วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สถาบันการเงิน : หลักการพื้นฐานตามพรบ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑

หลักการพื้นฐานศึกษาตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑

----------------------------------------------------







สรุปประเด็น : เพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของกฎหมาย



พัฒนาการของสถาบันการเงิน

ระยะที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน

ระยะที่ ๒ การสร้างเสถียรภาพของสถาบันการเงินเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม



หลักการ : หลักความเชื่อมั่น การบริหารความเสี่ยงบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ การบริหารสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และการคุ้มครองผู้บริโภค



"เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี จึงทำให้การกำกับดูแลแตกต่างกัน แต่โดยที่การดำเนินกิจการของสถาบันการเงินควรมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอันมีผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการเงิน และกระทบกระเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้ฝากเงินที่มีต่อระบบสถาบันการเงินโดยรวม ดังนั้น สมควรปรับปรุงมาตรการในการกำกับดูแลสถาบันการเงินดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์และกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และรวมเป็นฉบับเดียวกัน เพื่อให้การควบคุมดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนแก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษสำหรับความผิดที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น"



------------------------------------------

(๑) หลักความเชื่อมั่น

-- การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน--



มาตรา ๙ การประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โดยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าวรัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้
การยื่นคำขอจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับความเห็นชอบในการจัดตั้งจากรัฐมนตรีก่อน


เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ให้บริษัทมหาชนจำกัดนั้นยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย
การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

มาตรา ๑๐ ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะตั้งสาขาเพื่อประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้ได้ เมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ในการอนุญาตดังกล่าว รัฐมนตรีจะกำหนดหลักเกณฑ์ตามที่เห็นสมควรก็ได้ในการขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศแสดงหนังสือยินยอมให้ยื่นคำขอจัดตั้งสาขาจากหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนั้นต่อรัฐมนตรีโดยผ่านธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย


การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตลอดจนเสียค่าธรรมเนียมตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

มาตรา ๑๑ สถาบันการเงินต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า “ธนาคาร” “บริษัทเงินทุน” หรือ “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” นำหน้า ตามที่ระบุในใบอนุญาต แล้วแต่กรณี

มาตรา ๑๒ ห้ามผู้ใดนอกจากสถาบันการเงินใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจทางการเงินว่า “ธนาคาร” “เงินทุน” “การเงิน” “การลงทุน” “เครดิต” “ทรัสต์” “ไฟแนนซ์” “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์” หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน


บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอื่น

มาตรา ๑๓ การจัดตั้ง หรือย้ายสำนักงานใหญ่หรือสาขา หรือการเลิกสาขาของสถาบันการเงินต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๑๔ การตั้งสำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินในต่างประเทศ และการตั้งสำนักงานผู้แทนของสถาบันการเงินต่างประเทศในประเทศ จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้


สำนักงานผู้แทนตามวรรคหนึ่ง จะรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ไม่ได้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม



--โครงสร้างหุ้นและผู้ถือหุ้น--

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการครอบงำธุรกิจที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ



มาตรา ๑๕ หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงินต้องเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือมีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาท และข้อบังคับของสถาบันการเงินต้องไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น เว้นแต่จะเป็นข้อจำกัดเพื่อการปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้


สถาบันการเงินอาจออกหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง หรือหุ้นบุริมสิทธิอื่นได้เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่สถาบันการเงินต้องปฏิบัติก็ได้

มาตรา ๑๖ สถาบันการเงินต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด


ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจอนุญาตให้บุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยถือหุ้นได้ถึงร้อยละสี่สิบเก้าของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และให้มีกรรมการที่เป็นบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้เกินกว่าหนึ่งในสี่แต่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด


ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะการดำเนินการหรือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันการเงินใด หรือเพื่อความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนหุ้นหรือกรรมการแตกต่างไปจากที่กำหนดตามวรรคสองได้ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนเวลาไว้ด้วยก็ได้

มาตรา ๑๗ บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ตั้งแต่ร้อยละห้าขึ้นไปของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด บุคคลนั้นต้องรายงานการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นดังกล่าวให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


จำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตามวรรคหนึ่งถืออยู่หรือมีไว้ด้วย
หุ้นตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง


ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งไม่รายงานตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ให้นำความในมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับแก่หุ้นที่ไม่รายงานนั้น โดยอนุโลม

มาตรา ๑๘ ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


จำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตามวรรคหนึ่งถืออยู่หรือมีไว้ด้วย
หุ้นตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง

มาตรา ๑๙ บุคคลใดได้มาซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งจนเป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่ตนถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ บุคคลนั้นจะต้องนำหุ้นในส่วนที่เกินออกจำหน่ายแก่บุคคลอื่นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหุ้นนั้นมา เว้นแต่จะได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งจะผ่อนผันได้อีกไม่เกินเก้าสิบวัน


ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งไม่จำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้ขายหุ้นในส่วนที่เกินดังกล่าวได้ และถ้าศาลเห็นว่าการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นนั้นเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นก็ได้

มาตรา ๒๐ ห้ามมิให้สถาบันการเงินจำหน่ายหุ้นของตนแก่บุคคลใดจนเป็นเหตุให้จำนวนหุ้นที่บุคคลนั้นถืออยู่หรือมีไว้เป็นไปโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘


การนับจำนวนหุ้นตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมถึงหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตามวรรคหนึ่งถืออยู่หรือมีไว้ด้วย
ทุกครั้งที่มีการชี้ชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นของสถาบันการเงินใด ให้สถาบันการเงินนั้นระบุหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ไว้ในคำชี้ชวนด้วย

มาตรา ๒๑ บุคคลใดถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินใดโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ บุคคลนั้นจะยกเอาการถือหุ้นในส่วนที่เกินนั้นใช้ยันต่อสถาบันการเงินดังกล่าวมิได้ และสถาบันการเงินนั้นจะจ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดให้แก่บุคคลนั้น หรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้


ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งได้รับหุ้นมาโดยสุจริตจากการรับมรดก หากสถาบันการเงินนั้นได้ประกาศจ่ายเงินปันผลในช่วงระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหุ้นมาหรือภายในระยะเวลาที่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ให้มีสิทธิรับเงินปันผลในหุ้นส่วนที่เกินร้อยละสิบตามมาตรา ๑๘ ได้ แต่บุคคลนั้นจะออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นในส่วนที่เกินมิได้

มาตรา ๒๒ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ ให้สถาบันการเงินตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกครั้งก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นหรือก่อนจ่ายเงินปันผลหรือผลตอบแทนอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้น แล้วให้แจ้งผลการตรวจสอบต่อธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นรายใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๘ ให้สถาบันการเงินมีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นดำเนินการจำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินภายในเวลาที่กำหนดตามมาตรา ๑๙ พร้อมกับแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบด้วย

มาตรา ๒๓ มิให้นำมาตรา ๑๕ ถึงมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับกับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ



--ความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อผู้บริหารสถาบันการเงิน--

เพื่อเป็นการเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาล Good Governance ให้แก่สถาบันการเงิน จึงกำหนดให้มีกระบวนการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหารสถาบันการเงิน รวมตลอดถึงการกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสาธารณะ



มาตรา ๒๔ ห้ามมิให้สถาบันการเงินแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน
(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมาแล้วไม่ถึงห้าปี
(๒) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม
(๓) เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐฐานทุจริตต่อหน้าที่
(๔) เคยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๕) เคยถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ตามมาตรา ๘๙ (๓) หรือมาตรา ๙๐ (๔) หรือตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๖) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินแห่งอื่นอีกในเวลาเดียวกัน เว้นแต่ได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย
(๗) เป็นผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการนอกเหนือจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทที่ได้รับสินเชื่อหรือได้รับการค้ำประกันหรืออาวัลหรือมีภาระผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่
(ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินซึ่งไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร
(ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๘) เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๙) เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้าไปแก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินการของสถาบันการเงิน หรือเป็นการดำรงตำแหน่งในสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ทั้งนี้ พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ยังต้องห้ามไม่ให้รับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดังกล่าว ไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นของสถาบันการเงินนั้น
(๑๐) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติอื่นใด ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๒๕ การแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งบุคคลใหม่หรือแต่งตั้งบุคคลเดิมให้ดำรงตำแหน่งต่อไป


ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หากธนาคารแห่งประเทศไทยมิได้แจ้งผลการพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนั้นแล้ว


ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าบุคคลซึ่งได้รับความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๔ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิกถอนการให้ความเห็นชอบที่ได้ให้ไว้แล้ว

มาตรา ๒๖ ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี สถาบันการเงินมีหน้าที่แจ้งหรือแสดงให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบเกี่ยวกับผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่กรรมการ ผู้จัดการ และผู้มีอำนาจในการจัดการได้รับจากสถาบันการเงิน และมีหน้าที่แจ้งให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบถึงการเป็นกรรมการในธุรกิจอื่นด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการมีหน้าที่แจ้งการเป็นกรรมการในธุรกิจอื่นแก่สถาบันการเงิน

มาตรา ๒๗ ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารงานสถาบันการเงินนั้น ซึ่งรวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่เดือนนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ชำระแล้วเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตามความเป็นจริง

มาตรา ๒๘ กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อผู้ถือหุ้น หรือผู้ฝากเงิน หรือผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากการระดมเงินจากประชาชนของสถาบันการเงิน เพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ตรวจการสถาบันการเงินสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ทุจริตหรือมีส่วนในการไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว


--การเพิ่มมาตรการในการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (Internationalization)--

มาตรการดังกล่าวเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อาทิ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านตลาด ฯลฯ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สถาบันการเงินอาจได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชน



การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่องของสถาบันการเงิน


มาตรา ๒๙ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของเงินกองทุนรวมทั้งหลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินกองทุนของสถาบันการเงิน

มาตรา ๓๐ สถาบันการเงินต้องดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใดตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

การประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดเป็นการทั่วไปให้สถาบันการเงินดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใด ตามขนาดหรือประเภทของสินทรัพย์ หนี้สิน ภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงรวมทุกประเภทหรือแต่ละประเภทได้ หรือในกรณีที่ปรากฏว่าสถาบันการเงินใดมีความเสี่ยงสูง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะสั่งการให้สถาบันการเงินนั้นดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควรก็ได้

มาตรา ๓๑ ให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนและข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของสถาบันการเงินหรือกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๓๒ สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามความในพระราชบัญญัตินี้ ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยหรือมีหลักทรัพย์ในต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด และให้ถือว่าสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นเงินกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้


สินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วย
(๑) เงินที่นำเข้ามาจากสำนักงานใหญ่หรือสาขาอื่นของสถาบันการเงินต่างประเทศซึ่งตั้งอยู่นอกประเทศไทย
(๒) เงินสำรองต่างๆ แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้ หรือ(๓) เงินกำไรสุทธิแต่ละรอบปีบัญชีของสาขาหลังจากหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกรอบปีบัญชีแล้ว และให้รวมถึงเงินกำไรที่ได้โอนไปเป็นส่วนของสำนักงานใหญ่ในทางบัญชีแล้วแต่ยังไม่ได้จำหน่ายออกนอกราชอาณาจักร


การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง


มาตรา ๖๐ ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันที่เสียหายหรืออาจเสียหายและให้ตัดออกจากบัญชีหรือกันเงินสำรองไว้สำหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


ในกรณีที่ปรากฏว่า เมื่อนำสินทรัพย์จัดชั้นหรือภาระผูกพันในส่วนที่ยังมิได้ตัดออกจากบัญชีหรือกันเงินสำรองไว้มาหักออกจากเงินกองทุนแล้ว เงินกองทุนมีจำนวนต่ำกว่าที่ต้องดำรงไว้ตามมาตรา ๓๐ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สถาบันการเงินนั้นถือปฏิบัติจนกว่าจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง


หากหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งมีผลให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีหรือเพิ่มการกันเงินสำรอง จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

มาตรา ๖๑ ให้สถาบันการเงินกันเงินสำรองสำหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันอื่นที่ไม่เสียหายตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด แต่ทั้งนี้จะกำหนดอัตราเกินร้อยละห้าของสินทรัพย์และภาระผูกพันอื่นที่ไม่เสียหายมิได้

มาตรา ๖๒ ให้สถาบันการเงินระงับการรับรู้และยกเลิกรายการดอกเบี้ยค้างรับที่เคยรับรู้เป็นรายได้สำหรับสินทรัพย์ที่ถูกจัดชั้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


การบริหารสินทรัพย์และดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง


มาตรา ๖๓ ให้สถาบันการเงินบริหารสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพัน ให้มีความสัมพันธ์กับการรับฝากเงิน การกู้ยืมเงิน หรือการรับเงินจากประชาชน ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๖๔ ให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินรับฝากหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภทในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องแต่เพียงบางประเภทหรือทุกประเภท หรือประกาศกำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตราใดเป็นการทั่วไป หรือในกรณีที่มีเหตุอันสมควรจะกำหนดเป็นการเฉพาะรายก็ได้

การประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากมีผลให้สถาบันการเงินต้องเพิ่มอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง จะต้องประกาศล่วงหน้าก่อนวันใช้บังคับไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

มาตรา ๖๕ สินทรัพย์สภาพคล่อง ได้แก่
(๑) เงินสด
(๒) เงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
(๓) เงินฝากสุทธิที่สถาบันการเงินอื่น
(๔) บัตรเงินฝากที่ปราศจากภาระผูกพัน
(๕) หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ปราศจากภาระผูกพัน
(๖) หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ค้ำประกันเฉพาะต้นเงินหรือรวมทั้งดอกเบี้ย และปราศจากภาระผูกพัน
(๗) สินทรัพย์อื่นใดที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รับภาระสุดท้ายที่จะชดใช้ความเสียหาย ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๘) สินทรัพย์อื่นที่มีสภาพคล่องและความน่าเชื่อถือตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องตาม (๔) (๕) (๖) และ (๘) ต้องสามารถโอนเปลี่ยนมือได้


----------------------------------

(๒) การบริหารความเสี่ยงบนพื้นฐานของความเป็นไปได้

เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจสถาบันการเงินและธุรกรรมทางการเงิน ตามแนวทางการเป็น Universial Bank หรือให้สถาบันการเงินมีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น


-- มีการจัดตั้งกลุ่มธุรกรรมทางการเงินให้ครบวงจรตามแนวทาง Universial Bank--

ขยายกิจการจาก ๒ ขา (ขารับฝากเงิน ขานำเงินออกใช้ประโยชน์) ให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้หลากหลายขึ้น (ความเป็นไปได้) แต่ต้องคำนึงถึงศักยภาพของธุรกิจตน (พิจารณาจากมาตรา ๓๖ ตอนท้าย และคำนิยามศัพท์ธุรกิจทางการเงิน)


มาตรา ๓๖ ให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ประกอบธุรกิจได้เฉพาะธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หรือจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นโดยแยกตามประเภทสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์แต่ละชนิดก็ได้ และจะกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือจำเป็นนั้นด้วยก็ได้


“ธุรกิจสถาบันการเงิน” หมายความว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และให้หมายความรวมถึงการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ


“ธุรกิจธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ


“ธุรกิจเงินทุน” หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ ซึ่งมิใช่การรับฝากเงินหรือรับเงินไว้ในบัญชีที่จะเบิกถอนโดยใช้เช็ค และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นโดยวิธีหนึ่งวิธีใด เช่น ให้สินเชื่อ ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด


“ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์” หมายความว่า การประกอบธุรกิจรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชนที่จะจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้ และใช้ประโยชน์จากเงินนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(๑) การให้กู้ยืมเงินโดยวิธีรับจำนองอสังหาริมทรัพย์
(๒) การรับซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยวิธีขายฝาก


“ธุรกิจทางการเงิน” หมายความว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิต หรือธุรกิจอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้สถาบันการเงินยังสามารถใช้บริการจากบุคคลภายนอกมาประกอบธุรกิจได้ มาตรา ๔๗ สถาบันการเงินอาจใช้บริการจากบุคคลภายนอกในการประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


--การขยายฐานการลงทุนบนพื้นฐานของการป้องกันความเสี่ยง--


มาตรการการดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน


มาตรา ๕๓ กลุ่มธุรกิจทางการเงิน ประกอบด้วยสถาบันการเงินและบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนธุรกิจทางการเงินที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบด้วยสถาบันการเงินเป็นบริษัทแม่และมีบริษัทอื่นเป็นบริษัทลูกบริษัทเดียวหรือหลายบริษัท หรือ
(๒) กลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบด้วยบริษัทแม่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินแต่มีสถาบันการเงินเป็นบริษัทลูก โดยจะมีบริษัทลูกเพียงบริษัทเดียวหรือหลายบริษัทเป็นบริษัทร่วมก็ได้

