แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิติศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑

ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย 
ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน

ตอน ๑ มีประเด็น
๑.๑ ความหมายของประชาธิปไตย
๑.๒ สาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
 

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การบรรยายวิชากฎหมาย ภาคปลาย/๒๕๕๒

ถึง นักศึกษากฎหมายทุกท่าน
ในภาคปลาย/๒๕๕๒ ผมรับมอบหมายให้บรรยายรายวิชาต่าง ๆ ดังนี้
(๑) หลักกฎหมายเอกชน กลุ่มที่ ๒ วันพฤหัสบดี เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ชั้นปีที่ ๑
และ วิชาเลือกอีก ๒ วิชาได้แก่ กฎหมายสถาบันการเงิน (อังคาร เวลา ๙.๐๐-๑๒.๐๐ น.) และ กฎหมายพลวัตทางสังคม (WBA)

---- นักศึกษาสามารถติดตามเอกสารและข้อมูลรายวิชาได้ที่ Blog และจะอัฟเดตที่บรรยายในแต่ละครั้งให้ต่อไป

หมายเหตุ - ผมจะเริ่มบรรยายรายวิชาต่าง ๆ ในสัปดาห์ที่ ๒ ของการเปิดภาคเรียน เนื่องจาก คณะกำหนดให้สัปดาห์แรกเป็นกิจกรรมประชุมชี้แจงนักศึกษาชั้นปี

-----------------
กิตติบดี

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัมมนาแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕ ประชาชนจะได้รับอะไรจากกระบวนการยุติธรรม


แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕

เมื่อวาน (๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒) ทางสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้ชวนไปร่วมเสวนาที่รร.พลูแมน จ.ขอนแก่น  เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมระดับพื้นที่ บนเวทีมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านรองผู้บังคับการ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ท่านอัยการ และผม โดยมีคุณสมณ์  พรหมรส ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและประสานแผนกระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โดยการสัมมนาและอภิปรายดังกล่าว ผมได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนแม่บทฯ ไว้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๑ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องทำความเข้าใจว่า แผนแม่บทฯ ดังกล่าว มิใช่นโยบายของรัฐ แต่เป็นนโยบายสากลที่รัฐต้องปฏิบัติ โดยหลักความเป็นสากลในมิติทางสังคม ยึดโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน การสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน และแนวทางการบริหารราชการ (ธรรมาภิบาล ความมั่นคงของมนุษย์ และหลักประโยชน์สาธารณะ) เพราะฉะนั้น จึงเป็นภารกิจที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน บนพื้นฐาน "ต้อง" มิใช่ "ควร"

ประเด็นที่ ๒ จุดหมายปลายทางของการบริหารงานยุติธรรม ต้องชัดเจนและมั่่งคงที่ "การเอื้อประโยชน์ให้กระบวนการยุติธรรมสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม" 

ประเด็นที่ ๓ ผมได้ตั้งข้อสังเกตตามแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ รายละเอียดมีดังนี้

ตามแผนแม่บทฯได้วางกรอบแนวคิดพื้นฐานในการดำเนินงานไว้ ๔ ประการ ได้แก่ (สรุปจากแผน)
(๑) ได้มีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ว่า "กฎหมายนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย...."
(๒) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
(๓) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๔) พัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ครอบคลุมทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง

ซึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตไปว่า 

๑. กรอบแนวคิดพิ้นฐานต้องคำนึงถึงประเด็นที่ ๑ และ ๒ ข้างต้นด้วย

๒. การอัญเชิญพระบรมราโชวาทมานั้น จะพบว่า ในวงการนิติศาสตร์มักกล่าวอ้างถึงเสมอ แต่ในทางความเป็นจริงมักจะไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติงานมักจะอ้างเรื่องระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรอยู่เสมอ ว่าตามระบบกฎหมายนี้ต้องยึดตัวบทบัญญัติกฎหมายเป็นสำคัญ เช่น กรณีศึกษาจำคุกแม่ขโมยลูกขนุนริมคลองหลอดให้ลูก หรือ การใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่หากขาดซึ่งความเข้าใจในเจตนารมย์ของกฎหมาย หรือพื้นฐานของระบบกฎหมาย เช่น การจับกุมคุมขังตามบทกฎหมายแต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งพื้นฐานของระบบกฎหมายไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจารีตประเพณี นั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาจากการปลดแอกแนวคิดอำนาจนิยมมาสู่แนวคิดเสรีนิยม บนพื้นฐานของการเคารพคุณค่าของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญ 

