แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วัฒนธรรมการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์

ลำดับความคิด เรื่อง ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา

@ ดูเหมือนว่าประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญที่สุดในพื้นที่ข่าวสารในรอบสัปดาห์สองสัปดาห์นี้ ไล่มาตั้งแต่ปัญหาข้อพิพาทเขตพื้นที่ทับซ้อน กรณีประสาทพระวิหาร เรื่อยมาจนกระทั่งการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของฝ่ายกัมพูชา และ/หรือ ประเด็นการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นี่ไม่นับรวมที่บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องของแต่ละฝ่ายได้ออกมากล่าวถ้อยแถลงการณ์ หรือแสดงท่าทีไว้อย่างไร (ขึงขังหรือประนีประนอม) ซึ่งก็ไม่สู้แน่ใจว่าปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง หรือเป็นเพียงเกมชิงอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง ?

@ แต่ที่แน่ใจได้ว่าภายใน "วิกฤติ" ดังกล่าว ทำให้เรามี "โอกาส" ได้สำรวจและทบทวนอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง ที่เราเคยพูดกันไว้ว่า สังคมยุคนี้เป็น "โลกไร้พรมแดน" แต่ทำไมพ.ศ.นี้ถึงอาจมีฉนวนเหตุความรุนแรงเพราะเรื่อง "พรมแดน" ฤาว่าสังคมไร้พรมแดนมิได้ไร้พรมแดนจริง หรืออาจจะหมายถึงเพียงการเชื่อมต่อทางสารสนเทศเท่านั้น หรือสังคมไร้พรมแดนของเราจะเปิดพื้นที่ให้กับผู้คนบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น ?

@ ซึ่งใน "โอกาส" ก็มี "วิกฤติ" ให้พิจารณาว่า โดยลึกแล้ว เรานับถือและเคารพในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์เพียงใด มองจากภายในตัวเราบริบททางสังคมเมือง สังคมชนบท และภูมิภาค ไปสู่เพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า มาเลเซีย ขยายขอบเขตไปที่ชนกลุ่มน้อย กะเหรี่ยง มอญ อาข่า ขฉ่ิน โรฮิงญา เรามองเพื่อนบ้านเราอย่างนับถือให้เกียรติ และเสมอบ่าเสมอไหล่แล้วหรือไม่ หรือ เราหวาดกลัว หวาดระแวง และ/หรือหยามเกียรติด้วยอคติด้วยจำเดิมแต่ลัทธิชาตินิยม ?

@ สมัยเรียนก็ท่องจำมาว่า องค์ประกอบของชาติ (ประเทศ) ต้องประกอบด้วย ดินแดน พลเมือง อธิปไตย และรัฐบาล และได้ยินได้ฟังอยู่เสมอถึงคำว่า "รักชาติ" "เสียสละเพื่อชาติ" "ทำเพื่อชาติ" อะไรทำนองนี้ จนมาถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็มีหลายฝ่ายพูดถึง "ความรักชาติ" หนักหน่อยก็ "คลั่งชาติ" ผมว่านิยามของ "โลกไร้พรมแดน" อาจจะมีเขตแดนเป็นเส้นแบ่งความเป็นประเทศได้ แต่วัฒนธรรมการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ต้องเป็น "สิทธิมนุษยชนที่ไร้พรมแดน" โดยไม่มีดินแดน/ประเทศเป็นเส้นแบ่งเขาแบ่งเรา และวัฒนธรรมดังกล่าวจะเป็นภูมิคุ้มกันมนุษยชาติจากความคลั่งชาติ

@ หากแต่เราต้องเริ่มต้นเรียนรู้ และสร้างวัฒนธรรมใหม่ ด้วยการเคารพต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ เราต้องศรัทธาและเชื่อมั่นว่า
- มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระ
- มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคในศักดิ์ศรีและสิทธิ
และสำคัญที่สุด มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน
วัฒนธรรมดังกล่าวจะเป็นรากฐานที่เข้มแข็ง สร้างความเป็นธรรม และจรรโลงสันติสุขของสังคม

@ เขียนมาถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมนึกถึงท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า เล่นการเมืองโดยปราศจากหลักการเป็นบาป และถ้าผู้มีอำนาจรัฐเล่นการเมืองโดยปราศจากหลักการเคารพคุณค่าในความเป็นมนุษย์........น่าละอายครับ

---------------
กิตติบดี

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ความรู้พื้นฐานทางกฎหมาย : แนะนำการปรับใช้กฎหมาย

ข้อแนะนำถึงเรื่องการปรับใช้กฎหมาย

หลักการ

“กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ”

“The law must be applied in all cases which come within the letter or the spirit of its provisions”

“กฎหมาย” หมายถึง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งความเห็นของพระยาเทพวิฑูร (บุญช่วย วณิกกุล) ได้ให้ทรรศนะว่า คำว่า กฎหมาย ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ นั้น หมายความถึง กฎหมายอันเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
[1] ซึ่งขยายขอบเขตเกินกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“บรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ” หมายถึง มาตราทุกมาตราที่บัญญัติขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“การตีความดพื่อปรับใช้กฎหมาย” หมายถึง การค้นหาเพื่อสร้างความกระจ่างชัดในความหมายของกฎหมาย

การค้นหาความหมายของกฎหมายเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย ถ้าเลือกแสวงหาแบบกว้างขวางจนเกินไปแบบมหาสมุทร ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ แต่หากขีดวงจำกัดให้แคบจนเกินไป ก็เป็นอุปสรรคของผู้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ การตีความกฎหมายจึงจำเป็นต้องถูกกำกับโดยอาศัยหลักดังนี้

พิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย
[2]
มีหลายท่านกล่าวไว้ว่า “เมื่อถ้อยคำชัดเจนแล้ว ก็ไม่ต้องตีความ” การตีความกฎหมายจะตีความเฉพาะกรณีที่ถ้อยคำของกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น[3] เช่น มีการนำป้ายไปปักไว้ที่สนามหญ้าว่า ห้ามเดินลัดสนาม เมื่อพิจารณาจากลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏบนป้าย ถ้อยคำหรือถ้อยความได้กำหนดไว้แจ้งชัดว่า “ห้ามเดิน” เหยียบย่ำไปที่พื้นสนามนั้น แต่หากมีผู้สงสัยว่าแล้ว วิ่ง กระโดด ขี่รถจักรยาน (ยนต์) ขับรถยนต์ เข้าไปในสนามได้หรือไม่ เพราะลายลักษณ์อักษรได้ปรากฏอยู่แจ้งชัดแล้วว่า “ห้ามเดิน” เท่านั้น มิได้รวมถึง การวิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมอื่นใด จากตัวอย่างดังกล่าว คงทำให้ท่านเห็นได้ว่า การอ่านแต่เพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายไม่เพียงพอ ที่จะหยั่งทราบว่าหมายความว่าอย่างไร จะต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลังประกอบด้วย ซึ่งในกรณีดังกล่าว การที่ป้ายเตือนห้ามเดินลัดสนาม ผู้ปิดประกาศมีเจตนาหรือความมุ่งหมายที่ไม่ต้องการให้พื้นสนามได้รับความเสียหาย ดังนั้น การวิ่ง การกระโดด หรือ กิจกรรมอื่นใดที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นสนามย่อมไม่สามารถกระทำได้

ทำให้เห็นได้ว่า การค้นหาหรือแสวงหาความหมายของกฎหมายต้องไม่หยุดอยู่เฉพาะตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์ประกอบด้วยเสมอ ซึ่งในการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย (The Spirit of Law) นั้น มีวิธีการดังต่อไปนี้
๑. สอบถามโดยตรงจากผู้ร่างกฎหมาย ว่าผู้ร่างมีเจตนาอย่างไร ซึ่งในทางปฏิบัติ (ความจริง) ผู้ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ มักจะไม่อยู่ให้ถาม หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไป หรืออื่นใดก็ตามที จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการที่สองคือ
๒. อ่านบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งฉบับ กล่าวคือ เมื่อไม่มีผู้ร่างอยู่ให้ซักถามได้ ก็อ่านบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งฉบับ (The whole text)

การอ่านถ้อยคำแห่งกฎหมายทุกคำของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นั้น ต้องไม่ละเลยคำหนึ่งคำใดของกฎหมาย เพื่อจะได้หยั่งทราบว่า ผู้ร่างกฎหมายมีความประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร ดังสุภาษิตกฎหมายลาติน กล่าวไว้ว่า “ถ้อยคำแห่งกฎหมายทุกคำต้องไม่ถูกล่วงข้ามไปเสีย” (A VERBIS LEGIS NON EST RECEDENDUM; from the words of the law, there is not any departure) และสามารถหยั่งทราบเจตนารมณ์โดยอาศัยหลักดังนี้

(๑) หลักสามัญสำนึก
ผู้เขียนได้บรรยายอยู่ในชั้นเรียนเสมอว่า เมื่อคุณมาเรียนกฎหมาย กรุณาอย่าลืมนำสามัญสำนึกหรือ Common Sense ของคุณมาด้วย When you come to law school; don’t forget to bring your common sense. เพราะ กฎหมายส่วนมากนั้นมีที่มาจากสามัญสำนึกของมนุษย์

“1 pound of common sense needs 10 pound of learning”

การเรียนรู้ถึง ๑๐ ปอนด์ดังอุปมานี้ มนุษย์เรียนรู้และสั่งสมจากการกระทำ และการกระทำหรือปฏิบัติใด ๆ ที่สังคมเห็นว่าดีงามและถูกต้องก็จะยึดถือเป็นประเพณี ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในการค้นหาความหมายของกฎหมายที่ให้ยึดหลักสามัญสำนึกนั้น มนุษย์ย่อมพึงนำสิ่งที่สังคมเห็นพ้องว่าถูกต้อง ดีงาม เป็นเครื่องชี้วัดอยู่แล้ว

(๒) หลักเหตุและผล (Logical)
บางครั้งลำพังจะใช้หลักสามัญสำนึกเพียงอย่างเดียวไม่อาจค้นหาความหมายได้ จึงต้องอาศัยผู้รู้ และ/หรือผู้เชี่ยวชาญมาให้คำตอบ ซึ่งคำตอบที่ผู้รู้และ/หรือผู้เชี่ยวชาญจะให้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเหตุและผลตามหลักตรรกะมาตีความ เพื่อค้นหาความหมายของกฎหมาย (โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากบทที่ ๑.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์กับกฎหมาย, หนังสือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปของผู้เขียน)

เมื่ออาศัยหลักการทั้งสองเข้าปรับกับบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายจะค่อย ๆ สาดแสงปรากฏเด่นชัดขึ้น ให้ผู้อ่านและ/หรือผู้ใช้กฎหมายทราบว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ มุ่งประสงค์ในเรื่องใด

แต่อย่างไรเสียรองศาสตราจารย์สมยศ เชื้อไทย ได้กล่าวเตือนถึงการตีความไว้ว่า “ความมุ่งหมายของกฎหมายถูกจำกัดกรอบด้วยตัวหนังสือ” ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับ “การเป่าลม (เจตนารมณ์) เข้าไปในลูกโป่ง (ตัวอักษร) ที่สามารถเป่าลมได้เท่าที่ลูกโป่งสามารถรับได้เท่านั้น”
[4] เช่น มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “...ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ...” ความเช่นนี้ ที่ดินที่ถูกปิดล้อมด้วยที่ชายเลน ไม่มีทางออกสู่ที่สาธารณะ เจ้าของที่ดินร้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ซึ่งการค้นหาความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายจะพบว่า การที่กฎหมายบัญญัติเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่มีที่ดินที่ไม่มีทางออก แต่ถ้าพิจารณาถึงตัวอักษร (By Letter) จะไม่มีถ้อยคำใดที่สามารถตีความไปถึงที่ชายเลนได้ (สระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากัน) ก็ไม่สามารถตีความจนกว้างขวางเกินไปได้ไม่[5]

ดังนั้น ท่านต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้เรียนกฎหมายไม่อาจตีความกฎหมายโดยใช้ศาสตร์แห่งการเดาอย่างมั่ว ๆ ไม่ได้ (อีกต่อไปแล้ว) หากท่านมีความจำเป็นจะต้องเดา จงใช้ศาสตร์แห่งการเดา โดยอาศัย Common Sense หรือ อาศัยเหตุและผล เป็นหลักของการเดาเสมอ

