วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หลักกฎหมายเอกชน : การเรียกชื่อกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ : บรรพ ๑ หลักทั่วไป
ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
ข้อความเบื้องต้น : การเรียกชื่อกฎหมาย
มาตรา ๑ บัญญัติว่า “กฎหมายนี้ให้เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์”
มาตรา ๑ เป็นเครื่องยืนยันอย่างดียิ่งว่า ประเทศไทยได้จัดร่างประมวลกฎหมายต่าง ๆ โดยยึดตามระบบประมวลกฎหมาย (Codified Law) (ผู้เขียน : สมัยรัชการที่ ๕ เรียกว่า “วิธีกฎหมายประมวญธรรม” คือการจัดกฎหมายเป็นมาตราเป็นลักษณะหมวดหมู่ คือระบบประมวลกฎหมายตามแถบประเภทภาคพื้นยุโรปนั้นเอง) ภายหลังได้รับอิทธิพลจากประเทศตะวันตก โดยมีการจัดทำร่างประมวลกฎหมายอาญาก่อน ในรัชกาลที่ ๕ (ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำพาประเทศไปสู่อารยประเทศ (Civilization State) ซึ่งถูกเรียกว่า “ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗” เหตุผลที่จัดทำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวก่อนกฎหมายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมนั้น สืบเนื่องจาก กฎหมายอาญาถือเป็นประมวลกฎหมายที่ร่างได้ง่ายที่สุด และผู้ทำหน้าที่ใช้กฎหมาย ได้แก่ ศาลต่าง ๆ สามารถเข้าใจเนื้อหาของกฎหมายได้ง่าย (กิตติศักดิ์ ปรกติ. การปฏิรูประบบกฎหมายไทยภายใต้อิทธิพลยุโรป, หน้า ๑๖๖.)
สำหรับประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์นั้นได้ถูกจัดร่างทำขึ้นเป็นลำดับถัดจากกฎหมายอาญา โดยประเทศไทยได้รวมเนื้อหาของกฎหมายทั้งสองประเภทไว้ด้วยกัน (กฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณิชย์) ไว้อยู่ในรูปประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และในการยกร่างประมวลกฎหมายนี้ได้ยกร่างบรรพ ๑ และบรรพ ๒ เป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทย
บรรพ ๒ (หลักทั่วไป) และบรรพ ๒ (หนี้) ได้มีการประกาศใช้กฎหมาย ๒ ครั้ง กล่าวคือ ประกาศใช้ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๖ และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ ๑๑ มกราคม ๒๔๖๗ ส่วนประกาศฉบับหลัง เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๗ โดยประกาศให้ใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๗ เป็นต้นมา ซึ่งภายหลังได้มีการปรับปรุงแก้ไขบรรพ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕
บรรพ ๓ (เอกเทศสัญญา) ประกาศใช้ ๒ ครั้ง กล่าวคือ ประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๗ และส่วนประกาศฉบับหลังเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๗๑ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๒
บรรพ ๔ (ทรัพย์สิน) ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๗๓ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๔๗๕
บรรพ ๕ (ครอบครัว) ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๘ (แก้ไขเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙)
สำหรับบรรพ ๖ (มรดก) บรรพสุดท้ายของประมวลกฎหมายนั้น ได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๘ เป็นต้นไป