---ถึงแม้ว่า ประเทศที่ยึดถือระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งให้ถือเอาตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นสำคัญ แต่ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งไปกว่ากันก็คือ บทบาทของนักนิติศาสตร์ที่กล้าตีความและปรับใช้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งไปสู่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์---

๓. ตามกรอบแนวคิดข้อ ๒ เรื่องการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมนั้น ต้องมีความชัดเจนว่า การบริหารงานยุติธรรมต้องดึงภาคประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนการทำงาน (Partnership) มิใช่ เป็นเพียงแค่องค์ประกอบโดยภาครัฐยังคงความเป็นผู้นำหรือกำหนดแนวทาง (Leadership)

๔. พิจารณาตามวัตถุประสงค์
ที่เขียนไว้ในแผนว่า เพื่อแสดงทิศทางการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมของประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

--ดังนี้ ผมเห็นว่า ในเมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังอยู่ในห้วงกระแสธารแห่งเสรีภาพ ดังนั้น การสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมพึงต้องตระหนักเสมอว่า "ยิ่งที่ใดมีเสรีภาพมาก ที่นั้นความเสมอภาคจะยิ่งน้อยลง" ฉะนั้น ระบบงานยุติธรรมต้องตระหนักและดำรงตนอยู่บนพืนฐานของความไม่เป็นกลาง เพราะความเป็นกลางย่อมมีประสิทธิภาพเมื่อมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ในเมื่อผู้คนประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนเล็กคนน้อยในสังคม รัฐจึงมีบทบาทต้องประคับประคองให้พวกเราสามารถยืดหยัดอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้อย่างมีศักดิ์มีศรีต่อไป (ขอให้พิจารณากรณีเจ้าหนี้ลูกหนี้เป็นอาทิ)

๕. การให้ความสำคัญกับภาคีความร่วมมือ
ในแผนฯ ควรมีการระบุความชัดเจนถึงเครือข่ายความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยมีหน่วยงาน/องค์กรที่ปฏิบัติงานด้านสิทธิเสรีภาพอยู่หลายส่วน ดังนั้น การเชื่อมต่อและประสานความร่วมมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น 

๖. การนำระบบ knowledge management มาใช้พัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
ตั้งข้อสังเกตว่า การนำเรื่องการจัดการการเรียนรู้มาใช้กับภาคราชการ ควรนำมาใช้ให้ครบวงจร และอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นต่อหลัก Human Resource อย่างแท้จริง

สุดท้าย ที่ประชุมขอให้วิทยากรแต่ละท่านได้สรุป/ฝากข้อสังเกต ซึ่งผมได้สรุปดังนี้
ประการที่ ๑ บุคลากรและการบริหารงานยุติธรรมต้องศรัทธาและเชื่อมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชน
ประการที่ ๒ นโยบายและแผนปฏิบัติงานด้านการบริหารงานยุติธรรม ต้องเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก
ประการที่ ๓ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมควรได้รับการอุดหนุนให้มีคุณภาพชีวิตงานที่เหมาะสม มีศักดิ์ศรีและเกียรติทางสังคมที่เป็นรูปธรรม

--------------------------
กิตติบดี

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๓

กฎหมาย การเมือง และสังคมไทย ตอน ๓​  --ช่วงสุดท้าย--

มีประเด็นถามเรื่่อง อนาคตสังคมไทยในมิติด้านสิทธิเสรีภาพ



--------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

ตอนนี้มีประเด็นเรื่อง "พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย"



-----------------------
กิตติบดี

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทางออกวิกฤตสังคมไทย ตอน ๕

ช่วงสุดท้ายของสัมภาษณ์อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ถึงทางออกวิกฤตสังคมไทย เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.​๒๕๕๒


----------------------------
กิตติบดี

ทางออกวิกฤตสังคมไทย ตอน ๔

ทางออกวิกฤตสังคมไทยกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.​๒๕๕๒
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

----------------------
กิตติบดี

ทางออกวิกฤตสังคมไทย ตอน ๓

ทางออกวิกฤตสังคมไทยกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตอน ๓



----------------------
กิตติบดี

ทางออกวิกฤตสังคมไทย ตอน ๒

ทางออกวิกฤตสังคมไทยกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.​๒๕๕๒
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น



-------------------
กิตติบดี

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทางออกวิกฤตสังคมไทยกับ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตอน ๑

ทางออกวิกฤตสังคมไทย (๑) 


