วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สาสน์จากคณบดี : ต้อนรับนักศึกษา รุ่นที่ ๖/๒๕๕๒


ทางสโมสรนักศึกษาฯ ได้ขอให้ผมเขียนสาส์นเพื่อนำไปลงในหนังสือต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ ความดังนี้


สาสน์จากคณบดี

เมื่อครั้นอดีตกาล ผู้ปกครองประเทศจำต้องศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ ๓ แขนง ประกอบด้วย เทววิทยา แพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งนับเป็นสดมภ์หลักในการสร้างศรัทธาแห่งภาวะผู้นำและอำนาจ โดยวิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น ถือเอาเนื้อหาสาระเรื่องความยุติธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองได้อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำกับความเป็นระเบียบ แบบแผนทางสังคม และผู้ปกครองที่ได้ชื่อว่าเป็น Philosopher King หรือ มหาราชย์ หรือผู้ปกครองที่ดีนั้น จักต้องใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องสะกดและกำกับการใช้อำนาจ ให้เป็นไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์กับปวงชน หาไม่แล้ว หากการใช้อำนาจนั้นขาดซึ่งเมตตาธรรม หรือได้ฉ้อฉลเฉไฉออกไปในทางที่ลุ่มหลงกับอำนาจ ประชาชนก็จะถูกเบียดเบียนบีฑา จนสังคมต้องเผชิญกับความหายนะและเสื่อมสูญไป

เมื่อปัญญาของมนุษย์ต้องประกอบด้วยหัวสมองและหัวใจฉันใด กฎหมายต้องควบคู่กับความยุติธรรมด้วยฉันนั้น ดังนั้น ในการศึกษาวิชากฎหมายหรือการประกอบวิชาชีพกฎหมาย จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายไปพร้อม ๆ กับการฝึกจิตสำนึกเรื่องความยุติธรรม โดยถือความยุติธรรมเป็นจิตวิญญาณหลักของนักนิติศาสตร์ ดังมีผู้กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของวงการกฎหมายและ/หรือนักกฎหมายมิใช่อยู่ที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หากอยู่ที่การปลูกจิตสำนึกของนักกฎหมายเป็นสำคัญ

เมื่อคุณธรรมของผู้ปกครองประเทศพึงปกครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน โดยยึดหลักธรรมะ อันประกอบด้วย เมตตาธรรมและกรุณาธรรมแล้วนั้น นักนิติศาสตร์หรือผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพึงต้องอุทิศตนเพื่อรับใช้สังคมส่วนรวม โดยยึดภูมิธรรมดังกล่าวเฉกเช่นกัน

เมื่อตระหนักรู้เช่นนั้นแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า นักศึกษากฎหมายของเรา จักเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหาย อยากรู้ ควรรู้ และต้องรู้ ในสรรพวิชากฎหมายอย่างคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง ประกอบกับตื่นตัวที่จะอุทิศตนเพื่อทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเขาและเธอจะถือเป็นโอกาสในการฝึกความกล้าแกร่งทางจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมออกไปสู่โลกภายนอก ในฐานะนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของประเทศในการพลิกฟื้นสังคมไทย ให้มีพื้นฐานทางสังคมที่เข้มแข็งและมีโครงสร้างที่เป็นธรรมต่อไป

เมื่อมีจุดหมายชัดเจนต้องตรงกัน ผมในนามคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสปลูกสร้างพวกท่านให้เติบโตเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ และสุดท้ายนี้ ขอฝากข้อท้าทายให้พิจารณาดังนี้

จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การศึกษาเพียงเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร
มีคุณค่าน้อยกว่าเพื่อมีความรู้ออกไปรับใช้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การเข้าสู่วิชาชีพเพื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมของตน
มีคุณค่าน้อยกว่าการมีโอกาสสร้างความเป็นธรรมให้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า เนื้อหาสาระของวิชานิติศาสตร์อยู่ที่ความยุติธรรม
มิใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า นักกฎหมายที่ปราศจากหลักธรรมะ
มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอาชญากร

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทเริ่มต้นบนเส้นทางสายนักยุติธรรม
---------------------------
นายกิตติบดี ใยพูล
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
เขียนที่ สำนักงานคณบดี

