี้เรียกได้ว่า จัดตั้งยากฉันใด ก็ล้มยากฉันนั้น เพราะอย่างที่ทราบ หากปล่อยให้ธนาคารล้ม ย่อมหมายถึงการกระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในแง่กระแสเงิน และในเชิงจิตวิทยาด้วย (การบรรยายในชั้นเรียน พยายามย้ำเสมอว่า เรื่องการเงินการธนาคารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความละเอียดอ่อนดังกล่าวทำให้มาตรการทางการเงินไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางกฎหมายและ/หรือมาตรการอื่น ๆ ต้องผสมผสานระหว่างการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนด้วย) ซึ่งนักศึกษาจะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการขออนุญาตเป็นขั้นตอนของการคัดเลือกผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพเท่านั้น (ศักยภาพด้านใด ? ประสิทธิภาพด้านใด ? ...โปรดวิเคราะห์)
สำหรับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์หรือ Board of Director กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติไว้ว่าต้องมีคุณสมบัติหรือไม่ต้องห้าม ดังต่อไปนี้
๑. ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
๒. เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
๓. เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่
๔. เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของธนาคารพาณิชย์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
๕. ถูกถอดถอนจากธนาคารพาณิชย์ตามคำแนะนำของรัฐมนตรี
๖. เป็นข้าราชการการเมือง
๗. เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมธนาคารพาณิชย์ หรือพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เว้นแต่เป็นกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือเป็นกรณีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์
๘. เป็นผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด ซึ่งตนหรือบุคคลที่กฎหมายถือว่าเป็นบุคคลนั้น ถือหุ้นอยู่ เว้นแต่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่มีอำนาจลงนามผูกพันธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเองหรือร่วมกับผู้อื่น
นอกจากนี้กฎหมายยังได้กำหนดห้ามผู้บริหารธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งแห่งใดเป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งอื่นในธนาคารพาณิชย์อื่นอีกในเวลาเดียวกัน เหตุผลเนื่องจาก
๑. ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
๒. ป้องกันการทับซ้อนทางผลประโยชน์
๓. ป้องกันการผูกขาดตัดตอนทางธุรกิจ
แต่บทบัญญัติเช่นว่านั้น ย่อมมีข้อยกเว้นโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เพราะเข้าใจสภาพความจริงว่าจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถมีจำนวนจำกัดจึงมีการกำหนดข้อยกเว้นว่า ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เป็นตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย หรือตำแหน่งที่ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติหรือให้ความเห็นเกี่ยวแก่การดำเนินการของธนาคารพาณิชย์
(๒) ได้รับการผ่อนผันจากรัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในการผ่อนผันต้องกำหนดเป็นระยะเวลาไม่เกินสามปี และจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
จะสังเกตว่าตาม (๒) นั้น เพื่อหวังประโยชน์ในตัวบุคคล ได้แก่ ให้ธนาคารพาณิชย์ได้บุคลที่น่าเชื่อถือทั้งภายในและภายนอกประเทศ และที่สำคัญในอดีตของประเทศไทย ยอมผ่อนผันเพราะบุคคลคนนั้นมีบารมี (อำนาจทหาร) ซึ่งขอให้นักศึกษาระลึกถึงผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีเชื้อดังกล่าวอยู่ แต่หากเป็นในทางสากล การมีผู้บริหารธนาคารอื่นเข้ามาเป็นกรรมการบริหารอีกธนาคารหนึ่งก็เพื่อนำมากอบกู้ธนาคารนั้นเท่านั้น และที่สำคัญเค้าพยายามหลีกเลี่ยง ต้องหาคนอื่นก่อน หาไม่ได้จริง ๆ แล้ว รัฐจึงยอมผ่อนผัน
คราวนี้ลองมาพิจารณาในเรื่องขอบเขตของการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ว่ามีประการใด ซึ่งข้อนี้แม้ว่าธนาคารพาณิชย์เป็นการประกอบธุรกิจ แต่ในการจัดตั้งและกำหนดขอบเขตหน้าที่ต้องชี้ชัดเฉพาะกิจการธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับองค์กรธุรกิจทั่วไปที่สามารถกำหนดขอบเขตได้อย่างเหวี่ยงแห ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดขอบเขตของกิจการธนาคารพาณิชย์ไว้ว่า
commercial banking means the business of accepting deposits of money subject to withdrawal on demand or at the end of a specified period and of employing such money in one or several ways such as : (a) granting of credits, (b) buying and selling of bills of exchange or any other negotiable instrument, (c) buying and selling of foreign exchange;
“การธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า
๑) การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และ
๒) ใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น