ทำให้เห็นพัฒนาการของกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกฎหมายที่มิได้ร่างเสร็จสมบูรณ์ และประกาศใช้เป็นกฎหมายในคราวเดียว ซึ่งแรกเริ่มประกาศใช้ บรรพ ๑ และ บรรพ ๒ ก่อน ด้วยเหตุผล เพื่อการวางพื้นฐานของกฎหมายสมัยใหม่ในทางแพ่งและพาณิชย์ ให้มีรูปแบบและหรือเค้าโครง (Model of Law) เช่นเดียวกับประเทศทางตะวันตก และเห็นได้ประจักษ์ว่า ทางแพ่ง ได้แก่ บรรพ ๑ หลักทั่วไป ลักษณะ ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป ได้มุ่งสู่การวางรากฐานในเรื่องสถานภาพของบุคคล บทวิเคราะห์ศัพท์ ตลอดจน หลักทางกฎหมายที่สำคัญ ๆ เช่น หลักตีความเพื่อใช้กฎหมาย(Interpretation of Application Law) มาตรา ๔ ได้บัญญัติ “กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ” หรือ หลักสุจริต (Good Faith) มาตรา ๕ ได้บัญญัติว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต” หรือ หลักแห่งเหตุสุดวิสัย (Act of God) มาตรา ๘ ได้บัญญัติว่า “คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น ” เป็นต้น หลักตีความเอกสาร (Interpretation of Document) มาตรา ๑๐ ได้บัญญัติว่า “เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล”
หรือ ลักษณะ ๒ ว่าด้วยบุคคล ได้วางรากฐานในเรื่อง สภาพบุคคลความสามารถของบุคคล ภูมิลำเนาของบุคคล และการสิ้นสภาพบุคคล เป็นต้น
หรือ ลักษณะ ๓ ว่าด้วยบุคคล ได้วางรากฐานเกี่ยวกับทรัพย์ หรือ ทรัพย์สินประเภทของทรัพย์ เป็นต้น
หรือ ลักษณะ ๔ ว่าด้วยนิติกรรม ได้วางรากฐานเกี่ยวกับการใช้สิทธิของบุคคลในการทำนิติกรรม การแสดงเจตนา ผลแห่งการทำนิติกรรม เงื่อนไขเงื่อนเวลา หรือระยะเวลา เป็นต้น
------------------
กิตติบดี
ถาม-ตอบ เนื่องในการประชุมนักศึกษาประจำภาคปลาย ปีการศึกษา ๒๕๕๒
กระผมเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2
วันนี้ (27 ต.ค.52) กระผมได้เข้าฟังการประชุมของอาจารย์ ณ ห้องบรรยาย 1 ในเวลา 13.30 น. และมีเรื่องอยากจะเรียนถาม
กระผมได้เรียนวิชาละเมิดกับอาจารย์ในภาคเรียนที่ 1/2552
และได้ติด F ในรายวิชาของอาจารย์ กระผมอยากทราบว่า เกรด F นั้น
จะปรากฎลงในทรานสคริป (ใบจบการศึกษา)หรืิืิอไม่ บิดาของข้าพเจ้าและตัวของข้าพเจ้าเองรู้สึกกังวลเป็นอยากมาก เพราะ F นี้เป็น วิชาแรก กระผมเข้าเรียนวิชาละเมิด ทุกครั้ง มิเคยขาด แต่ในห้องสอบ ยอมรับเลยว่า ประมาทข้อแรก (35 คะแนน) ทำให้ผลสอบออกมาไม่เป็นดังหวัง
แต่การที่ผลสอบออกมาเป็นเช่นนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้จุดบกพร่อง ของตนเอง ว่าควรปรับปรุงและแก้ไขอย่างไรบ้าง แต่การที่ได้ เกรด F นั้น ถ้าปรากฎในใบทรานสคริป กระผมเกรงว่า จะมีปัญหาในการศึกษาต่อ
(ข้าพเจ้าจะไปศึกษาต่อ ป.โท)
จึงอยากเรียนถามอาจารย์ว่า
- ถ้าข้าพเจ้าติด F จะปรากฎในใบทรานสคริปหรือไม่
- และถ้าแก้ F (ลงเรียนใหม่) เกรดจะหารสอง ข้าพเจ้าทราบดี
แล้ว เกรดเดิม F จะยังคงอยู่หรือไม่
และถ้าไม่มีจะปรากฎสัญลักษณ์ใด W หรือไม่
จึงเรียนมาเพื่อทราบ และอยากให้อาจารย์ตอบกลับมาตามอัเมลล์ที่ให้ไว้
จะเป็นพระคุณยิ่งครับ
Coppy_fier@hotmail.com
นักศึกษา ชั้นปีที่ 2
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552
รายวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ภาคปลาย/๒๕๕๒
การบรรยายวิชากฎหมาย ภาคปลาย/๒๕๕๒
การประชุมผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมที่ผ่านมา ทางคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต ซึ่งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในหลายหน่วยงาน และองค์กร อาทิ ด้านวิชาชีพกฎหมายสายตุลาการ (ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลแรงงาน และศาลทหาร) อัยการทนายความ และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม (สำนักงานยุติธรรมจังหวัด สำนักงานบังคับคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรือนจำและทัณฑสถาน สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก ฯลฯ) รวมถึงภาคธุรกิจเอกชน อาทิ สภาหอการค้า ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ผู้พิพากษาอาวุโส / กรรมการที่ปรึกษาประจำคณะเป็นประธานที่ประชุม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นวาระต่อเนื่องจากคราวประชุมผู้ทรงคุณวุฒิฯ ส่วนกลาง เมื่อธันวาคม ๒๕๕๑ ณ กรุงเทพมหานคร