สรุปได้ว่า การตีความกฎหมาย ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรว่าบัญญัติไว้อย่างไร กอปรกับพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของลายลักษณ์อักษรนั้นด้วยว่ามีสามัญสำนึก และเหตุผลเช่นใด


--------------------------------------------------------

[1] อ้างใน, ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล, กฎหมายแพ่งหลักทั่วไป,สำนักพิมพ์นิติธรรม, พ.ศ.2545, หน้า6.
[2] ถ้อยคำตามตัวอักษร (By Letter) มี 2 ประเภท คือ 1.ภาษาธรรมดา 2. ภาษาวิชาการ.
[3] สมยศ เชื้อไทย,วิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2534, หน้า 132.
[4]สมยศ เชื้อไทย,คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง-หลักทั่วไป ความรู้กฎหมายทั่วไป, พ.ศ. 2547,หน้า 166.
[5] เพิ่งอ้าง.

--------------------------------------------------------

กิตติบดี

ความรู้พื้นฐานทางกฎหมาย : การแบ่งประเภทของกฎหมาย (ตอนที่ ๒)

การแบ่งประเภทของกฎหมาย (ต่อ)

๒. การแบ่งแยกประเภทโดยอาศัยลักษณะแห่งการใช้กฎหมาย

การแบ่งกฎหมายโดยอาศัยลักษณะแห่งการใช้กฎหมาย จะพิจารณาจากเนื้อหาสาระ (Substance) และ/หรือลักษณะของการใช้กฎหมาย (Procedure) ซึ่งแบ่งกฎหมายออกเป็น ๒ ประเภท

๑. กฎหมายสารบัญญัติ (Substantive Law)
หมายถึง กฎหมายที่มีลักษณะเป็นส่วนเนื้อหาของกฎหมาย เป็นบทบัญญัติที่สั่งห้ามบุคคลไม่ให้กระทำหรือบังคับให้กระทำการ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นกฎหมายกำหนดถึงบรรดาสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณี หรือประมวลกฎหมายอาญา หรือประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายแรงงาน เป็นต้น

เช่น ตัวอย่างการลักทรัพย์ กฎหมายได้มีการกำหนดถึงเนื้อหาสาระว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่เป็นของผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต” เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ต้องระวางโทษ หรือ ตัวอย่างการที่ลูกหนี้ไปกู้ยืมเงินเจ้าหนี้ แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้กฎหมายได้มีการบัญญัติสิทธิของเจ้าหนี้ว่ามีประการใดบ้าง หรือ กรณีใดที่เรียกว่าถึงกำหนดเวลาชำระหนี้หรือลูกหนี้ตกเป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๔ กำหนดให้เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ หรือ มาตรา๒๐๓ หากหนี้นั้นไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ กฎหมายได้บัญญัติถึงเนื้อหาว่า ถ้าเวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดลงไว้หรือจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ เจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ของตนได้โดยพลันเช่นกัน หรือ กรณีหนี้รายนั้นมีกำหนดระยะเวลา มาตรา ๒๐๔ กำหนดเนื้อหาว่า ถ้าหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วและเจ้าหนี้ได้เตือนแล้ว และลูกหนี้ยังไม่ชำระหนี้ กฎหมายถือว่าลูกหนี้รายนั้นเป็นฝ่ายผิดนัด เป็นต้น

แต่มิได้หมายความว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ทางแพ่ง หรือมีผู้กระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดทางอาญา เช่น ลักทรัพย์ หรือ หมิ่นประมาทดังตัวอย่างข้างต้น เจ้าหนี้และ/หรือผู้เสียหาย และ/หรือเจ้าพนักงานปกครองจะสามารถบังคับขู่เข็ญหรือลงโทษผู้นั้นได้ทันที เนื่องจาก ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปกครองโดยระบบประชาธิปไตย ซึ่งถือหลักกฎหมายเป็นใหญ่ หรือที่เรียกว่า “Rule of Law” หมายความว่า สังคมทุกองคาพยพต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งสิ้น และจะต้องดำเนินกระบวนการยุติธรรมตามที่วิธีที่กฎหมายวางกฎเกณฑ์ไว้เท่านั้น ซึ่งเรียกว่า “Due Process of Law” ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกล่วงละเมิดจากการกระทำอันมิชอบ เช่น การใช้กำลังเข้าตัดสิน หรือการถูกกลั่นแกล้งระหว่างคู่กรณี ดังนั้น นอกจากจะมีกฎหมายกำหนดเนื้อหาสาระของรูปแบบว่าอะไรสามารถกระทำได้หรือไม่สามารถกระทำได้ ยังได้มีการกำหนดถึงวิธีการ ขั้นตอนหรือกระบวนการพิจารณาว่าคู่กรณีแต่ละฝ่ายมีสิทธิและหน้าที่ประการใด


ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกามีการกำหนดสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา ว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาให้ทราบ ที่เรียกว่า หลัก “The Miranda Warning”[1] เช่น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการจับกุม จะถูกกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ต้องแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบว่า You have the right to remain silent. Anything you say can and will be used against you in a court of law. กล่าวคือ คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด เพราะคำพูดของคุณจะถูกใช้เป็นพยานหลักฐานปรักปรำคุณในศาลได้ หรือ You have the right to be speak to an attorney, and to have an attorney present during any questioning. If you cannot afford a lawyer, one will be provided for you at government expense. กล่าวคือ คุณมีสิทธิปรึกษาทนายความหรือผู้ที่รู้กฎหมายได้ หากคุณไม่มีที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (ทนายความ) ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดหาให้คุณ เป็นต้น ซึ่งหลักมิแรนด้าวอนนิ่งนี้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจละเลยหรือไม่แจ้งสิทธิให้แก่ผู้ต้องหา เมื่อคดีถูกนำขึ้นสู่ศาล ผู้ต้องหา (จำเลย) สามารถยกประเด็นดังกล่าว เป็นข้อต่อสู้คดี และศาลจะพิจารณาพิพากษายกฟ้องคดีได้ เป็นต้น (สำหรับประเทศไทยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็บัญญัติถึงสิทธิของผู้ต้องหาไว้ แต่ไม่ปรากฏว่า หากจำเลยยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอ้าง ศาลจะพิจารณาพิพากษาอย่างไร)
สำหรับประเทศไทยการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นในทางแพ่งหรือทางอาญา มีกฎหมายกำหนดถึงหลักเกณฑ์ ขั้นตอน การดำเนินคดี วิธีพิจารณาคดี ตลอดจนการบังคับคดีเพื่อให้สอดรับกับกฎหมายสารบัญญัติในแต่ละเรื่องที่เรียกรวม ๆ ว่า “กฎหมายวิธีสบัญญัติ”