(ก) ให้สินเชื่อ หมายความว่า ให้กู้ยืมเงิน ซื้อ ซื้อลด รับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน เป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่ายหรือสั่งให้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้เคยค้าหรือเป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่ายเงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิต
(ข) ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด เช่น เช็ค หรือตราสารเปลี่ยนมือชนิดอื่น อาทิ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ
(ค) ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ
๓) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ การเรียกเก็บเงินตามตั๋วเงิน การรับอาวัลตั๋ว การออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิต หรือการค้ำประกัน หรือธุรกิจทำนองเดียวกันได้ เงื่อนไขธปท.อนุญาต
๔) ธุรกิจอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึงกระทำ ได้แก่ การรับหลักประกันอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นประกันในการปล่อยสินเชื่อ หรือ การให้หลักประกันด้านเงินโอนภายในหรือต่างประเทศ ฯลฯ
๕) กิจการวิเทศธนกิจ หมายความว่า กิจการของธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการวิเทศธนกิจเพื่อการให้กู้ยืมในต่างประเทศ กิจการวิเทศธนกิจเพื่อการให้กู้ยืมในประเทศ หรือธุรกิจวิเทศธนกิจอื่น กฎหมายได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่ประกอบกิจการวิเทศธนกิจ อาจประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องจากกิจการวิเทศธนกิจ หรือธุรกิจอื่นอันเป็นประเพณีที่กิจการวิเทศธนกิจพึงกระทำได้ตามที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย“กิจการวิเทศธนกิจเพื่อการให้กู้ยืมในต่างประเทศ” หมายความว่า การประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้
(๑) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากต่างประเทศจาก
(๒) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากกิจการวิเทศธนกิจอื่น กระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย หรือทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำไปให้กู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศในต่างประเทศ หรือแก่กิจการวิเทศธนกิจอื่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา (๓) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินบาทจากต่างประเทศจากธนาคารต่างประเทศในต่างประเทศหรือสาขาในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำไปให้กู้ยืมแก่ธนาคารต่างประเทศในต่างประเทศ สาขาในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทย หรือกิจการวิเทศธนกิจอื่น
(๔) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินบาทจากกิจการวิเทศธนกิจอื่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำไปให้กู้ยืมแก่ธนาคารต่างประเทศในต่างประเทศ สาขาในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทย หรือกิจการวิเทศธนกิจอื่น
“กิจการวิเทศธนกิจเพื่อการให้กู้ยืมในประเทศ” หมายความว่า การประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้ (๑) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากต่างประเทศจาก (ก) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทยปละมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในต่างประเทศ (ข) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และไม่ได้ประกอบกิจการภายในประเทศไทย เว้นแต่ธนาคารต่างประเทศที่มีสาขาหรือสำนักงานผู้แทนในประเทศไทย หรือนิติบุคคลอื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ค) สาขาในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำไปให้กู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีการเบิกถอนเงินกู้ยืมแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าจำนวนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๒) การรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากกิจการวิเทศธนกิจอื่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำไปให้กู้ยืมเป็นเงินตราต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีการเบิกถอนเงินกู้เงินยืมแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าจำนวนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