สิทธิขั้นพื้นฐาน : การค้ามนุษย์

มหาวิทยาลัยได้รับการประสานความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้บรรจุเนื้อหากฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ดังนั้น ในรายวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ในส่วนภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ ผู้บรรยายจะนำกติกาสากล เอกสารสากลที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาสอดแทรกต่อไป

สำหรับเนื้อหา/เอกสารจะได้เขียนนำลงบล็อกในไม่ช้านี้

กิตติบดี

แผนการสอน ๑/๒๕๕๒

แผนการสอนรายวิชา สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม
ประจำภาคต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒
--------------------------------------------

๑. รหัสวิชา ๐๐๐ ๑๔๑ สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม ๓ หน่วยกิต

๒. วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน ไม่มี

๓. วันและเวลา กลุ่มที่ ๑ วันจันทร์ เวลา ๑๕.๐๐ น. – ๑๘.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02
กลุ่มที่ ๒ วันอังคาร เวลา ๑๓.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02

๔. ผู้สอน นายกิตติบดี ใยพูล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์

๕. วันและเวลาเข้าพบเพื่อขอคำปรึกษา
วันและเวลาก่อนและ/หรือเลิกเรียน หรือ นัดหมายล่วงหน้า
เบอร์โทรศัพท์ (คณะ) ๐๔๓ ๒๐๓-๑๘๑

๖. คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาถึงพัฒนาการ แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ กลไกและเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งสากลและภายในประเทศ อาทิ ในส่วนสากล ประกอบด้วย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิเด็ก สิทธิสตรี ฯลฯ ในส่วนภายในประเทศ ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ รวมถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

๗. วัตถุประสงค์
นักศึกษาจะได้ทราบและเข้าใจถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมตลอดถึงหน้าที่ของพลเมือง โดยผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในระดับของประเทศไทย ระดับโลก สามารถวิเคราะห์วิจารณ์พลวัตทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างเชื่อมโยง

๘. การประเมินและวัดผล
คะแนนเก็บ (กิจกรรม/งาน) ๔๐ คะแนน
สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน
สอบไล่ปลายภาค ๔๐ คะแนน
รวม ๑๐๐ คะแนน

๑๐. สื่อการสอนและเอกสารประกอบการบรรยาย
ติดตามได้ที่ http://kittibodee.blogspot.com/
ในส่วน : สิทธิมนุษยชน

๑๑. หัวข้อบรรยาย

บทที่ ๑ บทนำ
แนะนำรายละเอียดของวิชา ภาพรวมของรายวิชา

บทที่ ๒ ภาคประวัติศาสตร์
พัฒนาการเรื่องสิทธิมนุษยชน แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากลและภายในประเทศ

บทที่ ๓ ภาคคุณค่าและหลักการ
หลักการแห่งสิทธิมนุษยชน
สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ความเสมอภาค

บทที่ ๔ ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
กฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

บทที่ ๕ ภาคข้อเท็จจริง : ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ประเด็นศึกษาต่าง ๆ อาทิ สิทธิเด็ก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ชนกลุ่มน้อย
สุขภาพ สิทธิชุมชนท้องถิ่น แรงงานต่างด้าว สันติภาพและการลดความรุนแรง เชื้อชาติ ศาสนา การพัฒนาที่ยั่งยืนสตรี อายุ ความแตกต่างทางร่างกาย การศึกษา ความโน้มเอียงทางเพศ ฯลฯ

หมายเหตุ กำหนดการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม.

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สิทธิมนุษยชน : การบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน


ประเด็นการบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

สถานที่ ห้องประดิษฐ์มนูธรรม ๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
------------------------------------------


ประเด็นการบรรยาย แบ่งออกเป็น ๔ ภาค ได้แก่
(๑) ภาคประวัติศาสตร์
(๒) ภาคคุณค่า/หลักการ
(๓) ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ
(๔) ภาคข้อเท็จจริง

ภาคประวัติศาสตร์
จุดกำเนิดแห่งสิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหน ?