๒. กฎหมายวิธีสบัญญัติ (Procedural Law)
หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน การดำเนินคดี วิธีพิจารณาคดี ตลอดจนการบังคับคดี (Procedure of Law) เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีการดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดี และบังคับคดีในกรณีที่มีข้อพิพาททางแพ่ง มีการแบ่งเนื้อหาของวิธีพิจารณาความเป็น ๔ ภาค ได้แก่
ภาค ๑ บททั่วไป กล่าวถึงบทวิเคราะห์ศัพท์ เขตอำนาจศาล คำคู่ความ การยื่นและส่งคำคู่ความและเอกสาร พยานหลักฐาน คำพิพากษาและคำสั่ง
ภาค ๒ วิธีพิจารณาความในศาลชั้นต้น
ภาค ๓ การอุทธรณ์ ฎีกา
ภาค ๔ วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล
หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่กำหนดวิธีพิจารณาหรือขั้นตอนในการดำเนินคดีอาญาตั้งแต่
ภาค ๑ ข้อความเบื้องต้นที่กล่าวถึงหลักทั่วไป อำนาจพนักงานสอบสวนและศาล การฟ้องคดีอาญา และคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หมายเรียก และหมายอาญา การจับ ขัง จำคุก ค้น ปล่อยตัวชั่วคราว
ภาค ๒ สอบสวน วิธีการสวบสวน การชันสูตรพลิกศพ
ภาค ๓ วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น การฟ้องคดีอาญา การไต่สวนมูลฟ้อง การพิจารณา พิพากษาและคำสั่ง
ภาค ๔ การอุทธรณ์ และฎีกา
ภาค ๕ พยานหลักฐาน
ภาค ๖ การบังคับคดีตามคำพิพากษาและค่าธรรมเนียม ภาค ๗ การอภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา และการลดโทษ
-----------------------------------------------------------------
[1]Ernesto Miranda v Arizona. In 1963.
-----------------------------------------------------------------
กิตติบดี

ความรู้พื้นฐานทางกฎหมาย : การแบ่งประเภทของกฎหมาย (ตอนที่ ๑)

การแบ่งประเภทกฎหมาย มีดังนี้
(๑) พิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี
(๒) พิจารณาโดยพิจารณาจากลักษณะแห่งการใช้กฎหมาย
๑. การแบ่งแยกประเภทโดยอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี

กล่าวคือ แบ่งแยกโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์ทางกฎหมาย หรือ “นิติสัมพันธ์”
ระหว่างคู่กรณี/คู่สัญญา ได้แก่
(๑) กฎหมายเอกชน (Private Law)
(๒) กฎหมายมหาชน (Public Law)
(๓) กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)

(๑) กฎหมายเอกชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดถึงสิทธิ หน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ซึ่งสังเกตได้ว่า ฐานะของคู่กรณี (ประธานและ/หรือกรรม) มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน กฎหมายเอกชนสามารถยกตัวอย่างกฎหมายที่สำคัญที่เรียกในหมู่นักนิติศาสตร์ว่า “กฎหมายสี่มุมเมือง” ได้ดังนี้
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ทางกฎหมายของเอกชนทางแพ่งและทางพาณิชย์ พิจารณาได้จากบรรพ (หมวด) ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๖ บรรพ ๑๗๕๕ มาตรา ดังต่อไปนี้
บรรพ ๑ หลักทั่วไป (มาตรา ๑-๑๙๓) แบ่งออกเป็น ๖ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ ๒ บุคคล
ลักษณะ ๓ ทรัพย์
ลักษณะ ๔ นิติกรรม
ลักษณะ ๕ ระยะเวลา
ลักษณะ ๖ อายุความ

บรรพ ๒ หนี้ (มาตรา ๑๙๔-๔๕๒) แบ่งออกเป็น ๕ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ ๒ สัญญา
ลักษณะ ๓ จัดการงานนอกสั่ง
ลักษณะ ๔ ลาภมิควรได้
ลักษณะ ๕ ละเมิด

บรรพ ๓ เอกเทศสัญญา (มาตรา ๔๕๓-๑๒๙๗) แบ่งออกเป็น ๒๓ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ ซื้อขาย
ลักษณะ ๒ แลกเปลี่ยน
ลักษณะ ๓ ให้
ลักษณะ ๔ เช่าทรัพย์
ลักษณะ ๕ เช่าซื้อ
ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน
ลักษณะ ๗ จ้างทำของ
ลักษณะ ๘ รับขน
ลักษณะ ๙ ยืม
ลักษณะ ๑๐ ฝากทรัพย์
ลักษณะ ๑๑ ค้ำประกัน
ลักษณะ ๑๒ จำนอง
ลักษณะ ๑๓ จำนำ
ลักษณะ ๑๔ เก็บของในคลังสินค้า
ลักษณะ ๑๕ ตัวแทน
ลักษณะ ๑๖ นายหน้า
ลักษณะ ๑๗ ประนีประนอมยอมความ
ลักษณะ ๑๘ การพนันและขันต่อ
ลักษณะ ๑๙ บัญชีเดินสะพัด
ลักษณะ ๒๐ ประกันภัย
ลักษณะ ๒๑ ตั๋วเงิน
ลักษณะ ๒๒ หุ้นส่วนและบริษัท
ลักษณะ ๒๓ สมาคม