“ธุรกิจวิเทศธนกิจอื่น” หมายความว่า การประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้ (๑) การซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศที่ไม่ใช่เงินบาท (cross-currency) กับลูกค้าในต่างปรเทศกิจการวิเทศธนกิจอื่น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราธนาคารรับอนุญาตตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน หรือลูกค้าในประเทศที่กิจการวิเทศธนกิจนั้นให้กู้ยืมเงินตราต่างประเทศ (๒) การอาวัล การรับรอง หรือการค้ำประกันหนี้ใด ๆ ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเฉพาะที่คู่กรณีอยู่นอกประเทศ หรือธนาคารรับอรุญาตตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (๓) การเปิดเล็ดเตอร์ออฟเครดิต การแจ้งการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิต การรับซื้อลดหรือเรียกเก็บเงินตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิต และการยืนยันเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่เป็นเงินตราต่างประเทศเฉพาะกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าตามข้อตกลงแห่งเล็ตเตอร์ออฟเครดิตนั้นอยู่นอกประเทศ และสินค้าตามข้อตกลงนั้นไม่ได้ส่งออกหรือนำเข้ามารในประเทศไทย (๔) การจัดหาเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มีแหล่งที่มาจากต่างประเทศให้แก่ผู้ต้องการกู้เป็นเงินตราต่างประเทศหรือการเป็นผู้จัดการในการจัดหาเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่มีแหล่งที่มาจากต่างประเทศในลักษณะการร่วมให้กู้ (loan syndication) แก่ผู้ต้องการกู้เงินตราต่างประเทศ
กฎหมายสถาบันการเงิน : ถาม-ตอบ ตอนที่ ๑
พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๕๑ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ปัจจุบันถูกยกเลิก)
พ.ศ. ๒๕๕๑-ปัจจุบัน พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
ข้อ ๒. ทั้งสองกฎหมายมีความแตกต่างกันหรือไม่
---มี--- พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันการเงิน ส่วนพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ มีการเพิ่มเติมนอกเหนือจากนั้น คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงิน
ข้อ ๓. ที่มาของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
สืบเนื่องจากกฎหมายเดิมการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายแต่ละฉบับ ทำให้การกำกับดูแลมีมาตรฐานต่างกัน และประกอบกับ การเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ฝากเงินที่มีต่อระบบสถาบันการเงินโดยรวม
ข้อ ๔. เมื่อมีการรวมกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจสถาบันการเงินให้มีมาตรฐานเดียวกันแล้ว กฎหมายเดิมที่กำกับดูแลธุรกิจทางการเงินยังคงมีผลอยู่หรือไม่
---กฎหมายดังต่อไปนี้ให้ถือว่ายกเลิก---
§ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
§ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕,พ.ศ. ๒๕๒๘
§ พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๐
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕
(ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑
§ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
พ.ศ. ๒๕๒๒
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๖
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๘
§ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕
§ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๐
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๐
§ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๑
ข้อ ๕. ธุรกิจสถาบันการเงินมีกี่ประเภท อย่างไร
๑. ธุรกิจธนาคารพาณิชย์
๒. ธุรกิจเงินทุน
๓. ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
๔. การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
การประกอบธุรกิจที่ดำเนินธุรกรรมดังนี้ (๑) รับฝากเงิน* หรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ (คือ การระดมทุน) และ (๒) ใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ
* การรับฝากเงินของลูกค้า (ประชาชน) เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (การรับฝากทรัพย์)
การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ ซึ่งมิใช่การรับฝากเงินหรือรับเงินไว้ในบัญชีที่จะเบิกถอนโดยใช้เช็ค และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด
ข้อ ๘. ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หมายความว่าอย่างไร
การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่จะจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และ ใช้ประโยชน์จากเงินนั้นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์
(๒) การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายฝาก
ข้อ ๙. ธุรกิจสถาบันการเงินแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
---ใช่---
ธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้นให้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
ข้อ ๑๑. การประกอบธุรกิจสถาบันการเงินเป็นไปอย่างเสรีตามหลักการค้าเสรีหรือไม่ อย่างไร
---ไม่---
เนื่องจาก การประกอบธุรกิจดังกล่าว อาจมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ* ดังนั้น รัฐจึงเข้ามาจำกัดการประกอบธุรกิจนี้ ซึ่งหลักสากลถือเป็นข้อยกเว้นของหลักการค้าเสรี
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
* การประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการระดมเงินจากประชาชนโดยการรับฝากเงินหรือโดยวิธีอื่นใด ให้สินเชื่อ หรือธุรกิจทางการเงิน จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม.