สัมภาษณ์อ.สุลักษณ์  ศิวรักษ์ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ.​๒๕๕๒
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

--------------------------
กิตติบดี

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดจากงานไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ (๒)


อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ

"ขยัน
อดทน
มุ่งมั่น
คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์"
--------------------------
กิตติบดี (สรุป,เนื่องในพิธีไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๒)

ข้อคิดจากงานไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒



อาจารย์สมชาย จุลนิติ์ ผู้บรรยายรายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ๒



ได้ให้ข้อคิด/แนะนำในการศึกษากฎหมายให้ประสบความสำเร็จไว้ ๕ ประการ

๑. คร่ำเคร่งตัวบท (ความจำ)

๒. มีสมุดจดเข้าเรียน (ความเข้าใจ)

๓. เข้าเรียนสม่ำเสมอ

๔. สงสัยให้ซักถามอาจารย์

๕. ยึดมั่นคุณธรรม

--------------------------
กิตติบดี (สรุป,เนื่องในพิธีไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๒)

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โรงเรียนสอนกฎหมายภายใต้บริบทของสังคมไทย

หากจะกล่าวถึงสัญลักษณ์ในแวดวงกฎหมายหรือคนในกระบวนการยุติธรรมคงหนีไม่พ้นรูปตราชู หรือเทพีถือตราชู เพื่อจะสื่อสะท้อนถึงความเที่ยงธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน มโนคติที่สังคมมีต่อนักนิติศาสตร์ดู ราวจะถอยห่างจากอุดมคติเช่นว่านั้นออกไปทุกที ไม่ว่าการวิพากษ์เรื่องนิติบริกร (รับใช้ฝ่ายการเมือง) วิกฤติกระบวนการยุติธรรม หรือ ตุลาการภิวัฒน์ เป็นต้น ทำให้ชวนให้นึกถึงบทกวีที่ว่า

“ตราชูนี้ดูเที่ยง บ่มิเอียงจริงไหมฤา
ขวาซ้ายเท่ากันหรือ ฤ จะหย่อนอยู่ข้างไหน
เพ่งดูตราชูตั้ง ข้าฯนี้ยังไม่แน่ใจ
ที่เที่ยงนั้นเพียงใด ที่ว่าใช่แค่ไหนกัน”

นักนิติศาสตร์ มักถูกล้อเลียนด้วยรูปตราชั่งที่เอียง โดยมีทรัพย์สินเงินทองหรือกระบอกปืน (อำนาจ/อิทธิพล) เป็นตัวกำหนดมาตรฐานแห่งความเที่ยงธรรม ซึ่งเฉไฉออกจากหลักความยุติธรรม โดยตราชูจักเที่ยงตรงแม่นยำได้ ก็ต่อเมื่อนักกฎหมายตั้งมั่นอยู่บนสัจจะปราศจากอคติ (ผ้าคาดตา) และใช้กฎหมายอย่างมีคุณธรรม (เท้ายืนมั่นบนตำรา (หลักการ))

มีคุณธรรม บทหนึ่งที่มาจากหลักสุภาษิตภาษาลาตินว่า“Jus est ars boni et aequi”หมายความว่า กฎหมายคือศาสตร์ว่าด้วยคุณความดีและความยุติธรรม ให้นักกฎหมายทั้งหลายพึงต้องตระหนักเสมอว่า เราต้องไม่เลือกยืนอยู่ข้างกับความชั่วร้าย ถึงแม้บางยุคสมัยคนชั่ว หรือความ อยุติธรรมจะแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วสังคม ให้ผู้คนแลเห็นเป็นดอกบัวก็ตาม นั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะบางเวลา (ยุคสมัย) กฎหมายอาจจะหลับได้ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า กฎหมายไม่เคยตาย “Dormiunt aliquando leges, nunquam moriuntur” อย่างแรกสุดนักกฎหมายต้องรักษาจุดยืนแห่งวิชาชีพและยึดมั่นต่อคุณธรรมให้ได้อย่างเคร่งครัดโดยปราศจากการต่อรองหรือสมานฉันท์แต่ประการใด