บรรพ ๔ ทรัพย์สิน (มาตรา ๑๒๙๘-๑๔๓๔) แบ่งออกเป็น ๘ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ ๒ กรรมสิทธิ์
ลักษณะ ๓ ครอบครอง
ลักษณะ ๔ ภาระจำยอม
ลักษณะ ๕ อาศัย
ลักษณะ ๖ สิทธิเหนือพื้นดิน
ลักษณะ ๗ สิทธิเก็บกิน
ลักษณะ ๘ ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์

บรรพ ๕ ครอบครัว (มาตรา ๑๔๓๕-๑๕๙๘) แบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ การสมรส
ลักษณะ ๒ บิดามารดากับบุตร
ลักษณะ ๓ ค่าอุปการะเลี้ยงดู

บรรพ ๖ มรดก (มาตรา ๑๕๙๙-๑๗๕๕) แบ่งออกเป็น ๖ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ลักษณะ ๒ สิทธิโดยธรรมในการรับมรดก
ลักษณะ ๓ พินัยกรรม
ลักษณะ ๔ วิธีจัดการและปันทรัพย์มรดก
ลักษณะ ๕ มรดกที่ไม่มีผู้รับ
ลักษณะ ๖ อายุความ

กฎหมายอาญา กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่กำหนดความประพฤติของคนในสังคม ว่าการกระทำอย่างไรต้องห้ามกระทำ หากกระทำต้องรับโทษ ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยแบ่งออกเป็น ๓ ภาค
ภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไป (มาตรา ๑-๑๐๖) แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป
ลักษณะ ๒ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ

ภาค ๒ ความผิด (มาตรา ๑๐๗-๓๖๖) แบ่งเป็น ๑๒ ลักษณะ
ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ลักษณะ ๒ ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง
ลักษณะ ๓ ความผิดเกี่ยวกับความยุติธรรม
ลักษณะ ๔ ความผิดเกี่ยวกับศาสนา
ลักษณะ ๕ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
ลักษณะ ๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
ลักษณะ ๗ ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง
ลักษณะ ๘ ความผิดเกี่ยวกับการค้า
ลักษณะ ๙ ความผิดเกี่ยวกับเพศ
ลักษณะ ๑๐ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย
ลักษณะ ๑๑ ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง
ลักษณะ ๑๒ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ภาค ๓ ลหุโทษ (มาตรา ๓๖๗-๓๙๘)

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงวิธีการหรือขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีความแพ่ง การฟ้องร้องบังคับคดีในทางทรัพย์สินหรือบังคับให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือห้ามกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด มีขั้นตอนตั้งแต่การฟ้องคดี การยื่นฟ้องคดี การไต่สวนมูลฟ้อง การชี้สองสถาน การสืบพยาน การพิจารณาคดีของศาล การชั่งน้ำหนักคำพยาน การพิจารณาพิพากษา การอุทธรณ์ ฎีกา ตลอดจนการบังคับคดี

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ เป็นกฎหมายที่กำหนดถึงวิธีการหรือขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีความอาญาเพื่อให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด กฎหมายนี้ได้กำหนดวิธีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล การร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง อำนาจสั่งฟ้อง การประทับรับฟ้อง การพิจารณาพิพากษาคดี การชั่งน้ำหนักพยาน การพิพากษา ตลอดจนการบังคับคดี (ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน)

(๒) กฎหมายมหาชน ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าพนักงานของรัฐ กับเอกชน โดยฐานะของคู่กรณีฝ่ายปกครองอยู่เหนือกว่าประชาชน (เอกชน) สามารถยกตัวอย่างให้เห็นได้ดังนี้

กฎหมายรัฐธรรมนูญ
กฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเหตุเพราะมาตรา ๖ แห่งรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันบังคับมิได้” กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อวางระเบียบในการปกครองประเทศ และกำหนดบทบาทหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ รวมตลอดจนถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชน

กฎหมายปกครอง
กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายที่กำหนดสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายปกครอง (หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ) กับรัฐ และต่อประชาชน (เอกชน) เช่น กฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างทางปกครอง (การบริหารราชการแผ่นดินส่วนกลาง เช่น กระทรวง ทบวง กรมการบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาค เช่น จังหวัด การบริหารราชการแผ่นดินส่วนท้องถิ่นเช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล) การกระทำทางปกครอง ความรับผิดทางปกครอง การควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลปกครอง เป็นต้น

กฎหมายการคลังและการภาษีอากร
กฎหมายการคลังและภาษีอากรเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการหารายได้เข้ารัฐและหน่วยงานของรัฐ การจัดการทรัพย์สินที่เป็นเงินตราของรัฐ เช่น การเก็บรักษา การจัดทำบัญชี และการใช้จ่ายเงินของรัฐโดยงบประมาณแต่ละปี

กฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ซึ่งที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศมีที่มาด้วยกันอยู่หลายแหล่งได้แก่ จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ปฏิบัติสืบเนื่องมา สนธิสัญญา (Treaty) ความตกลงระหว่างประเทศ (Convention)
กฎหมายระหว่างประเทศสามารถแบ่งเป็นแผนกคดีต่าง ๆ ได้ ๓ แผนก
๑. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ของบุคคลที่มีข้อพิพาทเกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศในเรื่องต่าง ๆ เช่น สัญชาติ การเปลี่ยนสัญชาติ การโอนสัญชาติ ทรัพย์สิน นิติกรรมสัญญา เป็นต้น
๒. กฎหมายระหว่างประเทศแผนคดีเมือง
หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เช่น การกำหนดอาณาเขตของรัฐ หลักเกณฑ์ในการจัดทำสนธิสัญญาต่าง ๆ หรือ ภาวะสงคราม เป็นต้น
๓. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
หมายถึง กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์รัฐในทางอาญา เช่นการกำหนดเขตอำนาจศาล การส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น
-----------------------------------------------------------
กิตติบดี

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

โรงเรียนสอนกฎหมายสอนอะไร ?




โรงเรียนสอนคนให้มีหลักการ ?