ข้อ ๑๒. การจัดตั้งธุรกิจสถาบันการเงินเป็นอย่างไร
การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้
เช่นเดียวกัน หากธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะตั้งสาขาเพื่อประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้และให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศแสดงหนังสือยินยอมให้ยื่นคำขอจัดตั้งสาขาจากหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” นำหน้า ตามที่ระบุในใบอนุญาต แล้วแต่กรณี
สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต ห้ามใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า“ธนาคาร” “เงินทุน” “การเงิน” “การลงทุน” “เครดิต” “ทรัสต์” “ไฟแนนซ์” “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์”หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน
ข้อ ๑๓. โครงสร้างสถาบันการเงิน เป็นอย่างไร
มีการกำหนดถึง (๑) หุ้นและผู้ถือหุ้น และ (๒) ผู้บริหารสถาบันการเงิน
ข้อ ๑๔. โครงสร้างเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไร
(๑) หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงินต้องเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท
(๒) สถาบันการเงินอาจออกหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง หรือหุ้นบุริมสิทธิอื่นได้เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๓) สถาบันการเงินต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด บุคคลนั้นต้องรายงานการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
การถือหุ้นให้รวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย หมายถึง
บุคคลใดจะถือหุ้นได้ตั้งแต่ร้อยละ ๕- ๑๐ มีเงื่อนไขว่า หากเกินร้อยละ ๕ ต้องแจ้งให้ทางการทราบ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐ และการถือครองหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นให้หมายความถึง
บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับอีกบุคคลหนึ่งในลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) เป็นคู่สมรส
(๒) เป็นบุตรหรือบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
(๓) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) มีอำนาจในการจัดการ
(๔) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) มีอำนาจควบคุมคะแนนเสียง
ส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
(๕) เป็นบริษัทที่บุคคลนั้นหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) มีอำนาจควบคุมการแต่งตั้งหรือ
ถอดถอนกรรมการ
(๖) เป็นบริษัทลูกของบริษัทตาม (๓) หรือ (๔) หรือ (๕)
(๗) เป็นบริษัทร่วมของบริษัทตาม (๓) หรือ (๔) หรือ (๕)
(๘) เป็นตัวการ ตัวแทน หรือ
(๙) บุคคลอื่นที่มีลักษณะตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
ในกรณีที่บุคคลใดถือหุ้นในบริษัทใดตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริษัทนั้นเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้เป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๑๕. ผู้บริหารสถาบันการเงินมีความหมายอย่างไร
ผู้บริหารฯ คือผู้ที่มีอำนาจในการจัดการธุรกิจนั้น (อำนาจในการควบคุมนโยบาย)
“ผู้มีอำนาจในการจัดการ” หมายความว่า
๑) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ กรรมการที่เป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินหรือ
บริษัท แล้วแต่กรณี หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
๒) บุคคลซึ่งสถาบันการเงินหรือบริษัททำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหมดหรือ
บางส่วน หรือ
๓) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการหรือกรรมการ หรือการ
จัดการของสถาบันการเงินหรือบริษัท ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือการ
ดำเนินงานของสถาบันการเงินหรือบริษัท
ข้อ ๑๖. เพราะเหตุใดกฎหมายจึงต้องกำกับดูแลในเรื่องโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือตัวผู้บริหารสถาบันการเงิน
เพราะธุรกิจสถาบันการเงินมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การกำกับดูและเรื่องหุ้น เพื่อป้องกันการครอบงำธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนเรื่องผู้บริหาร เพื่อสร้างหลักประกันและความน่าเชื่อถือให้แก่ประชาชน
ข้อ ๑๗. แล้วผู้บริหารสถาบันการเงินที่มีคุณลักษณะน่าเชื่อถือควรมีคุณสมบัติอย่างไร
กฎหมายได้อาศัยหลักความน่าเชื่อ หลักสุจริตอย่างยิ่ง หลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และหลักความโปร่งใส (ธรรมาภิบาล) โดยกำหนดห้ามมิให้สถาบันการเงินแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้
เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน
(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมาแล้วไม่ถึงห้าปี
(๒) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ไม่ว่า
จะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม
(๓) เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐฐานทุจริตต่อหน้าที่
(๔) เคยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอน
ใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๕) เคยถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบัน
การเงิน ตามมาตรา ๘๙ (๓) หรือมาตรา ๙๐ (๔) หรือตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และ
ตลาดหลักทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๖) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินแห่งอื่น
อีกในเวลาเดียวกัน เว้นแต่ได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๗) เป็นผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการนอกเหนือจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทที่
ได้รับสินเชื่อหรือได้รับการค้ำประกันหรืออาวัลหรือมีภาระผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่
(ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินซึ่งไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร
(ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๘) เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น
หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศ
กำหนด
(๙) เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานของธนาคาร
แห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้าไปแก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินการของสถาบันการเงิน หรือ
เป็นการดำรงตำแหน่งในสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ทั้งนี้ พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย
แต่ยังต้องห้ามไม่ให้รับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดังกล่าว ไม่มีสิทธิ
ที่จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นของสถาบันการเงินนั้น
นอกจากนี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกำหนดขึ้นภายหลังได้
ข้อ ๑๘. หน่วยงานใดเป็นผู้กำกับดูแล
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน)
ข้อ ๑๙. การดำเนินการของผู้บริหารสถาบันการเงินอาศยหลักการใด
ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารงานสถาบันการเงินนั้น หรือ Professional Liability
ข้อ ๒๐. นอกจากเรื่องดังกล่าว มีอะไรที่ผู้บริหารต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษหรือไม่
---มี---
ได้แก่ (๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึง (๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด และ (๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่เดือนนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ชำระแล้วเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตามความเป็นจริง
กิตติบดี
สรุปการบรรยาย เรื่อง การขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ (ธุรกิจสถาบันการเงิน)
สถาบันการเงินเป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญที่สุด มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ ภาคเศรษฐกิจต่างๆทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงและความผันผวน และสามารถส่งผ่านผลกระทบไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้
การพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
หลักการ
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจในการให้ใบอนุญาต
(๒) ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ กระทรวงการคลังและ ธปท. จะพิจารณาความเหมาะสมของ โครงสร้างผู้ถือหุ้น คุณสมบัติของกรรมการและผู้บริหารระดับสูง แผนปฏิบัติการและการควบคุมภายในและประมาณการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงเงินกองทุนและ ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตมีผู้ถือหุ้นใหญ่หรือบริษัทแม่เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้กำกับดูแลในประเทศแม่ (Home Country Supervisor) ก่อน
มาตรา ๙ การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้
การยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับความเห็นชอบในการจัดตั้งจากรัฐมนตรีก่อน
เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ให้บริษัทมหาชนจำกัดนั้นยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย
คุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้ง
(1) เป็นบริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