มาตรา ๕๔ ห้ามมิให้จัดตั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๕๕ ให้นำความในมาตรา ๑๖ ถึงมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับกับการถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นในบริษัทแม่ของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม

ให้นำความในมาตรา ๒๕ มาใช้บังคับกับการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของบริษัทแม่ของสถาบันการเงินและบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม

มิให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับกับบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินในกรณีที่มีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของบริษัทแม่หรือบริษัทลูกของสถาบันการเงินกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

มาตรา ๕๖ บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะประกอบธุรกิจได้แต่เฉพาะธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดเท่านั้นแต่จะประกอบการค้าหรือธุรกิจอื่นมิได้

ในการประกอบธุรกิจทางการเงินหรือธุรกิจที่เป็นการสนับสนุนตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจดังกล่าวไว้ด้วยก็ได้ เว้นแต่กฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนั้นจะได้กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

มาตรา ๕๗ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมของสถาบันการเงินนั้นในลักษณะเหมือนกับเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เว้นแต่กฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนั้นจะได้กำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนหรือทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้นเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สินภาระผูกพัน หรือตัวแปรและความเสี่ยงอื่นใด หรือกำหนดอัตราส่วนอื่นๆ ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงินนั้นได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินเปิดเผยข้อมูลระหว่างกันได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๕๘ ห้ามมิให้สถาบันการเงินจัดตั้งหรือมีบริษัทลูก เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขอื่นใดให้สถาบันการเงินหรือบริษัทลูกต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

ห้ามมิให้สถาบันการเงินซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทลูกโดยมีมูลค่าของหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนทั้งหมดหรือเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๕๙ สถาบันการเงินอาจให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมของสถาบันการเงินได้ แต่จะให้สินเชื่อหรือทำธุรกรรมเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

การทำธุรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง
(๑) การซื้อหรือขายสินทรัพย์ และรวมถึงสินทรัพย์ที่มีสัญญาซื้อคืนจากบริษัทแม่ บริษัทลูกหรือบริษัทร่วม
(๒) การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมเป็นหลักประกันการให้สินเชื่อ หรือการออกหนังสือคํ้าประกัน หรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อบริษัทแม่ บริษัทลูกหรือบริษัทร่วม
(๓) การทำธุรกรรมใดๆ ที่เป็นผลให้บริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วมได้รับประโยชน์
การให้สินเชื่อหรือการทำธุรกรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทแม่ บริษัทลูก หรือบริษัทร่วม ให้ถือว่าเป็นการให้สินเชื่อหรือการทำธุรกรรมกับบริษัทดังกล่าวด้วย


--มาตรฐานการให้สินเชื่อ--

ได้มีการกำหนดถึงข้อห้ามการให้สินเชื่อ ไว้ดังนี้


มาตรา ๔๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๕๙ ห้ามมิให้สถาบันการเงินไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม


(๑) ให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่การให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิตตามอัตราขั้นสูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือการให้สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการแก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด


(๒) รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นผู้สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง


(๓) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบธุรกิจใดๆ ของสถาบันการเงินนั้น ซึ่งมิใช่บำเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ


(๔) ขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใดๆ แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใดๆ จากบุคคลดังกล่าวมีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย


(๕) ให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๔๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๕๙ ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ในแต่ละรายเกินร้อยละห้าของเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใดของสถาบันการเงินนั้น หรือเกินร้อยละยี่สิบห้าของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือของกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องนั้น แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า ทั้งนี้ ให้นับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นด้วย

ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดอัตราขั้นสูงในการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องให้สูงกว่าอัตราที่กำหนดในวรรคหนึ่งได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง หมายความว่า บริษัทที่สถาบันการเงิน กรรมการของสถาบันการเงิน ผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

มาตรา ๕๐ ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ เกินร้อยละยี่สิบห้าของเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

การกำหนดตามวรรคหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกำหนดเป็นจำนวนเงินหรืออัตราส่วนต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ก็ได้

ในกรณีที่สถาบันการเงินใด ควบรวมกิจการ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือจำหน่าย จ่ายโอนสินทรัพย์ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือกรณีมีเหตุอันสมควรอื่นใด ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจผ่อนผันให้สถาบันการเงินนั้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่งเป็นการชั่วคราวได้

ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นบริษัท จำนวนเงินที่ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ต้องไม่เกินอัตราส่วนกับทุน หรือเงินกองทุนของบริษัทนั้นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เว้นแต่ได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในกรณีที่มีการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่นิติบุคคลใด ให้นับรวมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วม เป็นของนิติบุคคลนั้นด้วย

ในกรณีที่มีการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลใด ให้นับรวมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น เป็นของบุคคลนั้นด้วย

การให้สินเชื่อโดยรับซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตั๋วเงินตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการให้สินเชื่อแก่ผู้ทรงซึ่งขายตั๋วเงินและบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วเงินทุกทอดด้วย เว้นแต่เป็นตั๋วเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

ในกรณีที่สถาบันการเงินใดได้รับการประกันความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบริษัทอื่นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ให้ถือว่าสถาบันการเงินนั้นให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินหรือบริษัทผู้ประกันความเสี่ยงดังกล่าวตามวรรคหนึ่งด้วย

มาตรา ๕๑ ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ธุรกิจแต่ละประเภทเกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนหรือสินทรัพย์ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

มาตรา ๕๒ มิให้นำความในมาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ มาใช้บังคับกับสถาบันการเงินในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนที่ได้รับการค้ำประกัน
(๒) ให้สินเชื่อหรือก่อภาระผูกพันแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือธนาคารแห่งประเทศไทย
(๓) ลงทุนโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือหลักทรัพย์สถาบันคุ้มครองเงินฝากหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินราคาที่ตราไว้
(๔) ให้สินเชื่อโดยมีเงินฝากของสถาบันการเงินนั้น หลักทรัพย์รัฐบาลไทย หลักทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย หลักทรัพย์กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินหรือหลักทรัพย์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก หลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นหรือหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นประกัน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เกินจำนวนเงินฝากที่เป็นประกันหรือราคาหลักทรัพย์ที่ตราไว้
(๕) ค้ำประกันการขายหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๖) ให้กู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๗) ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อที่มีความเสี่ยงน้อยหรือมีความเสี่ยงเทียบเท่าหลักทรัพย์รัฐบาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๘) ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อการค้า


--------------------------------

(๓) การบริหารสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ


มาตรา ๔๒ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดวงเงินที่สถาบันการเงินจะให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อรับรอง หรือรับอาวัลตั๋วเงินสำหรับกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ทั้งนี้ จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้สินเชื่อ ทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ รับรองรับอาวัลตั๋วเงิน หรือเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของสถาบันการเงินหรือยอดเงินที่ได้กู้ยืมและรับจากประชาชน ณ ขณะหนึ่งขณะใดก็ได้
(๒) ห้ามมิให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อในกิจการประเภทใดๆ เพิ่มขึ้นหรือสูงกว่าอัตราที่กำหนด ทั้งนี้ จะกำหนดเป็นอัตราส่วนกับยอดเงินทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้สินเชื่อ หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อในแต่ละกิจการ ณ ขณะหนึ่งขณะใดก็ได้


-------------------------------

(๔) มาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค

ได้มีการกำหนดกลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ

(๑) การกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชน ทั้งในฐานะผู้ฝากเงิน ผู้ขอรับสินเชื่อ หรือในฐานะผู้ติดต่อกับสถาบันการเงิน

(๒) กรณีค่าธรรมเนียม อัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ หรือค่าฤชาธรรมเนียมอื่น

(๓) การทำสัญญา รวมถึงเรื่องข้อสัญญาที่มีลักษณะไม่เป็นธรรม



มาตรา ๓๙ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินประเภทหนึ่งประเภทใดถือปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การรับฝากเงิน การรับเงินจากประชาชน การกู้ยืมเงิน การลงทุน การให้สินเชื่อการก่อภาระผูกพัน และการประกอบธุรกิจอื่นที่สถาบันการเงินนั้นดำเนินการได้
(๒) การทำนิติกรรมหรือสัญญากับประชาชน ผู้บริโภค หรือลูกค้ารายย่อยในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งมีทุนทรัพย์หรือมูลค่าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาสาระ วิธีการคำนวณผลประโยชน์หรือแบบสัญญา
(๓) การทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล โดยให้มีการระบุวงเงินของต้นเงินในสัญญา หรือมิให้มีการทำข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน
ในกรณีที่เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลาที่มีกำหนดแน่นอน และสถาบันการเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้ภายในเวลาหกเดือน ให้สถาบันการเงินแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบ
(๔) ข้อที่ต้องปฏิบัติหากนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นให้สิทธิแก่สถาบันการเงินที่จะเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ฝ่ายเดียว
(๕) การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงิน

มาตรา ๔๐ ให้สถาบันการเงินแจ้งและแสดงวิธีการและรายละเอียดในการคำนวณอัตราค่าบริการรายปีให้ประชาชนและลูกค้าผู้มาขอสินเชื่อทราบ


อัตราค่าบริการรายปีตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจากประชาชนและลูกค้าต่อปีในการให้สินเชื่อ ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ย ส่วนลด และค่าบริการ

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดวิธีการคำนวณอัตราค่าบริการรายปีให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติได้


---------------------------------------

ข้อมูลอ้างอิง : พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
ภาพประกอบจาก http://managed-forex-accounts.net/images/home-1-125x188.jpg

กิตติบดี

สถาบันการเงิน : คุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันการเงิน

คุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันการเงิน







ด้วยเหตุที่การประกอบธุรกิจสถาบันการเงินต้องอยู่บนพื้นฐานของ หลักความน่าเชื่อถือ (Credibility) ดังนั้น การพิจารณาถึงคุณสมบัติที่เหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม โดยคำนึงถึง ความรู้ความสามารถ ศักยภาพ และคุณธรรมจริยธรรม (การมีส่วนได้เสีย /สุจริต)


ผู้บริหารสถาบันการเงิน หมายถึง

บุคคลที่เป็นหรือมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย บริหารงาน หรือการดำเนินงานของสถาบันการเงิน


ตามมาตรา ๒๕ ในการแต่งตั้งผู้บริหารฯ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งบุคคลใหม่หรือแต่งตั้งบุคคลเดิมให้ดำรงตำแหน่งต่อไป


ตำแหน่ง (ชื่อเรียก)

ผู้บริหารฯ อาจมีชื่อเรียกตำแหน่ง เช่น กรรมการผู้บริหาร กรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอำนาจในการจัดการ* หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน** แต่ประเด็นสำคัญให้พิจารณาถึง อำนาจในการกำหนดนโยบาย บริหารงาน หรือการดำเนินงานของสถาบันการเงิน

*"ผู้มีอำนาจในการจัดการ" หมายความว่า
(๑) ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ กรรมการที่เป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินหรือบริษัท แล้วแต่กรณี หรือผู้ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น
(๒) บุคคลซึ่งสถาบันการเงินหรือบริษัททำสัญญาให้มีอำนาจในการบริหารงานทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ
(๓) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีอำนาจควบคุมหรือครอบงำผู้จัดการหรือกรรมการ หรือการจัดการของสถาบันการเงินหรือบริษัท ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนในการกำหนดนโยบายหรือการดำเนินงานของสถาบันการเงินหรือบริษัท

**"ที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน" ในที่นี้มีความหมายแตกต่างจาก การที่สถาบันการเงินว่าจ้างผู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะสาขามาทำงานให้แก่สถาบันการเงิน อาทิ

- ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

- ที่ปรึกษาด้าน IT

- ที่ปรึกษาด้านการลงทุนและเครือข่าย

- ที่ปรึกษาด้านภาษี

- ที่ปรึกษาด้านการเงินการธนาคาร

หรือ ที่ปรึกษาด้านงานอื่นที่ผู้บริหารให้ความสำคัญตามภารกิจและเป้าหมายของสถาบันการเงิน

สำหรับที่ปรึกษาของสถาบันการเงินที่อยู่ในข่ายของผู้บริหารนี้ ต้องเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหรือเสมือนเป็นกรรมการผู้บริหาร กรรมการ รองผู้จัดการ หรือผู้ช่วยผู้จัดการ เพราะในบางสถาบันการเงินเพียงใช้ชื่อเรียกตำแหน่งว่าที่ปรึกษา แทนที่จะเรียกชื่อกรรมการ รองผู้จัดการ หรืออื่นใด แต่แท้จริงทำงานในบทบาทของผู้บริหาร

คุณสมบัติของผู้บริหารสถาบันการเงิน

ตามมาตรา ๒๔ ได้กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้บริหารสถาบันการเงินไว้ดังนี้

ห้ามมิให้สถาบันการเงินแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นหรือทำหน้าที่ผู้บริหารสถาบันการเงิน

(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลายมาแล้วไม่ถึงห้าปี


(๒) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม


(๓) เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐฐานทุจริตต่อหน้าที่

(๔) เคยเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๕) เคยถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ตามมาตรา ๘๙ (๓) หรือมาตรา ๙๐ (๔) หรือตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๖) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงินแห่งอื่นอีกในเวลาเดียวกัน เว้นแต่ได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๗) เป็นผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการนอกเหนือจากตำแหน่งกรรมการของบริษัทที่ได้รับสินเชื่อหรือได้รับการค้ำประกันหรืออาวัลหรือมีภาระผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินนั้น เว้นแต่
(ก) เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงินซึ่งไม่ใช่กรรมการที่เป็นผู้บริหาร
(ข) เป็นกรณีที่ได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจในการจัดการที่ได้รับสินเชื่อ หรือได้รับการค้ำประกัน หรืออาวัล หรือมีภาระผูกพันอยู่กับสถาบันการเงินนั้น สามารถเป็นหรือทำหน้าที่ผู้บริหารสถาบันการเงินได้)

(๘) เป็นข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นใดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(๙) เป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเป็นผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เข้าไปแก้ไขฐานะการเงินหรือการดำเนินการของสถาบันการเงิน หรือเป็นการดำรงตำแหน่งในสถาบันการเงินที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ทั้งนี้ พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้ที่พ้นจากการเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ยังต้องห้ามไม่ให้รับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดดังกล่าว ไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิในการซื้อหุ้นของสถาบันการเงินนั้น

(๑๐) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติอื่นใด ทั้งนี้ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังได้มีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามเพิ่มเติม ได้แก่

(๑) เป็นบุคคลที่มีปัญหาในการชำระต้นเงิน หรือดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน

(๒) เป็นบุคคลที่เคยถูกธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สั่งถอดถอนจากการเป็นผู้บริหารสถาบันการเงิน หรือบริษัทหลักทรัพย์ใดมาก่อน เว้นแต่จะพ้นระยะเวลาที่กำหนดห้ามเป็นผู้บริหารมาแล้ว หรือได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แล้วแต่กรณี

(๓) เป็นบุคคลที่เคยถูกธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานของรัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่กำกับและควบคุมสถาบันการเงิน กล่าวโทษ ร้องทุกข์ หรือกำลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง หรือทุจริตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสถาบันการเงิน และหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่น เว้นแต่ปรากฎว่าคดีถึงที่สุดโดยไม่มีความผิด

(๔) เป็นบุคคลที่เคยทำหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการใด ๆ ที่มีลักษณะอันเป็นการหลอกลวงผู้อื่นหรือประชาชน

(๕) เป็นบุคคลที่มีประวัติเสียหาย หรือเคยมีพฤติกรรมที่แสดงถึงวิธีการทำธุรกิจที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่น่าเชื่อถือ

(๖) เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมที่แสดงถึงการทำงานอันส่อไปในทางไม่สุจริต

(๗) เป็นบุคคลที่มีการทำงานที่แสดงถึงการขาดจรรยาบรรณหรือขาดมาตรฐานในการประกอบธุรกิจสถาบันการเงินหรือการประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

(๘) เป็นบุคคลที่มีการบริหารงานที่แสดงถึงการละเลยการทำหน้าที่ตามสมควรในการกลั่นกรองหรือตรวจสอบดูแลมิให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาฝ่าฝืน หรือปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือขาดจรรยาบรรณ หรือขาดความรอบคอบที่พึงมีในการปฏิบัติหน้าที่อันอาจก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในธุรกิจสถาบันการเงินโดยรวม หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ฐานะหรือการดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ หรือต่อลูกค้าของธุรกิจสถาบันการเงิน

(๙) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(๑๐) เป็นบุคคลที่พ้นจากการเป็นพนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ครบ ๑ ปี ในตำแหน่งผู้อำนวยการขึ้นไป หรือตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นของส่วนงานต่าง ๆ หรือผู้บริหารส่วนหรือตำแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่นในส่วนงานที่สามารถล่วงรู้ข้อมูลของกิจการสถาบันการเงินตามอำนาจหน้าที่