เมื่อผู้อาวุโสได้ไต่ถามว่า



คำถาม : ทำไมเขา/เธอถึงอยากเรียนนิติศาสตร์
คำตอบ : ผม/หนูอยากช่วยเหลือสังคม คนยากจน อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม จะนำความรู้ที่ได้รับไปประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประเทศชาติ



บ้างอยากเป็นผู้พิพากษา บ้างก็อยากเป็นอัยการ บ้างอยากเป็นทนายความ ตำรวจ ทหาร บ้างก็อยากเป็นนักการเมืองไล่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันนายกรัฐมนตรี



บ้างก็อยากเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ตลอดจนอยากมีความรู้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในกิจการของตน



บ้างก็อยากจะตอบไปว่า ไม่รู้จะไปร่ำเรียนอะไร เลยเลือกเรียนนิติศาสตร์เพราะตนเองไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในตัวเลข รวมถึงภาษาอังกฤษก็บกพร่อง เลยมาเรียนกฎหมายที่เห็นใคร ๆ บอกว่าท่อง ๆ ๆ ๆและท่อง...จำอย่างเดียว เดี๋ยวก็จบ แต่ความย่อหน้านี้คงมีน้อยคนนักที่หาญกล้าตอบแก่ผู้อาวุโส (หากยังไม่คุ้นเคย)ส่วนใหญ่เพียงคิดแต่ทดไว้ในใจเสมอมา



บ้างก็ตอบว่า ผม/หนูเป็นลูกกตัญญูเรียนไปตามใจคุณพ่อคุณแม่ หรือบางรายเลือกเรียนเพราะชีวิตนี้เป็นผู้ตามที่ดี เพื่อนไปไหนเราไปด้วย อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากราย

ว่าไปกระไรได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้เลือกเรียนนิติศาสตร์นั้น ย่อมไม่เท่ากับหนึ่งโอกาสที่ได้เข้าเรียน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศาสตราจารย์กฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “อันวิชาชีพกฎหมายจะมีเกียรติภูมิสูงส่งเพียงไร วิชาการด้านกฎหมายจะพัฒนาไปเพียงไร และมหาวิทยาลัยตลอดจนสถาบันอบรมศึกษาวิชากฎหมายจะมีศักดิ์สูง เพราะได้รับการรับรองวิทยฐานะจากสถาบันกฎหมายในนานาประเทศหรือไม่เพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการสร้างนักกฎหมาย และการวางรากฐานแห่งวิชาชีพกฎหมาย นั่นคือ การจัดการศึกษาวิชากฎหมายนั่นเอง”



ประมาณได้ว่า ผลไม้จะหวานชวนน่าลิ้มลอง ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้นั้นแล ซึ่งมาตรว่าหากต้นไม้นั้นเป็นพิษ ผลย่อมเป็นพิษตามเช่นกันฉันใด สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัย)ที่สอนนิติศาสตร์จะไปสู่ความเป็นเลิศทางนิติศาสตร์ย่อมต้องพึงสังวรด้วยเช่นกันฉันนั้น


การจัดการศึกษานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น เพื่อพร่ำสอนและคาดหวังให้นักศึกษาที่เรียนนิติศาสตร์จักเป็น “นักศึกษานิติศาสตร์” มิใช่เป็นแค่เพียงนักศึกษาที่รู้ตัวบทกฎหมายและ/หรือเพียงแค่วินิจฉัยกฎหมายได้เท่านั้นที่เรียกว่า “นักศึกษากฎหมาย” เพราะคำว่า “นิติศาสตร์” ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” ซึ่งคำว่า “นิติศาสตร์” มีความหมายที่ลุ่มลึกและพิสดารกว่าคำว่า “กฎหมาย” อยู่หลายช่วงตัวนัก ความข้อนี้ขอให้สังเกตว่า ทำไมในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะเข้าศึกษานิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีได้จะต้องสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสาขาหนึ่งสาขาใดมาก่อน หรือประเทศอังกฤษ การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยจะใช้วิธีการจัดสอบรวมของส่วนกลาง หรือบางมหาวิทยาลัยคัดเลือกโดยข้อสอบตรง โดยที่จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะนักศึกษาพวกหัวกะทิมาเรียนเท่านั้น หรือในประเทศในระบบประมวลกฎหมายอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศสนั้น มีลักษณะคล้าย ๆ กับประเทศไทย แต่ความเข้มข้นของการศึกษาอยู่ที่ปีหนึ่งขึ้นปีที่สอง หากไม่มีความสามารถหรือไม่ตั้งใจเล่าเรียนจริง ๆ จะสอบไม่ผ่านขึ้นปีที่สอง คือ รับนักศึกษาเข้ามาก่อนแล้วใช้ความเข้มข้นของวิชาการและความขยันอดทนของนักศึกษาเป็นเครื่องคัดกรองนักศึกษาออกไปตั้งแต่อยู่ชั้นปีแรก หรือในประเทศเยอรมนี นักศึกษาจะได้ปริญญานิติศาสตร์หรือไม่นั้น เมื่อเรียนจบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย รัฐบาลจะเป็นผู้จัดทดสอบเพื่อวัดผลว่าเหมาะสมที่จะได้รับใบปริญญานิติศาสตร์หรือไม่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ที่ศึกษานิติศาสตร์เมื่อจบออกไปทำงานในสายวิชาชีพล้วนแต่มีเนื้อหาสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน จึงจำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรับผิดชอบในระดับสูง เพื่อไปรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคม รวมไปถึงมีบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชนไล่เรียงตั้งแต่ระดับรากไปจนกระทั่งชั้นสูงสุด ดังคำที่ว่า นิติศาสตร์หรือนีติศาสตร์ --- ศาสตร์แห่งผู้นำ---เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ซึ่งความสำคัญดังกล่าว จึงทำให้ในการศึกษานิติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาผู้นั้นจะจำได้หมายรู้เพียงตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น



คำว่า นิติศาสตร์ หมายความว่า วิชาที่ว่าด้วยกฎหมาย แต่คำว่า กฎหมาย หมายความเพียงว่า บทบัญญัติหรือคำสั่งที่ตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจที่ใช้บังคับในสังคม
จำแนกได้ว่า วิชานิติศาสตร์ ข้อเท็จจริง คุณค่า