มีการกล่าวไว้ว่า “หากปราศจากปรัชญา จะไม่มีศีลธรรม หากปราศจากศีลธรรม จะไม่มีศาสนา หากปราศจากศาสนา จะไม่มีกฎหมาย (กติกา) หากปราศจากกฎหมาย สังคมจะเป็นเช่นไร”


คำกล่าวข้างต้นนั้น ย่อมแสดงว่า ปรัชญาเป็นต้นธารของศีลธรรม ศาสนา และกฎหมายตามลำดับ โดยที่ปรัชญา หรือ Philosophy ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า Philos (รัก) กับ Sophia (ปัญญา) มีความหมายถึง การรักในภูมิปัญญาความรู้ อาจสรุปได้ว่า ปรัชญามีที่มาจากลักษณะอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งมนุษย์ทุกคนมีการจำได้หมายรู้ สติปัญญา และการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

การจำได้หมายรู้ สติปัญญา (หัวสมอง) = ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการเป็นยุคหิน ยุคไฟ ยุคเหล็ก เรื่อยมาจนกระทั่งเทคโนโลยีชั้นสูง

การรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (หัวใจ) = ศีลธรรม ศาสนา จริยธรรม คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์

--- ทว่ามนุษย์ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของหัวใจ หรือหัวสมองขาดความสมดุลกับหัวใจแล้ว สังคมมนุษย์จะไม่สงบสุข มีการเอารัดเปรียบกัน ปราศจากการเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ เพราะ หากมนุษย์ไม่ยึดมั่นในปรัชญาเป็นเป้าหมายหลัก สังคมมนุษย์จักเป็นเช่นใด ---

สรุปแหล่งที่มาของสิทธิมนุษยชน มีดังนี้ ธรรมชาติของมนุษย์ ศีลธรรม ศาสนา และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม

การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากที่ไหน ?
ไล่จากกว้างไปหาแคบ ได้แก่ รัฐบาล สังคม สถานที่ทำงาน ครอบครัว และปัจเจกบุคคล
เริ่มจากแคบขยายไปกว้าง ได้แก่ ปัจเจกบุคคล ครอบครัว สถานที่ทำงาน สังคม และรัฐบาล
หมายความว่า การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มต้นกับทุก ๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังมโนธรรมสำนึกในแต่ละปัจเจกชน

เส้นทางประวัติศาสตร์ ?
การบันทึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน (สิทธิตามธรรมชาติ)* การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมีทุกหนแห่งในโลกนี้ เนื่องจาก มนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติแห่งมนุษย์เท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อมนุษย์เริ่มก่อร่างสร้างเมือง อาศัยอยู่รวมกันและมีกลไกทางสังคม มีผู้นำผู้ปกครองใช้อำนาจในการปกครองพลเมืองให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีระเบียบมีกติกาของสังคม “ที่ใดมีสังคมที่นั่นมีผู้นำ และกฎหมาย”

โดยคุณลักษณะของผู้นำต้องเป็นผู้ที่ชาญฉลาดกว่าผู้อื่น (Tactic) และในการใช้อำนาจปกครองกับไพร่ฟ้าพลเมืองต้องยึดหลักแห่งคุณธรรม ดั่งอาณาจักร (วงล้อแห่งอำนาจ) ต้องควบคู่ไปกับศาสนจักร (วงล้อแห่งธรรมะ) เสมอฉันนั้น ทว่าในโลกแห่งความจริงเมื่อศึกษาตามประวัติศาสตร์ มักจะมีล้อหนึ่งล้อใดเฉไฉออกไป และ/หรือเลวร้ายอย่างที่สุด คือ ทั้งสองล้อไม่ประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามครรลองครองธรรมที่ควรจะเป็น จึงทำให้พลเมืองของตนถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง จนเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องเพรียกหา เรียกร้อง ต่อสู้ จนกระทั่งเกิดการทำลายล้าง มีการสถาปนา/ปฏิวัติ/อภิวัฒน์ ให้ผู้ปกครองใช้อำนาจให้สอดคล้องกับหลักคุณธรรม