(2) มีคุณภาพการจัดการจากผลการประเมินครั้งล่าสุดตามเกณฑ์ ที่ ธปท. กำหนด
(3) ดำรงเงินกองทุนสุทธิเป็นอัตราส่วนต่อสินทรัพย์เสี่ยงถ่วงน้ำหนัก ตามประกาศ ธปท. ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ณ วันสิ้นเดือนล่าสุดก่อนวันยื่นคำขอ
(4) มีอัตราส่วนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพต่อสินทรัพย์รวม ไม่เกินร้อยละ 15 ณ วันสิ้นเดือนล่าสุดก่อนวันยื่นคำขอ
(5) มีการกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ให้เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนดและตามผลการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือ ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์
(6) ผู้มีสิทธิยื่นคำขอจะต้องไม่มีบุคคลอื่น เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นหลักรายใหม่ตั้งแต่วันที่รัฐมนตรี ลงนามในประกาศฉบับนี้จนถึงวันที่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ เว้นแต่เป็นกรณีการควบหรือรวมกิจการตามแผนการควบรวมที่รัฐมนตรีเห็นชอบต้องมีแผนที่จะควบหรือรวมกิจการหรือรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์แห่งอื่นอย่างน้อย 1 แห่ง
การพิจารณาออกใบอนุญาต
(1)คณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินพิจารณาและเสนอรายชื่อต่อรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบภายใน 3 เดือน นับแต่ได้รับคำขอและเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วนและรัฐมนตรีพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน นับแต่ได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ
(2) เมื่อรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วในการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์แล้วให้ดำเนินการดังนี้
• กรณีที่มีสถาบันการเงินมากกว่า 1 แห่งภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ให้บริษัทนั้นดำเนินการควบหรือรวมกิจการ ขายกิจการหรือคืนใบอนุญาตและ/หรือ โอนทรัพย์สินจากสถาบันการเงินอื่นภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันแล้วแต่กรณี ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบ
กรณียื่นขอจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ให้บริษัทนั้นดำเนินการควบหรือรวมกิจการหรือรับโอนทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดหรือส่วนใหญ่จากบริษัทเงินทุนและ/หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แห่งอื่นอย่างน้อย 1 แห่งตามแผนงานที่ได้รับความเห็นชอบและให้บริษัทเงินทุนและ/หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ที่ถูกควบหรือรวมกิจการหรือโอนสินทรัพย์และหนี้สินให้บริษัทแล้วทุกแห่งคืนใบอนุญาต ภายใน 1 ปีนับแต่ วันที่ได้รับความเห็นชอบ
• เสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของธนาคารที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อ ธปท. ให้ความเห็นชอบก่อนเปิดดำเนินงาน
• ต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย
ณ วันเปิดดำเนินการต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท
หลังจากการดำเนินการแล้วอย่างน้อย 3 ปี สามารถยื่นคำขอปรับสถานะให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ได้เท่าเทียมกับธนาคารพาณิชย์อื่นตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เดิมโดยอนุโลมและต้องมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารต่างประเทศ
คุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้ง
(1) เป็นสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศในไทย หรือมีสำนักงานวิเทศธนกิจในประเทศไทย
(2)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ให้ความร่วมมือกับทางการเป็นอย่างดีและมีบทบาทในการพัฒนา เศรษฐกิจและพัฒนาความรู้ในระบบการเงินไทย
(3) เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง ฐานะมั่นคง และมีผลการดำเนินงานดีและจดทะเบียนในประเทศที่มีมาตรฐานการกำกับ ควบคุมสถาบันการเงินเป็นอย่างดี และน่าเชื่อถือ
(4)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศเป็นอย่างดี หรือมีบทบาทในศูนย์กลางการเงินโลก รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาธุรกิจการเงินระหว่างประเทศในประเทศที่สถาบันการเงินต่างประเทศนั้น
(5) เป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับไทยทั้งทาง ด้านการเงิน การค้า และการลงทุน หรือมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับไทยเป็นจำนวนมากในอนาคต
(6) เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของประเทศนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับ ธปท.