สังคมใดที่กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ มักพบว่าที่นั่นประชาชนจะมีความมั่นคงปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหตุที่เป็นเช่นนั้นคงมิใช่ลำพังแต่ระบบกฎหมายดี หรือมีนักกฎหมายเก่งเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด มโนสำนึกของนักกฎหมายต้องมีความเกรงใจต่อประชาชน และเคารพต่อจิตวิญญาณของชาติและบรรพบุรุษ ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ได้ให้ความเคารพต่อหลักการและจรรยาบรรณวิชาชีพดังกล่าว โดยไม่ตะแบงเปลี่ยนหลักการให้เป็นหลักกู หรือตีความกฎหมายบิดผันจากความจริง เพราะบริบทสังคมที่เจริญนั้น ถือว่ากฎหมายหรือระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมมีความสงบสุขและเป็นธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือการยึดมั่นต่อหลักการเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น หลักกฎหมายที่ว่า ถ้าไม่มีกฎหมายเอาผิด จะไม่มีการลงโทษ ถึงแม้ต่อมาจะมีการบัญญัติกฎหมายเอาผิด ก็มิอาจลงย้อนหลังได้ เพราะไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ ตามหลัก nullum crimen, nulla poena sine lege เป็นต้น แต่ทว่าสังคมใดที่มีนักกฎหมายอวดเก่ง หยิ่งผยองได้ปรับสถานะเป็นเจ้าคนนายคนโดยลืมปณิธานว่า ชีวิตข้าฯคือ การรับใช้ (my life is service) เสียแล้ว สังคมนั่นกฎหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์/ความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และบริวาร พวกพ้อง โดยนักกฎหมายเหล่านั้นปราศจากสำนึกและไม่ให้เกียรติแก่ประชาชน

จะพัฒนา หรือปฏิรูประบบกฎหมายอย่างไร ? เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเสมอในวงการนิติศาสตร์ของประเทศไทย ผู้เขียนยังจำได้ว่า ตั้งแต่เรียนกฎหมายอยู่ชั้นปีหนึ่งปีสอง ครูบาอาจารย์ก็พูดว่ากฎหมายบ้านเราต้อง ปรับ รื้อ เปลี่ยน สร้าง หรือปฏิรูปเสียใหม่ เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันผ่านมามากกว่าทศวรรษ บทสรุปยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะอย่างไรก็สุดแท้แต่ เมื่อไล่สายหาผู้รับผิดชอบกฎหมายหรือนักกฎหมายมักตกเป็นจำเลยของสังคม (ผู้เขียนไม่เถียง) เมื่อเจาะลงไปทีละลำดับว่าเป็นที่ (๑) กฎหมายไม่ดี/ไม่มีประสิทธิภาพ (ล้าหลัง/ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม) หรือ (๒) นักกฎหมายไม่ดี (การบังคับใช้/การร่างกฎหมาย/การตีความ) เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า กฎหมายบ้านเรามีพัฒนาการแทบไม่แตกต่างกับประเทศที่เจริญในยุคโลกไร้พรมแดน และบุคลากรในวงการกฎหมายของเรามียอดฝีมือ ชั้นเทพมากมายจากหลายสำนักกฎหมายชั้นนำของโลก แต่บทสรุปที่ยุติตรงกันว่า เรามีนักกฎหมายที่มุ่งรับใช้ระบบมากกว่ายึดมั่นในอุดมการณ์

นั่นเป็นความท้าทาย ของ “สถาบันการศึกษา” ซึ่งทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตทางกฎหมาย ที่มิอาจปฏิเสธต่อความรับผิดชอบ ในการหามาตรการต่าง ๆ เพื่อขัดเกลาและหล่อหลอม “คน” ซึ่งเป็นอนาคตนักกฎหมายของชาติ ให้เป็นทั้ง “คนเก่ง”ควบคู่กับ “คนดี” ท่ามกลางกระแสของเยาวชน ที่หันมาเลือกเรียนนิติศาสตร์มากเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากมีรายได้สูง (เหตุผลทางธุรกิจ) มากกว่าความยุติธรรม (เหตุผลทางอุดมการณ์)

โรงเรียนสอนกฎหมาย ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งสร้างนักกฎหมายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่มีหัวใจโน้มเข้าหาระบบคุณธรรมและเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยวางกุศโลบายให้นักศึกษามีโอกาสได้เรียนรู้ถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริง ได้มีโอกาสรับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ยังมีอยู่มาก และที่สำคัญต้องทำให้พวกเขารู้ว่า พวกเขาจักเป็นความหวังของประเทศที่จะนำไปสู่สังคมแห่งนิติรัฐ (สังคมที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายและนักนิติศาสตร์)

และจักเต้องป็นนักกฎหมายสายพันธุ์ใหม่ที่มีหัวใจเป็นนักยุติธรรม
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...