จึงสรุปได้ว่า สิทธิมนุษยชนถือเป็นคุณธรรมที่ผู้ปกครองพึงมี และการใช้อำนาจใดต้องอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมดังกล่าว
------------------------------
*ศึกษาเพิ่มเติมจากนักปรัชญาไม่ว่าจะเป็นโสกราติส เพลโต อริสโตเติ้ล ที่อ้างถึง “ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ” (natural justice or natural right)
หรือ แนวความคิดเรื่อง ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (Natural law theories) ไม่ว่าจะเป็นโทมัส อาควินัส, ฟรานซิสโค ชัวร์เรส, ริชารด์ ฮูเกอร์, โทมัส ฮอบส์, ฮูโก กรอเชียส, ซามูเอล วอน พลูเฟนดอฟ, จังจาค รุสโซ หรือ จอหน์ ล๊อค เป็นต้น


ภาคคุณค่า/หลักการ
ความหมายของสิทธิมนุษยชน
ถอดความจากคำว่า Human Rights หมายถึง สิทธิต่าง ๆ ที่แสดงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์
ความข้อนี้ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ได้เคยให้คำจำกัดความของสิทธิมนุษยชนว่า “สิทธิมนุษยชนคือชีวิต”

องค์ประกอบของสิทธิมนุษยชน (หลักการ/คุณลักษณะพื้นฐาน)
ย่อหน้าแรกของคำปรารภตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
Whereas recognition of the inherent dignity and of the equal and inalienable rights of all members of the human family is the foundation of freedom, justice and peace in the world

หลักการพื้นฐานมีดังนี้
(๑) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เกิด (ศักดิ์ศรีประจำตัวมนุษย์)
(๒) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษย์ทุกคน
(๓) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้
(๔) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจแบ่งแยกได้

เป้าประสงค์ : เพื่อให้มวลมนุษยชาติมีอิสรภาพ ได้รับความเป็นธรรม และอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อิสรภาพ ๔ ประการที่เป็นที่มาของสิทธิต่าง ๆ
“…which human beings shall enjoy freedom of speech and belief and freedom from fear and want …”
ได้แก่ (๑) เสรีภาพในการแสดงออก (๒) เสรีภาพในความเชื่อ (๓) เสรีภาพจากความหวาดกลัว และอิสรภาพที่พึงปรารถนา

ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ

ประเด็นนี้นักศึกษาสามารถศึกษาได้จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
รวมถึงการอนุวัติการเป็นกฎหมายภายใน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ภาคข้อเท็จจริง

ประเด็นที่หนึ่ง พัฒนาการทางสังคมในเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่

ระยะที่หนึ่ง ระยะแห่งการเริ่มต้น
สภาพทางสังคม มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย์ มีการเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่ง และไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการให้หลักประกันเรื่องสิทธิแก่ประชาชน

ระยะที่สอง ระยะแห่งการเรียนรู้
สภาพทางสังคม ผู้คนเพรียกหาเสรีภาพ เรียกร้องสิทธิ มีความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับกลุ่มคน มีการต่อสู้ ในระยะนี้เริ่มมีกฎหมายหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ผู้คนเริ่มเรียนรู้ถึงสิทธิของตนเอง โดยช่วงท้ายของระยะนี้ผู้คนให้ความสำคัญของสิทธิตนเองแต่อาจละเลยถึงสิทธิผู้อื่น

ระยะที่สาม ระยะแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชน
สภาพทางสังคม ประชาชนมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเหตุผลในการปกป้องและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีการรณรงค์ให้ตระหนักถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น การใช้อำนาจหรือใช้สิทธิมีการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นไปอย่างกว้างขวาง

ประเด็นที่สอง การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

สรุปได้ดังนี้
(๑) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน กล่าวคือ การประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพย์สิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ที่มีสถานภาพทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
(๒) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม หรือ การใช้อำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็น การละเมิดทางนโยบายของรัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ รวมตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เป็นต้น


**************************************

กิตติบดี


วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สิทธิมนุษยชน : รัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน


ประเด็น : รัฐธรรมนูญกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน (ตอนที่ ๑)

------------------------------------------------------


ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน มีสาระสำคัญ กล่าวคือ

(๑) ยึดถือวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๒) การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