(7)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์ไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้น
การพิจารณาออกใบอนุญาต
(1)คณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินพิจารณาและเสนอรายชื่อต่อรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบภายใน 3 เดือน นับแต่ได้รับคำขอและเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วนและรัฐมนตรีพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน นับแต่ได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ
(2)ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศดำเนินการจัดตั้ง และยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบการ ธนาคารพาณิชย์ต่อรัฐมนตรีภายใน 1 ปี นับแต่ได้รับการเห็นชอบ เว้นแต่ได้รับพิจารณาผ่อนผันจาก ธปท.ทั้งนี้ไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่ครบกำหนดให้ดำเนินการเสร็จสิ้น
(3) ต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท นับแต่วันเปิดดำเนินการ
สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
สรุปคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้ง
(1) สำนักงานวิเทศธนกิจของธนาคารต่างประเทศที่ประสงค์ขอยกฐานะเป็นสาขาเต็มรูปแบบ
(2)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ให้ความร่วมมือกับทางการเป็นอย่างดีและมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาความรู้ในระบบการเงินไทย
(3) เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศขนาดใหญ่ มีชื่อเสียง ฐานะมั่นคง และมีผลการดำเนินงานดี และจดทะเบียนในประเทศที่มีมาตรฐานการกำกับ ควบคุมสถาบันการเงินเป็นอย่างดี และน่าเชื่อถือ
(4)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศเป็นอย่างดีหรือมีบทบาทในศูนย์กลางการเงินโลก รวมทั้งมีบทบาทใน การพัฒนาธุรกิจการเงินระหว่างประเทศในประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้น
(5) เป็นธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับไทยทั้งทางด้านการเงิน การค้า และการลงทุน หรือมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับไทยเป็นจำนวนมาก ในอนาคต
(6) เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของประเทศนั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับ ธปท.
(7)เป็นธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์ไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้น
การพิจารณาออกใบอนุญาต
(1)คณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินพิจารณาและเสนอรายชื่อต่อรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบภายใน 3 เดือน นับแต่ได้รับคำขอได้รับคำขอและเอกสารการพิจารณาครบถ้วนและรัฐมนตรีพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน นับแต่ได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการฯ
(2)ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศดำเนินการจัดตั้ง และยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ต่อรัฐมนตรีภายใน 6 เดือน นับแต่ได้รับการเห็นชอบ เว้นแต่ได้รับ การผ่อนผัน
(3)ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ตามชนิด วิธีการและ เงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนับแต่วันเปิดดำเนินการ
สรุปการบรรยาย เรื่อง การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
รายละเอียดของการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ :
ตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
ประเด็น
(๑) ขอบเขตของธุรกิจ เพื่อเอื้อต่อการเป็น Universial Bank
(๒) เพื่อรองรับการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้แก่สถาบันการเงิน
ข้อกฎหมาย
มาตรา ๓๖ ให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ประกอบธุรกิจได้เฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นโดยแยกตามประเภทสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์แต่ละชนิดก็ได้ และจะกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นนั้นด้วยก็ได้
“ธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และให้หมายความรวมถึงธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์
“ธุรกิจธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ
ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย
-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์
-ธุรกิจอนุพันธ์ทางการเงิน
-ธุรกิจธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking)
-ธุรกิจทางการเงินและธุรกิจการให้บริการอื่น
ยกตัวอย่าง เช่น
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย
ธนาคารพาณิชย์สามารถประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยได้ตามขอบเขตที่ ธปท. กำหนด ได้แก่ การเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิต และการเผยแพร่แผ่นพับโฆษณาของบริษัทประกันภัย โดยไม่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัย
-นายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิต
-การเผยแพร่แผ่นพับโฆษณาของบริษัทประกันภัย
การทำหน้าที่เป็นนายหน้าประกันภัย หมายถึง การที่ธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่ชี้ช่องหรือจัดการให้แก่ลูกค้าของตนเองได้มีการทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องจัดให้มีพนักงานที่ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันภัยอยู่ประจำไม่น้อยกว่าสาขาละ 1 คน และโดยรวมทั้งธนาคารพาณิชย์นั้นไม่น้อยกว่า 3 คน ทั้งนี้ ห้ามธนาคารพาณิชย์บังคับลูกค้าทำประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์หรือกับบริษัทประกันภัยใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ให้เป็นไปตามความสมัครใจของลูกค้า รวมทั้งในการประกอบธุรกิจดังกล่าวธนาคารพาณิชย์ต้องมีการควบคุมภายในที่เหมาะสม มีการจัดทำนโยบายในการประกอบธุรกิจ บันทึกบัญชีให้ถูกต้องและจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ ธปท. สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์
ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดประเภทของธุรกิจหลักทรัพย์ไว้ 7 ประเภท คือ (1) การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (2) การค้าหลักทรัพย์ (3) การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน (4) การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (5) การจัดการกองทุนรวม (6) การจัดการกองทุนส่วนบุคคล (7) กิจการอื่นที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ตามที่รัฐมนตรีกำหนดตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) นอกจากนี้ ผู้ที่จะประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว. คลัง) ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ก.ล.ต.
เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนและเพิ่มช่องทางการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ธปท.จึงได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ได้ ดังนี้
-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้
• การเป็นตัวแทนนายหน้าจัดจำหน่ายหลักทรัพย์รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ
• การค้าและจัดจำหน่ายตราสารแห่งหนี้
• การจัดการออกตราสารแห่งหนี้
-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
• การเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ้น
-ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหน่วยลงทุน
• การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ค้าหลักทรัพย์ หรือการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน (Limited Brokerage Dealing and Underwriting: LBDU)
- การเป็นที่ปรึกษาการลงทุน
- การจัดการกองทุนส่วนบุคคล
- การยืมและการให้ยืมหลักทรัพย์และการขายชอร์ต
- การติดต่อหรือแนะนำบริการของบริษัทหลักทรัพย์
- การเป็นผู้ดูแลเก็บรักษาหลักทรัพย์และเอกสารอื่น ๆ
- การเป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์
- การเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้
- การเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวม
- การเป็นผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ
ธุรกิจอนุพันธ์ทางการเงิน
ประเภทธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ทำได้ ดังนี้
- ธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินขั้นพื้นฐาน (Plain Vanilla Derivatives) และ ธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อน (Structured/Exotic Derivatives)
- ธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารหนี้
- ธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
- ธุรกรรม Credit Derivatives
- ธุรกรรมอนุพันธ์ด้าน Commodity
- ธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝง
- ธุรกรรม Collateralized Debt Obligation
- ธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)
ธุรกิจธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Banking)
การประกอบธุรกิจ e-Banking ที่อยู่ภายใต้มาตรา 9 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ มี 2 ประเภท คือ
- การประกอบธุรกิจบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet)
- การให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Money)
ธุรกิจทางการเงินและธุรกิจการให้บริการอื่น
- การจัดทำหรือวิเคราะห์โครงการเพื่อการลงทุน (Feasibility Studies)
- การจัดหาแหล่งเงินกู้จากแหล่งต่างๆ ให้แก่ผู้ต้องการกู้เงิน (Loan Syndication)
- การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor)
- การเป็นตัวแทนเรียกเก็บหนี้โดยมีค่าตอบแทนและการแต่งตั้งตัวแทนจ่ายแคชเชียร์เช็คหรือเงินสด
- ธุรกิจ Escrow Account
- การให้บริการด้านงานสนับสนุนแก่บุคคลอื่น (Insourcing)
- การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์
- การรับซื้อรับโอนลูกหนี้เงินให้กู้ยืม
- การเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่ง (Hire-purchase and Leasing)
- การซื้อคืนภาคเอกชน
o การซื้อคืนภาคเอกชน หมายถึง การกู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินโดยมีตราสารหนี้เป็นหลักประกัน
- แฟ็คเตอริ่ง (Factoring)
- การออกตั๋วแลกเงินเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน
- ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
จึงสามารถสรุปได้ว่า ---ปัจจุบัน กฎหมายเอื้อให้ธุรกิจสถาบันการเงินมีขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อรองรับการเป็น Universial Bank และประสิทธิภาพของการบริหารสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ แต่ถึงอย่างไร ยิ่งขยายกิจการ (ขา) มากขึ้น แม้ว่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นกับความเสี่ยงที่ตามมา ตามหลัก High Risk High Return ดังนั้น การขยายขาทางธุรกิจการเงินจึงจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานเรื่องความเชื่อมั่น เป็นสำคัญ---
(แหล่งข้อมูล : (๑) พรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ และ (๒) ธนาคารแห่งประเทศไทย)
กิตติบดี
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...
-
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลย...
-
รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได...
-
อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ " ขยัน อดทน มุ่งมั่น คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์" --------------------...