เพราะ เมื่อนักศึกษานิติศาสตร์เป็นที่คาดหวังของสังคมและ/หรือจะต้องออกไปรับใช้สังคมตามที่พวกเขาชอบกล่าวอ้างตามพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเสมอ ๆ ว่า My life is service (ชีวิตของข้าพเจ้าคือการรับใช้) ดังนั้นแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการศึกษานักศึกษาจึงต้องอาศัยสรรพกำลังต่าง ๆ เพื่อให้ตนมีความรู้ในเนื้อหาของกฎหมายในรูปข้างต้นได้แก่วงกลมตรงกลาง กล่าวคือ นักศึกษาต้องรู้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถ่องแท้เพื่อใช้ยึดเป็นหลักและต้องปักหลักนั้นให้มั่นคง แข็งแรง โดยอาศัยคำพิพากษาของศาลมาใช้เป็นอุทาหรณ์ประกอบให้เข้าใจบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ อย่างแจ่มชัด และประยุกต์ใช้ได้อย่างแยบคาย

เท่านั้นหาเพียงพอไม่ นักศึกษาต้องสาวลึกให้ได้ว่า บทบัญญัตินั้น ๆ มีที่มาอย่างไร นักศึกษาจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหยั่งรากลึกถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ หรือข้อเท็จจริงแห่งหลักกฎหมายนั้น ๆ ว่าคืออะไร ดังคำสุภาษิตจีนที่ว่า “ยิ่งโน้มคันศรยิ่งมากเพียงใด ลูกธนูที่ยิ่งออกไปยิ่งพุ่งตรงสู่เป้าหมายแรงยิ่งขึ้นเป็นทวี”



ลองตรองดูว่า เมื่อนักศึกษาตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ ท่องตัวบท อ่านฎีกา นักศึกษาย่อมหมายรู้ได้ว่า “มาตรา ๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามแก่นักศึกษาว่า “มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งมีสภาพบุคคลหรือไม่” นักศึกษาท่านนั้นหยุดตรึกตรองและวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดตามบุคลิกนักกฎหมายว่า มนุษย์โคลนนิ่งไม่มีสภาพบุคคลเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๕ เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการคลอด ดังนั้น จึงไม่มีสภาพบุคคล และนักศึกษากฎหมายท่านนั้นยังทรงแสดงภูมิรู้เป็นของแถมต่อไปอีกว่า เมื่อไม่มีสภาพบุคคลจึงทำให้ไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ...




แต่กระนั้น เด็กน้อยอาจสะกิดถามคุณแม่ของตนว่า แม่จ๋ามนุษย์โคลนนิ่งนั้นก็เหมือนกับเรามีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ใช่มนุษย์หละ เด็กน้อยคนนั้นคงถามโดยสามัญสำนึกแบบเด็ก ๆ อย่างนี้กระมังที่ หลายต่อหลายคนค่อนขอดนักกฎหมายไทยว่า “เป็นพวกโง่ที่มีหลักการ”

อะไรหละหรือทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะนักศึกษานิติศาสตร์ไม่พยายามศึกษาถึงนิติศาสตร์ในทางคุณค่าและ/หรือพยายามค้นหาปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังบทบัญญัติแห่งกฎหมาย



ฉะนั้น จะมีนักกฎหมายอยู่มากรายเมื่อสำเร็จการศึกษาไปทำงานประกอบอาชีพทางกฎหมาย มักจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตน จนละเลยคำตอบที่เคยพรั่งพรูให้แก่ผู้อาวุโสที่ถามเอาไว้ก่อนเข้าเรียนนิติศาสตร์ เช่น ใช้มาตรา ๔๒๓ ในทางละเมิด โดยหารู้ถึงคุณค่าของกฎหมายและ/หรือตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากแต่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หรือเบียดเบียนบีฑาผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย แม้ความดังกล่าวพ่อของแผ่นดินได้เตือนสตินักกฎหมายไว้แล้วว่า “กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของความยุติธรรม” อย่างนี้อีกกระมังที่ หลายคนจึงดูถูกนักกฎหมายว่า “เป็นพวกหัวหมอ”


ถึงเวลานี้....ยังมิอาจหยั่งทราบได้เหมือนกันว่า นักศึกษาที่เรียกตนเองว่า “นักศึกษานิติศาสตร์” จักได้รู้หรือยังว่า ตนเอง ต้องรู้อะไร ? ควรรู้อะไร ? และท้ายที่สุด อยากรู้อะไร ?


กิตติบดี

สรุปประเด็น : ข้อแนะนำในการจัดทำสัญญาทางธุรกิจ

หัวข้อบรรยาย

-หลักพื้นฐานแห่งสัญญา
-เนื้อหาสาระของสัญญา
-ความสมบูรณ์ของสัญญาการผิดสัญญา

ผู้ร่างสัญญาส่วนใหญ่มักร่างสัญญาจากความคุ้นชินมากกว่าข้อเท็จจริง จนบางครั้งสัญญาที่ถูกจัดทำขึ้นยุ่งยาก ไม่กระชับ และขาดความชัดเจนไม่ตรงตามเจตนารมณ์

หลักพื้นฐาน

๑. สัญญา คืออะไร

๒. สัญญาประเภทใดที่ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร

๓. ทำอย่างไรให้สัญญามีผลผูกพัน

๔. ผลของการฝ่าฝืนสัญญา

ข้อพึงระวังในการจัดทำสัญญา

(๑) ปัญหาที่เกิดจากผู้ทรงสิทธิ์ ได้แก่
(ก) ความสามารถในการทำนิติกรรม

(ข) การแสดงเจตนา

(๒) ปัญหาที่เกิดจากตัวสัญญา ได้แก่
(ก) แบบของนิติกรรม

(ข) วัตถุประสงค์

(๓) ปัญหาที่เกิดจากตัววัตถุแห่งสิทธิ ได้แก่
(ก) กรรมสิทธิ์

(ข) ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

หลักทั่วไปสำหรับการร่างสัญญาทางธุรกิจ


ข้อแนะนำ ประการเพื่อให้สัญญาทางธุรกิจมีผลบังคับตามกฎหมาย

๑. จงทำสัญญาทุกประเภทให้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้กฎหมายไม่บังคับก็ตาม
๒. จงทำให้ง่ายที่สุด
๓. จงติดต่องานและเจรจาให้ถูกคน
๔. จงพิจารณาคู่สัญญา
๕. จงย้ำรายละเอียดที่ชัดเจนกับลูกความ
๖. จงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับผลตอบแทน
๗. จงกำหนดเงื่อนเวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะวันสิ้นสุดสัญญา
๘. จงกำหนดตกลงวิธีการยุติหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
๙. จงเก็บเป็นความลับ

ตรวจสอบ : Contract Terms


(๑) ผู้ทรงสิทธิ์
ปัจเจกชน หรือองค์กรธุรกิจ ?
ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจ เป็นประเภทใด ? (ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด กิจการร่วมค้า บริษัทมหาชนจำกัด หรือ อื่นๆ )
เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำในนามองค์กรธุรกิจหรือไม่ ?
มอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
แน่ใจได้อย่างไรว่าผูกพันกับองค์กรธุรกิจ ?