อำนาจของผู้บริหารสถาบันการเงิน

---มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย บริหารจัดการสถาบันการเงิน---

หน้าที่ของผู้บริหารสถาบันการเงิน

(๑) หน้าที่ดำเนินกิจการของธุรกิจสถาบันการเงิน

(๒) หน้าที่ประกอบธุรกิจโดยอาศัยหลัก "บุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง" (Professional Duty of Care)

(๓) หน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารสถาบันการเงิน

มาตรา ๒๗ ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารงานสถาบันการเงินนั้น ซึ่งรวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่เดือนนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ชำระแล้วเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตามความเป็นจริง

มาตรา ๒๘ กรรมการต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อผู้ถือหุ้น หรือผู้ฝากเงิน หรือผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดจากการระดมเงินจากประชาชนของสถาบันการเงิน เพื่อความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือผู้ตรวจการสถาบันการเงินสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ทุจริตหรือมีส่วนในการไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว


-------------------------------
หมายเหตุ มาตราตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
ภาพประกอบจาก

กิตติบดี


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สถาบันการเงิน : การคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง การติดตามทวงหนี้

การทวงหนี้ของสถาบันการเงิน
---------------------------------------------------

ในทางปกติการใช้ประโยชน์จากเงินของธนาคาร คือการนำเงินไปให้สินเชื่อ ซึ่งอาจจะประสบปัญหาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ต้องมีการบอกกล่าว ทวงถาม ติดตามให้ชำระหนี้ ก่อนดำเนินการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ต่อไป
ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏในหลายกรณีว่า ในการติดตามทวงหนี้ได้มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ หรือสร้างความเดือดร้อนเกินสมควรให้แก่ลูกหนี้ หรือ เจ้าหนี้อาจจะใช้สิทธิที่เกินพอดีไป ดังนั้น จึงได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ให้ได้มาตรฐานและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหนี้
รูปแบบ
๑. ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้เอง
๒. ผู้ประกอบธุรกิจว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้
วิธีการ
"ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้จนเกินควร"
ขอบเขต
หลักการนี้ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Non Bank
แนวปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ มีดังต่อไปนี้
๑. ผู้ประกอบธุรกิจควรคำนึงถึงเวลาและความถี่ในการติดตามเพื่อการติดตามทวงหนี้
ให้ดำเนินการภายใน ๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. ในวันธรรดา ส่วนวันหยุดราชการ ให้ดำเนินการภายในเวลา ๘.๐๐- ๑๘.๐๐ น. ทั้งนี้ ความถี่ให้คำนึงถึงความเหมาะสม
๒. การแสดงตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงหนี้
๓. วิธีการเรียกเก็บหนี้
ต้องไม่เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ ไม่ใช้ความรุนแรงอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ไม่ปลอมแปลงบิดเบือนข้อมูล เอกสารและแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิด การทวงหนี้ไม่มีลักษณะของการข่มขู่ หรือคุกคามในลักษณะที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีลักษณะของการรบกวนสิทธิ หรือรังควานลูกหนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร ในที่นี้ หมายถึงการใช้คำที่สุภาพ หรือไม่ใช้คำหยาบคายที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ลูกหนี้
ประเด็นสำคัญ
๔. ต้องมีการเก็บรักษาความลับของลูกหนี้ กล่าวคือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพในการเก็บรักษาความลับของลูกค้า (ลูกหนี้) ไม่เปิดเผยข้อความในการมีหนี้สินให้ลูกหนี้อับอาย หรือรบกวนสิทธิตามปกติสุขของคนทั่วไป
๕. การรับเงินจากลูกหนี้
ต้องมีหลักฐานการรับเงินที่เหมาะสมและมีผลในการชำระหนี้ตามกฎหมาย
ข้อสังเกต
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเลือกผู้ว่าจ้างให้ดำเนินการแทนตนนั้น ต้องรับผิดชอบในผลของการกระทำที่ผู้ว่าจ้างได้กระทำเสมือนว่าตนเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินจะต้องให้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการเลือกผู้ว่าจ้างที่ให้บริการเรียกเก็บหนี้ (พิจารณาคุณสมบัติ ระบบงาน ความน่าเชื่อถือ และระบบการเก็บรักษาความลับ เป็นต้น)
-----------------------------------------------
สภาพปัจจุบัน ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจากการทวงหนี้อยู่หลายราย เนื่องจาก การติดตามทวงหนี้ที่ไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน หลายคนอาจแย้งว่า หากลูกหนี้ไม่ผิดนัดก็คงไม่มีปัญหาอะไร กรณีเช่นนี้ ต้องจำแนกแยกแยะให้ชัดว่า การเป็นลูกหนี้ กับการละเมิดสิทธิของลูกหนี้เป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกับนิติกรรม-นิติเหตุ หมายความว่า การเป็นลูกหนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะมีอำนาจในการกระทบสิทธิของลูกหนี้ได้
ประการสำคัญ ผมว่าเรื่องดังกล่าวต้องพิเคราะห์ให้ดีว่า ความผิดจากการผิดนัดคงไม่ได้อยู่ที่ลูกหนี้อย่างเดียว ปัจจัยอาจเกิดจากตัวเจ้าหนี้เอง ทำไมเจ้าหนี้ไม่วิเคราะห์ถึงศักยภาพของการชำระคืน หรือการเรียกหลักประกันเพื่อบังคับเอาแก่หลักประกัน หรือแม้แต่นโยบายการให้สินเชื่อที่คำนึงถึงเรื่องการตลาด จนมอมเมาให้คนหลายคนเป็นหนี้ทั้ง ๆ ที่ตนมีศักยภาพน้อย/จำกั หรือบางรายไม่มี เป็นต้น รวมถึงการเรียกให้ชำระหนี้ ซึ่งตามกฎหมาย "เจ้าหนี้ต้องบังคับชำระหนี้เอากับลูกหนี้โดยพลัน" แต่ข้อเท็จจริง เจ้าหนี้บางรายรอให้เกือบครบอายุความแล้วค่อยดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อหวังผลเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด และ/หรือเบี้ยปรับ จนทำให้ยอดหนี้ท่วมมูลหนี้หลายเท่าตัว อย่างนี้....ท่านว่าเป็นธรรมหรือไม่....
........................................................
หมายเหตุ
มาตรา ๒๗ ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารงานสถาบันการเงินนั้น ซึ่งรวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่เดือนนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ชำระแล้วเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตามความเป็นจริง
มาตรา ๓๙ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินประเภทหนึ่งประเภทใดถือปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การรับฝากเงิน การรับเงินจากประชาชน การกู้ยืมเงิน การลงทุน การให้สินเชื่อการก่อภาระผูกพัน และการประกอบธุรกิจอื่นที่สถาบันการเงินนั้นดำเนินการได้
(๒) การทำนิติกรรมหรือสัญญากับประชาชน ผู้บริโภค หรือลูกค้ารายย่อยในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งมีทุนทรัพย์หรือมูลค่าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาสาระ วิธีการคำนวณผลประโยชน์หรือแบบสัญญา
(๓) การทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล โดยให้มีการระบุวงเงินของต้นเงินในสัญญา หรือมิให้มีการทำข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน
ในกรณีที่เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลาที่มีกำหนดแน่นอน และสถาบันการเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้ภายในเวลาหกเดือน ให้สถาบันการเงินแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบ
(๔) ข้อที่ต้องปฏิบัติหากนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นให้สิทธิแก่สถาบันการเงินที่จะเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ฝ่ายเดียว
(๕) การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงิน
-----------------------------------
(อ้างอิง : แหล่งข้อมูลจากแนวปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย)
กิตติบดี

สถาบันการเงิน : ขอบเขตการสอบปลายภาค

ขอบเขตการสอบปลายภาควิชากฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงิน

ประเด็น
๑. การประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน
๒. ขอบเขตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์
๓. ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ประกอบด้วย ธุรกรรม Factoring ธุรกรรมการให้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบ Leasing
๔. กรรมการผู้บริหารสถาบันการเงิน
๕. การกำกับสถาบันการเงิน ประเด็น การดำรงเงินสำรองตาม Basel II
๖. การให้สินเชื่อ
๗. ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน
๘. การคุ้มครองผู้บริโภค กรณีการทวงหนี้ลูกหนี้