โดยทางคณะนิติศาสตร์ ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการพัฒนาบุคลากรทางกฎหมาย ผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล สนองต่อนโยบายของรัฐ (นิติรัฐ) มีคุณลักษณะที่เหมาะสมต่อการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการด้านกฎหมายและกระบวนยุติธรรม และบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการด้านกฎหมาย และสิทธิมนุษยชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางนิติศาสตร์แห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป
(๑) การพัฒนาหลักสูตร กำหนดแนวทางไว้ ๕ ประการ
ประการที่ ๑ การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพกฎหมายทุกแขนง รวมถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของวิชาชีพโดยยึดตามมาตรฐานสากล
ประการที่ ๒ การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร โดยขยายพื้นที่การเรียนรู้ เรื่อง ระบบคิด ทฤษฎี และหลักปรัชญา ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมท้องถิ่น
ประการที่ ๓ การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร ให้เชื่อมโยงกับภูมิภาค (Localization Regional Regime)
ประการที่ ๔ การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร ให้สอดรับกับแนวทางแห่งนิติธรรม (Rule of Law) และ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐด้านกฎหมาย และการบริหารงานยุติธรรม
ประการที่ ๕ การพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร ให้มีมิติเชื่อมโยงกับเรื่อง Green Global ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ ความมั่นคงของมนุษย์ และประชาสังคม
(๒) การพัฒนาคุณภาพบัณฑิต กำหนดแนวทางไว้ ๔ ประการ
ประการที่ ๑ คุณลักษณะที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ
ประการที่ ๒ การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้ตอบสนองต่อแนวทางการพัฒนาบุคลากรกระบวนการยุติธรรม ตามแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕
ประการที่ ๓ การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตให้มีกระบวนทัศน์และระบบคิดด้านคุณธรรม และจริยธรรม
ประการที่ ๔ การปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน (Human Rights Culture)
แนวทางเช่นว่านี้ ทางคณะถือเป็น Benchmark ในการทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่อไป
อนึ่ง คณะได้กำหนดจัดการประชุมลักษณะนี้อีก ๒ วาระ ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา (เดือนธันวาคม) และจังหวัดอุดรธานี (เดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้โดยส่งข้อเสนอแนะและความคิดเห็นมาที่ตู้ ปณ. ๒๔๒ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ แสดงความคิดเห็นผ่าน Blog คณบดี : http//kittibodee.blogspot.com//ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้
วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552
กฎหมายสถาบันการเงิน : ขอบเขตการสอบปลายภาคการศึกษาต้น/๒๕๕๒
สิทธิขั้นพื้นฐานฯ : พัฒนาการสิทธิมนุษยชนจากนามธรรมไปสู่รูปธรรม
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...
-
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลย...
-
รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได...
-
อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ " ขยัน อดทน มุ่งมั่น คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์" --------------------...