(๓) การส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ

(๔) การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ


โดยเนื้อหาในส่วนของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นั้น ได้มีการวางหลักการว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" รวมตลอดถึงความเสมอภาคกันในทางกฎหมาย "ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน"


โดยหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพนั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดเนื้อหาสาระไว้เป็น ๑๓ เรื่อง (ส่วน) ดังนี้

เรื่องที่ ๑ บททั่วไป

(๑) การใช้อำนาจของรัฐ
๑.๑ การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพเป็นสำคัญ
๑.๒ ในการบริหารราชการแผ่นดิน การใช้อำนาจขององค์กรต่าง ๆ ได้แก่ รัฐสภา (ตรากฎหมาย) คณะรัฐมนตรี (การใช้บังคับกฎหมาย) ศาล (การปรับใช้กฎหมาย) องค์กรตามรัฐธรรมนูญ (การใช้บังคับกฎหมาย/การปรับใช้กฎหมาย) หรือหน่วยงานของรัฐ (การใช้บังคับกฎหมาย) ต้องกระทำการอยู่บนพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

(๒) การอ้างสิทธิมนุษยชน
รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนสามารถอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้ รวมถึงเพื่อการใช้สิทธิทางศาล หรือยกเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ แต่การกล่าวอ้างนั้นต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น (--ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น--)

(๓) ห้ามการจำกัดสิทธิเสรีภาพ
การจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

เรื่องที่ ๒ หลักความเสมอภาค

(๑) ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
- บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน "Equal in Law"
ข้อนี้ ไม่เว้นบุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงานและลูกจ้างขององค์กรของรัฐ
- ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน (ตรงนี้น่าตีความว่า "บุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกัน" -- "Everyone")

(๒) การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ห้ามเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะบุคคลนั้นมีสถานภาพที่แตกต่างกัน อาทิ
- ถิ่นกำเนิด
- เชื้อชาติ
- ภาษา
- เพศ
- อายุ
- ความพิการ
- สภาพทางกาย
- สุขภาพ
- สถานะของบุคคล
- ฐานะทางเศรษฐกิจ
- ฐานะทางสังคม
- ความเชื่อทางศาสนา
- การศึกษาอบรม
- ความคิดเห็นทางการเมือง
-------------------------------------------

กิตติบดี

สถาบันการเงิน : โครงสร้างระบบเศรษฐกิจ

โครงสร้างระบบเศรษฐกิจของไทย
กรณีความสัมพันธ์กับระบบสถาบันการเงิน
----------------------------------------------------

นายพอล ครุกส์แมน นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่าโลกปัจจุบัน (โลกาภิวัฒน์) ได้มีการตระเตรียมการล่วงหน้ามานานแล้ว มิใช่เป็นอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน

นับเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้ตกลงทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (ร.๔) ซึ่งสังคมไทยได้เรียนรู้กับการเป็นสังคมแห่งอารยประเทศ หรือ Civilization อันมีระบบกฎหมาย การศาล และระบบการเมืองเป็นประเด็นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปแล้ว รูปแบบของการขยายตัวทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อการค้าขายมิใช่เพียงเพื่อบริโภคตนเองเท่านั้น ยังมีการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก ขอให้สังเกตในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการลงทุนเพื่อนำความเจริญทางเทคโนโลยีเครื่องจักรอยู่มาก มีการนำระบบการเงินมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า มีความต้องการสถาบันการเงินเพื่อใช้อำนวยความสะดวกในด้านเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (พ.ศ. ๒๔๓๑ มีการจัดตั้งแบงค์หลวงแห่งกรุงสยามขึ้น ดำเนินงานด้านการเงินแทนรัฐบาล เช่น การจัดเก็บภาษี พิมพ์ธนบัตร ให้การกู้ยืม ฯลฯ หรือ ธนาคารฮ่องกงแอนด์เซี่ยงไฮ้) ในยุคนี้ประเทศไทยคุ้นเคยกับคำว่า “พัฒนา” หรือ Development ได้เกิดการแบ่งแยกระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็น ๒ ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม และ ภาคอุตสาหกรรม
ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมมีลักษณะของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวจึงเกิดกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ระหว่างทั้งสองภาคส่วนนั้น โดยในสังคมระบบอุปถัมภ์นั้น ผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง (ชนชั้นปกครอง) จะมีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มทุนอย่างแนบแน่น ได้แพร่ขยายอิทธิพลเหนืออำนาจทางเศรษฐกิจ และมีความพยายามในการรักษาฐานอำนาจดังกล่าวไว้ กล่าวคือ สร้างภาวะให้อยู่เหนือปัจจัยการผลิตและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต นอกจากนี้มีการใช้อำนาจทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเรื่อยมาทุกยุคสมัย โดยตัวละครที่หมุนผ่านมาขึ้นอยู่กับปัจจัยว่ากลุ่มใดเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง
ก่อนพ.ศ. ๒๔๗๕ กลุ่มเจ้าขนมูลนาย
พ.ศ. ๒๔๗๕ กลุ่มชนชั้นปกครอง
พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๙ กลุ่มชนชั้นปกครอง
พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ กลุ่มทหาร
พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๑๖ กลุ่มทหารและกลุ่มเจ้าขนมูลนาย
พ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๓๕ กลุ่มทหารและกลุ่มทุน
พ.ศ. ๒๕๓๖-ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจการเมือง
ขอให้สังเกตว่า ในปี ๒๕๐๓ (จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์) ยุคกลุ่มทหารและกลุ่มเจ้าขุนมูลนาย เข้ามีอำนาจทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจนั้นได้มีการริเริ่มนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนขึ้น
การลงทุนโดยรัฐบาลpublic sector
· การวางรากฐานระบอบประชาธิปไตย
· การจัดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (เสรีนิยม)
การลงทุนโดยเอกชนprivate sector
· การลงทุนประกอบธุรกิจต่าง ๆ ทั้งภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
· การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ ในฐานะที่เป็นแหล่งเงินทุนให้แก่ภาค ธุรกิจ

ซึ่งจะพบว่า รัฐส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขอให้ศึกษากรณีสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มาเปิดสาขาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสาขาของธนาคารตะวันตก หรือ ธนาคารของชาวจีนที่จดทะเบียนในประเทศไทย เช่น ธนาคารหวั่งหลีจั่น จำกัด (ธนาคารนครธน) ธนาคารตันเป็งชุน (ธนาคารมหานคร จำกัด) บริษัทจีนสยาม ฯลฯ หรือ ธนาคารของชาวจีนโพ้นทะเล หรือ ธนาคารของประเทศญี่ปุ่น หรือ ธนาคารที่คนไทยเป็นเจ้าของ ได้แก่ ธนาคารสยามกัมมาจล จำกัด (ธนาคารไทยพาณิชย์) ธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยการ จำกัด (ธนาคารเอเชีย) ธนาคารนครหลวงไทย และในช่วงพ.ศ. ๒๔๙๐ – ๒๕๐๓ (โดยประมาณ) องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้ผลักดันให้ประเทศไทยปฏิบัติตามระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ขอให้นักศึกษาศึกษาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ เป็นต้นมา แล้วจะเห็นพัฒนาการของสังคมไทย)

เมื่อมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น รัฐต้องสร้างระบบมาตรฐานในการกำกับดูแลกิจการธนาคาร ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม) ดังนั้น พ.ศ. 2505 ได้มีการตราพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ขึ้น เพื่อ

๑. สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน
๒. สร้างกลไกทำหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์ในการลงทุนประกอบธุรกิจ

ขอให้พิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว ดังนี้
“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ ในปัจจุบันการธนาคารและการเศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ จึงสมควรได้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ให้เหมาะสม เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ตลอดจนให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินกับธนาคาร”

หมายเหตุ
ระยะแรกของการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ (พ.ศ. ๒๕๐๕) ได้ใช้วิธีการนำเงินฝากของประชาชนไปแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกลุ่มของบริษัทในเครือญาติหรือที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้ธนาคารมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ และสามารถควบคุมแหล่งเงินทุนที่สำคัญภายในระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งพอทำให้เห็นว่า การลงทุนของรัฐนั้น มีลักษณะของการเอื้อประโยชน์ให้กับธนาคารพาณิชย์ หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่ธนาคารพาณิชย์มีส่วนได้เสียด้วย ในขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ก็จะเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มการเมือง หรือตอบแทนด้วยการสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองต่อไป ในลักษณะของ “การต่างตอบแทน” หรือ เรียกว่า “ระบบอุปถัมภ์” ทั้งนี้ ขอให้ศึกษากรณีดังต่อไปนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ประกอบการพิจารณา