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบ
ที่อยู่ของคู่สัญญา
วัตถุประสงค์ของสัญญา
สิ่งที่อยู่ในใจของคู่สัญญา

(๒) ตัวสัญญา
เรื่องทั่วไป (แบบฟอร์มทั่วไป)
หน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
สิทธิของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
วัน เวลา และระยะเวลาต่าง ๆ ที่สำคัญ
จำนวนเงิน (อักษร/ตัวเลข)
จำนวนปริมาณ
เงื่อนไขการจ่ายเงิน
งวด เงื่อนเวลา
ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม
ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ
การรับรองหรือรับประกัน
การปฏิเสธความรับผิด (พรบ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม)
ข้อจำกัดความรับผิด

ความเสียหาย
การจัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ
การผิดสัญญา
อนุญาโตตุลากการ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
รัฐบัญญัติ
การบังคับใช้กฎหมายหรือศาล
ลายมือชื่อ
การรับรองลายมือชื่อ (กรณีคนต่างชาติ)

(๓) ตัววัตถุแห่งสิทธิ์
ทรัพย์สินต้องตรวจสอบให้ชัดเจนและถูกต้อง

สุดท้ายให้ตรวจสอบอีกครั้ง เรื่อง Contract Terms

ข้อพึงปฏิบัติ
ü เริ่มต้นจากอาศัยแบบฟอร์มสำเร็จรูป และปรับใช้อย่างเหมาะสมแก่สถานการณ์
ü ตั้งชื่อสัญญา ให้ตรงกับเจตนา
ü เขียนชื่อ-ที่อยู่ของคู่สัญญาให้ถูกต้อง
ü เขียนวันที่ทำสัญญาไว้ย่อหน้าแรก
ü ใช้สามัญสำนึกในการเขียนสัญญา
ü ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน
ü ให้คำจำกัดความต่อศัพท์เทคนิค
ü ทบทวนคำว่า และ – หรือ
ü สอบถามลูกความในประเด็นที่สงสัยหรือไม่ชัดเจน
ü ใช้ปากกาสีเข้มลงลายมือชื่อ ไม่ใช้ดินสอหรือลายเส้นจากสำเนาเด็ดขาด
ü ตรวจสอบชื่อคู่สัญญากับลงลายมือชื่อต้องตรงกัน
ü เก็บสำเนาสัญญาไว้ทุกครั้ง

พึงระลึกไว้เสมอว่า ผลแพ้-ชนะในคดีแพ่ง (สัญญาทางธุรกิจ) ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้น ฉะนั้น จงรอบคอบและพิถีพิถันในการจัดทำสัญญา

กิตติบดี

กฎหมายสัญญาทางธุรกิจ : ขอบเขต

กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาธุรกิจ : หลักพื้นฐาน
Business Contract Law: The Basics

---------------------

พื้นฐานของสัญญา
§ สัญญาคืออะไร
§ ทำไมต้องเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
§ ใครเป็นผู้มีหน้าที่เขียนสัญญาธุรกิจ
§ การทำสัญญากับภาครัฐเป็นสัญญาธุรกิจใช่หรือไม่
§ มูลเหตุของการฝ่าฝืนสัญญา
§ การบังคับตามสัญญา

งานที่ปรึกษาและสัญญาธุรกิจ ● ให้บริการโดยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ โดยผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น โทรศัพท์, โทรสาร, อีเมล์ หรือ โดยการพบนอกสถานที่ เป็นต้น ● ให้บริการรับจัดทำสัญญาทางธุรกิจทุกประเภท โดยสามารถทำเป็นภาษาต่างประเทศได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

งานด้านจดทะเบียนและใบอนุญาต ให้บริการงานจดทะเบียนทุกประเภท ซึ่งได้แก่:-• งานจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไข ห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า• งานจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์• งานจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง)• การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่างชาติ• ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ • การซื้อและขายคอนโดมิเนียมของคนต่างชาติ • ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และ การขออยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวต่อไป (ต่อวีซ่า) • การขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยของคนต่างด้าว• การจดทะเบียนสมรสระหว่างคนต่างด้าวกับคนไทย และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคนต่างด้าว• งานขอใบอนุญาตขับขี่ให้กับคนต่างชาติ• งานขอใบอนุญาตต่างๆ จากหน่วยงานราชการ เช่น ใบอนุญาตร้านอาหาร, ใบอนุญาตสุรา และ ยาสูบ เป็นต้น• งานขึ้นทะเบียนประกันสังคม

งานด้านทนายความ ● ให้บริการเป็นทนายความดำเนินคดีต่างๆ เช่น คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีครอบครัว, คดีแรงงาน, คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ● รับเป็นตัวแทนในการเจรจาประนอมหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน ต่างๆ● ให้บริการดำเนินการบังคับคดี ในเขต กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

งานบริการอื่นๆ • งานแปลเอกสารต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น• งานตรวจสอบต่างๆ ได้แก่ :-- ความเป็นนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท (หนังสือรับรองของบริษัท), ผู้ถือหุ้นของบริษัท, ผู้เป็นหุ้นส่วน (หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน)- สถานะทางการเงินของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น งบการเงินประจำปี เป็นต้น- ตรวจสอบที่อยู่ของบุคคลที่จะดำเนินคดีทางศาล- ตรวจสอบชื่อผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง • งานคัดเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน บริษัท, บัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท, เป็นต้น• งานยื่นแบบชำระประกันสังคมรายเดือน ของสถานประกอบการ• งานบริการอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น



กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...