สอบปลายภาค : ๕๐ คะแนน
ไม่อนุญาตให้ใช้เอกสารเข้าห้องสอบ

พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๔, ๕, ๙,๑๑,๑๒,๒๔,๒๕,๒๗,๒๙,๓๐,๓๑,๓๖,๓๙,๔๑,๔๘ รวม ๑๕ มาตรา

----------------------------------

กิตติบดี

กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
---------------------------------------------
เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒
สถานที่ ห้องแก่นนคร โรงแรมเจริญธานี จ.ขอนแก่น
จัดโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม



เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้จัดอบรมในหลักสูตรกระบวนการยุติธรรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการบริหารงานยุติธรรม โดยผมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้ารับการอบรม ในหัวข้อ “กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน”

เปิดประเด็น
(๑) กระบวนการยุติธรรมควรให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนใช่หรือไม่ (OUGHT)
--ใช่--
(๒) กระบวนการยุติธรรมให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือไม่ (IS)
--ไม่แน่ใจ--

เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เพราะ ความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกัน

หลักการพื้นฐาน

(๑) กระบวนการยุติธรรม คืออะไร

กระบวนการยุติธรรม หมายความว่า ขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชน


กระบวนการยุติธรรม สามารถแบ่งได้หลายทาง ได้แก่ กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญา กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง กระบวนการยุติธรรมทางแรงงาน เป็นต้น ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียงทางอาญาและทางแพ่งเท่านั้น

· กระบวนการยุติธรรมทางอาญา หมายถึง ขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติในคดีทางอาญา โดยกระบวนการยุติธรรมทางอาญานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษตามโทษานุโทษที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย (มาตรา ๒ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้) ซึ่งมีบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่
ผู้เสียหาย (โจทก์) – ผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย)
ผู้เสียหาย (โจทก์) – ผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย)
ตำรวจ (เมื่อเกิดการกระทำที่เป็นความผิดทางกฎหมายอาญา)
อัยการ
ศาล
กรมราชทัณฑ์ (สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก)

· กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง หมายถึง ขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติในคดีทางแพ่ง โดยกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้ผู้กระทำผิด (ผิดนัด ผิดสัญญา – ละเมิด) ที่เรียกว่าลูกหนี้ ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งบุคลากรในกระบวนการนี้ประกอบด้วย
ผู้เสียหาย/เจ้าหนี้ (โจทก์)-ลูกหนี้ (จำเลย)
ศาล
กรมบังคับคดี

(๒) กระบวนการยุติธรรมกับหลักการขั้นพื้นฐาน
หลักการที่ ๑ กระบวนการยุติธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม (Rule of Law)
หลักการที่ ๒ กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process of Law)
หลักการที่ ๓ กระบวนการยุติธรรมต้องยึดมั่นในธรรมาภิบาล (Good Governance)
หลักการที่ ๔ กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส (Transparency)
หลักการที่ ๕ กระบวนการยุติธรรมต้องตรวจสอบได้ (Accountability)
หลักการที่ ๖ กระบวนการยุติธรรมต้องยึดมั่นในความถูกต้องและชอบธรรม (Integrity)

(๓) ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ?
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ได้ถูกหยิบยกพูดกันหลายเวที ในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่วลีของคำว่า “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” สรุปได้ความว่า
๑. กระบวนการยุติธรรมขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. กระบวนการยุติธรรมไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. กระบวนการยุติธรรมบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน

ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจำแนกตัวกระบวนการยุติธรรม ออกเป็น “กระบวนการ/ขั้นตอน” และ “บุคลากรในกระบวนการ”

๑. กระบวนการ/ขั้นตอนขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. กระบวนการ/ขั้นตอนไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. กระบวนการ/ขั้นตอนบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน
และเช่นกัน
๑. บุคลากรขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. บุคลากรไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. บุคลากรบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน

ท่านจะเห็นได้ว่า ตัวกระบวนการ กับ ตัวบุคลากร มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ หากกระบวนการขาดประสิทธิภาพ แต่บุคลากรมีประสิทธิภาพ ระบบไม่เอื้อต่อการทำงาน มันก็ไม่เวิร์ค ในทางกลับกันกระบวนการมีประสิทธิภาพ แต่คนไร้ประสิทธิภาพ ก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้น ในทางอุดมคติมันต้องพัฒนา แก้ไขควบคู่กัน แต่ในความเป็นจริงถ้าจะต้องเลือก ก็คงถ่ายน้ำหนักไปที่ “วางระบบ” มากกว่า “ตัวคน” ทั้งนี้ เพราะ กระบวนการที่ดีจะความชัดเจนให้แก่ประชาชน ในการมีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

(๔) จุดเริ่มของกระบวนการยุติธรรม
ผมขอฉายให้เห็นภาพรวมถึง ขั้นตอนการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้
อำนาจอธิปไตย แบ่งอำนาจเป็น ๓ อำนาจ ได้แก่
๑. อำนาจบริหาร
ทำหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย
กระทรวงยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก กรมราชทัณฑ์ ปปง. ปปส. กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
๒. อำนาจนิติบัญญัติ
ทำหน้าที่ ตรากฎหมายและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
๓. อำนาจตุลาการ
ทำหน้าที่ พิจารณาพิพากษาอรรถคดี และปรับใช้กฎหมาย ได้แก่ ศาล (อันประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร และศาลชำนัญพิเศษอื่น)

หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่ หลักการที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของพลเมือง” ซึ่งตามรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หมายความว่า การใช้อำนาจของทั้งสามอำนาจนั้น ต้องเพื่อประโยชน์ของพลเมือง หรืออย่างน้อยที่สุดผู้ใช้อำนาจนั้น ต้องเกรงใจต่อเจ้าของอำนาจอธิปไตย


ดังนั้น จุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ควรเริ่มตั้งแต่กระบวนการยกร่างกฎหมาย ตรากฎหมาย (อำนาจนิติบัญญัติ) มาสู่การใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม (อำนาจบริหาร) และท้ายสุดกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี (อำนาจตุลาการ) ซึ่งต้องยึดโยงและสัมพันธ์กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(๕) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อ้างอิง : ความตอนหนึ่งในคำประกาศเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ เนื่องในการเสวนา ๖๐ ปี สิทธิมนุษยชนสากลกับคดีที่ดินคนจน

มีดังนี้ “.....เช่นนี้แล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะยุติปัญหาดังกล่าวได้ คือ สังคมโดยรวมต้องรับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ดินขึ้นในสังคมไทย โดยเร็วที่สุด ทั้งโดยการนำเสนอต่อรัฐบาล และรัฐสภาให้เร่งตรากฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร การดำเนินนโยบายกระจายการถือครองที่ดิน โดยผ่านมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการจำกัดขนาดการถือครองที่ดิน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรม ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการถือครองทำประโยชน์ที่ดินของประชาชนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงหลักแห่งความเป็นจริง และบริบททางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป หาไม่แล้ว ประชาชนโดยส่วนใหญ่จะยังคงเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เช่นเดิม...”

ยกตัวอย่างข้างต้น เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า บางทีกฎหมาย/กระบวนการยุติธรรมก็ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ออกกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเขตป่าไม้ ซึ่งมีผลกระทบให้ผู้คนในพื้นที่ที่ถูกขีดเส้นต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด และดำเนินขั้นตอนทางกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ เช่น กำหนดวงเงินประกันสูง เป็นต้น

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามองทุกอย่างเป็นกระบวนการ เป็นสายพานส่งต่อ ๆ กันไป @–กระทำผิดกฎหมาย –-จับกุม— ส่งฟ้อง—เข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล—ตัดสิน—ลงโทษ ถ้าพบว่ามีความผิด--@ สุดท้ายมันมาประดังในชั้นสุดท้าย คือ ระบบงานราชทัณฑ์ ซึ่งเกิดปัญหาคนล้นเรือนจำ เพราะฉะนั้น หากพิจารณาการบริหารงานยุติธรรมแบบย้อนกลับ เราจะลดจำนวนผู้ต้องขังได้อย่างไร

๑. ต้องสร้างกลไก/มาตรการในการลดจำนวนคดีเข้าสู่กระบวนการ
๒. ต้องสร้างกลไก/มาตรการในการนำจำนวนคดีออกจากกระบวนการ
๓. ต้องสร้างกลไก/มาตรการกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการ

ไม่ใช่เริ่มต้นจาก Process ในกระบวนการยุติธรรม ต้องเริ่มจากการออกกฎหมาย อย่างที่กล่าวในหลักการว่า การใช้อำนาจต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ

การตรากฎหมาย ต้องไม่ให้สร้างปัญหาของการเพิ่มจำนวนผู้กระทำความผิด หรืออย่างน้อยรัฐต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อใช้จำแนกผู้กระทำก่อนหรือฝ่าฝืนกฎหมายในภายหลังให้ชัดเจน

การใช้อำนาจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเกรงใจประชาชน ตรงนี้สำคัญเพราะเป็นเรื่องของทัศนคติ : อำนาจนิยม หรือ เสรีนิยม เช่น ระบบการออกหมายจับหรือการคุมขังบุคคล ซึ่งในปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ “การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ” โดยในความเป็นจริงนั้น เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมาย ตามขั้นตอน ตามระเบียบ –ไม่ผิดกฎหมาย— แต่ไม่คำนึงถึงความเหมาะควร เช่น จับในเวลากลางคืน กับผู้ต้องหาที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมร้ายแรงอะไร หรือแม้แต่ การใช้ดุลพินิจในการออกหมายจับก็ตาม ขาดมิติของการใช้อำนาจที่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของมนุษย์ เพราะคุ้นชินกับทัศนคติฝ่ายอำนาจนิยม ---หมายเหตุ หลักนิติรัฐ มิใช่ใช้อำนาจที่มีตามกฎหมาย แต่หากอยู่ที่การใช้อำนาจต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรม

พอจับกุมบุคคลเพื่อนำมาสอบสวนค้นหาความจริง ต้องปฏิบัติโดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติกับเค้าเสมือนเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้ นี่ไม่นับรวมถึงการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากสอบสวนแล้วปรากฏว่า พยานหลักฐานในสำนวนอ่อน หรือไม่สามารถกล่าวหาเค้าได้ ก็ต้องปล่อย

พอมาถึงชั้นอัยการ ซึ่งตามกระบวนการแล้ว มีหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงของชั้นเจ้าพนักงาน ต้องกลั่นกรองข้อเท็จจริง/สำนวนคดีว่ากระทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย/ระเบียบ และน่าเชื่อถือรับฟังได้หรือไม่เพียงใด –บทบาทในการตรวจสอบตรงนี้ สามารถลดจำนวนปริมาณคดีและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมาก เช่น ใช้อำนาจตามกฎหมายในการไม่สั่งฟ้อง การชะลอการฟ้องคดี หรือบทบาทในการไกล่เกลี่ยคู่กรณี เป็นต้น

เมื่อคดีนำเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ศาลต้องตรวจสอบความจริงทั้งก่อนประทับรับฟ้อง และในชั้นพิพากษาคดีความ

ฉะนั้น ผมเห็นว่า ในการใช้อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรม จักต้องควบคู่ไปกับการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับ มาตรา ๒๖ รธน. ได้เขียนไว้ชัดว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ

-------------------------
ข้อน่าคิด ส่วนมากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม มักยึดหลักว่า อะไรถูกก็ว่าตามถูก สิ่งใดผิดก็ว่าไปตามผิด ---แต่ขอเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมว่า ถูกก็ว่าไปตามถูก (ไม่เถียง) แต่อะไรที่ผิด ก็แก้ไขให้มันถูกมิได้หรือ ? เพราะกระบวนการยุติธรรมคงมิใช่มีไว้แปลงสภาพคนให้เป็นนักโทษ หากอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมต้องเอื้อต่อการพัฒนาคน สังคม เศรษฐกิจและการเมือง เราต้องเห็นถึงความผิดปกติของการจำคุกแม่ที่ขโมยลูกขนุนเพื่อให้ลูกกิน มากกว่าการปรับใช้กฎหมายครบองค์ประกอบฐานความผิดลักทรัพย์ เหมือนกับการล่อซื้อกรณีนักศึกษาขายบริการทางเพศ แล้วถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนแห่งกระบวนการยุติธรรม

หรือเหมือนกับกรณีนักศึกษาถูกแจ้งความจับข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของเพื่อน เพราะความอยากได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ด้วยความคะนองของวัยรุ่น และผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ในชั้นตำรวจนักศึกษายอมรับสารภาพ แต่คดีไม่อาจยอมความได้ อัยการส่งฟ้อง ศาลตัดสินมีความผิด และนักศึกษารายนั้นมีประวัติอาชญากรติดตัว (ผิดว่าไปตามผิด ?—หรือ—ผิดก็แก้ไขให้มันถูกได้ไหม?)
-----------------------
บทส่งท้าย
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ “การปลูกฝังทัศนคติของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม” เพราะบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เป็นนักกฎหมาย ซึ่งโดยระบบการศึกษากฎหมายในปัจจุบัน ได้ถูกเกลื่อนกลืนตามองค์กรวิชาชีพค่อนข้างมาก (ในบางที่ถ้าไม่กล้าหาญพอ อาจถึงขนาดถูกครอบงำได้) จนทำให้ขาดมิติของการสอนให้ทราบถึงคุณค่าหรือคุณธรรมที่อยู่เบื้องหลังกฎหมาย : ผมเห็นว่าไม่เสียหายอะไร หากการศึกษาวิชานิติศาสตร์จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกปีหรือสองปี แต่ทำให้นักกฎหมายเป็นผู้ใช้อำนาจอย่างที่หัวสมองสัมพันธ์กับหัวใจ
-----------------------------------------------------------------

มีผู้กล่าวไว้ว่า : ประเทศที่เจริญแล้ว เค้าพยายามทำให้หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์
แต่ประเทศที่ยังไม่พัฒนา เค้าพยายามทำให้มนุษย์เป็นหุ่นยนต์
--------------------------------------------------
หมายเหตุ
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่
กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่
กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
(วรรคสอง) ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
(วรรคสาม) ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอ
ข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
(๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง
รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ

-------------------------------------------------------------
กิตติบดี

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Banner : LAW KKU.



สังคมแห่งนิติรัฐ



รักษ์สิ่งแวดล้อม



สังคมแห่งนิติรัฐ



ส่งเสริม "วัฒนธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน"



รณรงค์ "สังคมแห่งนิติรัฐ"


-------------------------
กิตติบดี

โรงเรียนสอนกฎหมายสอนอะไร ?




โรงเรียนสอนคนให้มีหลักการ ?

เมื่อผู้อาวุโสได้ไต่ถามว่า



คำถาม : ทำไมเขา/เธอถึงอยากเรียนนิติศาสตร์
คำตอบ : ผม/หนูอยากช่วยเหลือสังคม คนยากจน อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม จะนำความรู้ที่ได้รับไปประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประเทศชาติ



บ้างอยากเป็นผู้พิพากษา บ้างก็อยากเป็นอัยการ บ้างอยากเป็นทนายความ ตำรวจ ทหาร บ้างก็อยากเป็นนักการเมืองไล่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันนายกรัฐมนตรี



บ้างก็อยากเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ตลอดจนอยากมีความรู้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในกิจการของตน



บ้างก็อยากจะตอบไปว่า ไม่รู้จะไปร่ำเรียนอะไร เลยเลือกเรียนนิติศาสตร์เพราะตนเองไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในตัวเลข รวมถึงภาษาอังกฤษก็บกพร่อง เลยมาเรียนกฎหมายที่เห็นใคร ๆ บอกว่าท่อง ๆ ๆ ๆและท่อง...จำอย่างเดียว เดี๋ยวก็จบ แต่ความย่อหน้านี้คงมีน้อยคนนักที่หาญกล้าตอบแก่ผู้อาวุโส (หากยังไม่คุ้นเคย)ส่วนใหญ่เพียงคิดแต่ทดไว้ในใจเสมอมา



บ้างก็ตอบว่า ผม/หนูเป็นลูกกตัญญูเรียนไปตามใจคุณพ่อคุณแม่ หรือบางรายเลือกเรียนเพราะชีวิตนี้เป็นผู้ตามที่ดี เพื่อนไปไหนเราไปด้วย อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากราย

ว่าไปกระไรได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้เลือกเรียนนิติศาสตร์นั้น ย่อมไม่เท่ากับหนึ่งโอกาสที่ได้เข้าเรียน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศาสตราจารย์กฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “อันวิชาชีพกฎหมายจะมีเกียรติภูมิสูงส่งเพียงไร วิชาการด้านกฎหมายจะพัฒนาไปเพียงไร และมหาวิทยาลัยตลอดจนสถาบันอบรมศึกษาวิชากฎหมายจะมีศักดิ์สูง เพราะได้รับการรับรองวิทยฐานะจากสถาบันกฎหมายในนานาประเทศหรือไม่เพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการสร้างนักกฎหมาย และการวางรากฐานแห่งวิชาชีพกฎหมาย นั่นคือ การจัดการศึกษาวิชากฎหมายนั่นเอง”