๑. นโยบายกีดกันไม่ให้คนต่างด้าวจัดตั้ง หรือได้ผลประโยชน์ในวิสาหกิจ
๒. การใช้เงินภาษีของราษฎร์สนับสนุนกิจการของธนาคารพาณิชย์ (กรณีวิกฤติเศรษฐกิจช่วงปี ๒๕๔๐)
๓. นโยบายวิเทศธนกิจ หรือ Bangkok International Banking Facility : BIBF
ระบบการต่างตอบแทนดังกล่าว หากนักศึกษาลองศึกษาถึงประวัติศาสตร์จะพบว่า กลุ่มการเมืองพยายามยึดธนาคารพาณิชย์เป็นฐานทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด เพราะถือว่า ธนาคารพาณิชย์เป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม (ทุนนิยม) (ขอให้ศึกษาจากหนังสือหรือตำราที่เกี่ยวข้องกับ “พัฒนาการของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย”)

--------------------------------------------------

กิตติบดี

ความรู้พื้นฐานทางกฎหมาย : แนะนำการปรับใช้กฎหมาย

ข้อแนะนำถึงเรื่องการปรับใช้กฎหมาย

หลักการ

“กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ”

“The law must be applied in all cases which come within the letter or the spirit of its provisions”

“กฎหมาย” หมายถึง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งความเห็นของพระยาเทพวิฑูร (บุญช่วย วณิกกุล) ได้ให้ทรรศนะว่า คำว่า กฎหมาย ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ นั้น หมายความถึง กฎหมายอันเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น
[1] ซึ่งขยายขอบเขตเกินกว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“บรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ” หมายถึง มาตราทุกมาตราที่บัญญัติขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“การตีความดพื่อปรับใช้กฎหมาย” หมายถึง การค้นหาเพื่อสร้างความกระจ่างชัดในความหมายของกฎหมาย

การค้นหาความหมายของกฎหมายเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย ถ้าเลือกแสวงหาแบบกว้างขวางจนเกินไปแบบมหาสมุทร ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติได้ แต่หากขีดวงจำกัดให้แคบจนเกินไป ก็เป็นอุปสรรคของผู้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ การตีความกฎหมายจึงจำเป็นต้องถูกกำกับโดยอาศัยหลักดังนี้

พิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย
[2]
มีหลายท่านกล่าวไว้ว่า “เมื่อถ้อยคำชัดเจนแล้ว ก็ไม่ต้องตีความ” การตีความกฎหมายจะตีความเฉพาะกรณีที่ถ้อยคำของกฎหมายไม่ชัดเจนเท่านั้น[3] เช่น มีการนำป้ายไปปักไว้ที่สนามหญ้าว่า ห้ามเดินลัดสนาม เมื่อพิจารณาจากลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏบนป้าย ถ้อยคำหรือถ้อยความได้กำหนดไว้แจ้งชัดว่า “ห้ามเดิน” เหยียบย่ำไปที่พื้นสนามนั้น แต่หากมีผู้สงสัยว่าแล้ว วิ่ง กระโดด ขี่รถจักรยาน (ยนต์) ขับรถยนต์ เข้าไปในสนามได้หรือไม่ เพราะลายลักษณ์อักษรได้ปรากฏอยู่แจ้งชัดแล้วว่า “ห้ามเดิน” เท่านั้น มิได้รวมถึง การวิ่ง กระโดด หรือกิจกรรมอื่นใด จากตัวอย่างดังกล่าว คงทำให้ท่านเห็นได้ว่า การอ่านแต่เพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายไม่เพียงพอ ที่จะหยั่งทราบว่าหมายความว่าอย่างไร จะต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลังประกอบด้วย ซึ่งในกรณีดังกล่าว การที่ป้ายเตือนห้ามเดินลัดสนาม ผู้ปิดประกาศมีเจตนาหรือความมุ่งหมายที่ไม่ต้องการให้พื้นสนามได้รับความเสียหาย ดังนั้น การวิ่ง การกระโดด หรือ กิจกรรมอื่นใดที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับพื้นสนามย่อมไม่สามารถกระทำได้