ประมาณได้ว่า ผลไม้จะหวานชวนน่าลิ้มลอง ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้นั้นแล ซึ่งมาตรว่าหากต้นไม้นั้นเป็นพิษ ผลย่อมเป็นพิษตามเช่นกันฉันใด สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัย)ที่สอนนิติศาสตร์จะไปสู่ความเป็นเลิศทางนิติศาสตร์ย่อมต้องพึงสังวรด้วยเช่นกันฉันนั้น


การจัดการศึกษานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น เพื่อพร่ำสอนและคาดหวังให้นักศึกษาที่เรียนนิติศาสตร์จักเป็น “นักศึกษานิติศาสตร์” มิใช่เป็นแค่เพียงนักศึกษาที่รู้ตัวบทกฎหมายและ/หรือเพียงแค่วินิจฉัยกฎหมายได้เท่านั้นที่เรียกว่า “นักศึกษากฎหมาย” เพราะคำว่า “นิติศาสตร์” ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” ซึ่งคำว่า “นิติศาสตร์” มีความหมายที่ลุ่มลึกและพิสดารกว่าคำว่า “กฎหมาย” อยู่หลายช่วงตัวนัก ความข้อนี้ขอให้สังเกตว่า ทำไมในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะเข้าศึกษานิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีได้จะต้องสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสาขาหนึ่งสาขาใดมาก่อน หรือประเทศอังกฤษ การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยจะใช้วิธีการจัดสอบรวมของส่วนกลาง หรือบางมหาวิทยาลัยคัดเลือกโดยข้อสอบตรง โดยที่จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะนักศึกษาพวกหัวกะทิมาเรียนเท่านั้น หรือในประเทศในระบบประมวลกฎหมายอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศสนั้น มีลักษณะคล้าย ๆ กับประเทศไทย แต่ความเข้มข้นของการศึกษาอยู่ที่ปีหนึ่งขึ้นปีที่สอง หากไม่มีความสามารถหรือไม่ตั้งใจเล่าเรียนจริง ๆ จะสอบไม่ผ่านขึ้นปีที่สอง คือ รับนักศึกษาเข้ามาก่อนแล้วใช้ความเข้มข้นของวิชาการและความขยันอดทนของนักศึกษาเป็นเครื่องคัดกรองนักศึกษาออกไปตั้งแต่อยู่ชั้นปีแรก หรือในประเทศเยอรมนี นักศึกษาจะได้ปริญญานิติศาสตร์หรือไม่นั้น เมื่อเรียนจบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย รัฐบาลจะเป็นผู้จัดทดสอบเพื่อวัดผลว่าเหมาะสมที่จะได้รับใบปริญญานิติศาสตร์หรือไม่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ที่ศึกษานิติศาสตร์เมื่อจบออกไปทำงานในสายวิชาชีพล้วนแต่มีเนื้อหาสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน จึงจำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรับผิดชอบในระดับสูง เพื่อไปรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคม รวมไปถึงมีบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชนไล่เรียงตั้งแต่ระดับรากไปจนกระทั่งชั้นสูงสุด ดังคำที่ว่า นิติศาสตร์หรือนีติศาสตร์ --- ศาสตร์แห่งผู้นำ---เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ซึ่งความสำคัญดังกล่าว จึงทำให้ในการศึกษานิติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาผู้นั้นจะจำได้หมายรู้เพียงตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น



คำว่า นิติศาสตร์ หมายความว่า วิชาที่ว่าด้วยกฎหมาย แต่คำว่า กฎหมาย หมายความเพียงว่า บทบัญญัติหรือคำสั่งที่ตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจที่ใช้บังคับในสังคม
จำแนกได้ว่า วิชานิติศาสตร์ ข้อเท็จจริง คุณค่า

เพราะ เมื่อนักศึกษานิติศาสตร์เป็นที่คาดหวังของสังคมและ/หรือจะต้องออกไปรับใช้สังคมตามที่พวกเขาชอบกล่าวอ้างตามพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเสมอ ๆ ว่า My life is service (ชีวิตของข้าพเจ้าคือการรับใช้) ดังนั้นแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการศึกษานักศึกษาจึงต้องอาศัยสรรพกำลังต่าง ๆ เพื่อให้ตนมีความรู้ในเนื้อหาของกฎหมายในรูปข้างต้นได้แก่วงกลมตรงกลาง กล่าวคือ นักศึกษาต้องรู้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถ่องแท้เพื่อใช้ยึดเป็นหลักและต้องปักหลักนั้นให้มั่นคง แข็งแรง โดยอาศัยคำพิพากษาของศาลมาใช้เป็นอุทาหรณ์ประกอบให้เข้าใจบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ อย่างแจ่มชัด และประยุกต์ใช้ได้อย่างแยบคาย

เท่านั้นหาเพียงพอไม่ นักศึกษาต้องสาวลึกให้ได้ว่า บทบัญญัตินั้น ๆ มีที่มาอย่างไร นักศึกษาจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหยั่งรากลึกถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ หรือข้อเท็จจริงแห่งหลักกฎหมายนั้น ๆ ว่าคืออะไร ดังคำสุภาษิตจีนที่ว่า “ยิ่งโน้มคันศรยิ่งมากเพียงใด ลูกธนูที่ยิ่งออกไปยิ่งพุ่งตรงสู่เป้าหมายแรงยิ่งขึ้นเป็นทวี”



ลองตรองดูว่า เมื่อนักศึกษาตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ ท่องตัวบท อ่านฎีกา นักศึกษาย่อมหมายรู้ได้ว่า “มาตรา ๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามแก่นักศึกษาว่า “มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งมีสภาพบุคคลหรือไม่” นักศึกษาท่านนั้นหยุดตรึกตรองและวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดตามบุคลิกนักกฎหมายว่า มนุษย์โคลนนิ่งไม่มีสภาพบุคคลเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๕ เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการคลอด ดังนั้น จึงไม่มีสภาพบุคคล และนักศึกษากฎหมายท่านนั้นยังทรงแสดงภูมิรู้เป็นของแถมต่อไปอีกว่า เมื่อไม่มีสภาพบุคคลจึงทำให้ไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ...




แต่กระนั้น เด็กน้อยอาจสะกิดถามคุณแม่ของตนว่า แม่จ๋ามนุษย์โคลนนิ่งนั้นก็เหมือนกับเรามีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ใช่มนุษย์หละ เด็กน้อยคนนั้นคงถามโดยสามัญสำนึกแบบเด็ก ๆ อย่างนี้กระมังที่ หลายต่อหลายคนค่อนขอดนักกฎหมายไทยว่า “เป็นพวกโง่ที่มีหลักการ”

อะไรหละหรือทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะนักศึกษานิติศาสตร์ไม่พยายามศึกษาถึงนิติศาสตร์ในทางคุณค่าและ/หรือพยายามค้นหาปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังบทบัญญัติแห่งกฎหมาย



ฉะนั้น จะมีนักกฎหมายอยู่มากรายเมื่อสำเร็จการศึกษาไปทำงานประกอบอาชีพทางกฎหมาย มักจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตน จนละเลยคำตอบที่เคยพรั่งพรูให้แก่ผู้อาวุโสที่ถามเอาไว้ก่อนเข้าเรียนนิติศาสตร์ เช่น ใช้มาตรา ๔๒๓ ในทางละเมิด โดยหารู้ถึงคุณค่าของกฎหมายและ/หรือตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากแต่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หรือเบียดเบียนบีฑาผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย แม้ความดังกล่าวพ่อของแผ่นดินได้เตือนสตินักกฎหมายไว้แล้วว่า “กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของความยุติธรรม” อย่างนี้อีกกระมังที่ หลายคนจึงดูถูกนักกฎหมายว่า “เป็นพวกหัวหมอ”


ถึงเวลานี้....ยังมิอาจหยั่งทราบได้เหมือนกันว่า นักศึกษาที่เรียกตนเองว่า “นักศึกษานิติศาสตร์” จักได้รู้หรือยังว่า ตนเอง ต้องรู้อะไร ? ควรรู้อะไร ? และท้ายที่สุด อยากรู้อะไร ?


กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...