ทำให้เห็นได้ว่า การค้นหาหรือแสวงหาความหมายของกฎหมายต้องไม่หยุดอยู่เฉพาะตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์ประกอบด้วยเสมอ ซึ่งในการค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย (The Spirit of Law) นั้น มีวิธีการดังต่อไปนี้
๑. สอบถามโดยตรงจากผู้ร่างกฎหมาย ว่าผู้ร่างมีเจตนาอย่างไร ซึ่งในทางปฏิบัติ (ความจริง) ผู้ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ มักจะไม่อยู่ให้ถาม หรือไม่ก็ล้มหายตายจากไป หรืออื่นใดก็ตามที จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการที่สองคือ
๒. อ่านบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งฉบับ กล่าวคือ เมื่อไม่มีผู้ร่างอยู่ให้ซักถามได้ ก็อ่านบทบัญญัติแห่งกฎหมายทั้งฉบับ (The whole text)

การอ่านถ้อยคำแห่งกฎหมายทุกคำของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นั้น ต้องไม่ละเลยคำหนึ่งคำใดของกฎหมาย เพื่อจะได้หยั่งทราบว่า ผู้ร่างกฎหมายมีความประสงค์ที่แท้จริงอย่างไร ดังสุภาษิตกฎหมายลาติน กล่าวไว้ว่า “ถ้อยคำแห่งกฎหมายทุกคำต้องไม่ถูกล่วงข้ามไปเสีย” (A VERBIS LEGIS NON EST RECEDENDUM; from the words of the law, there is not any departure) และสามารถหยั่งทราบเจตนารมณ์โดยอาศัยหลักดังนี้

(๑) หลักสามัญสำนึก
ผู้เขียนได้บรรยายอยู่ในชั้นเรียนเสมอว่า เมื่อคุณมาเรียนกฎหมาย กรุณาอย่าลืมนำสามัญสำนึกหรือ Common Sense ของคุณมาด้วย When you come to law school; don’t forget to bring your common sense. เพราะ กฎหมายส่วนมากนั้นมีที่มาจากสามัญสำนึกของมนุษย์

“1 pound of common sense needs 10 pound of learning”

การเรียนรู้ถึง ๑๐ ปอนด์ดังอุปมานี้ มนุษย์เรียนรู้และสั่งสมจากการกระทำ และการกระทำหรือปฏิบัติใด ๆ ที่สังคมเห็นว่าดีงามและถูกต้องก็จะยึดถือเป็นประเพณี ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในการค้นหาความหมายของกฎหมายที่ให้ยึดหลักสามัญสำนึกนั้น มนุษย์ย่อมพึงนำสิ่งที่สังคมเห็นพ้องว่าถูกต้อง ดีงาม เป็นเครื่องชี้วัดอยู่แล้ว

(๒) หลักเหตุและผล (Logical)
บางครั้งลำพังจะใช้หลักสามัญสำนึกเพียงอย่างเดียวไม่อาจค้นหาความหมายได้ จึงต้องอาศัยผู้รู้ และ/หรือผู้เชี่ยวชาญมาให้คำตอบ ซึ่งคำตอบที่ผู้รู้และ/หรือผู้เชี่ยวชาญจะให้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเหตุและผลตามหลักตรรกะมาตีความ เพื่อค้นหาความหมายของกฎหมาย (โปรดศึกษาเพิ่มเติมจากบทที่ ๑.๔ ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมมนุษย์กับกฎหมาย, หนังสือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปของผู้เขียน)

เมื่ออาศัยหลักการทั้งสองเข้าปรับกับบทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายจะค่อย ๆ สาดแสงปรากฏเด่นชัดขึ้น ให้ผู้อ่านและ/หรือผู้ใช้กฎหมายทราบว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ มุ่งประสงค์ในเรื่องใด

แต่อย่างไรเสียรองศาสตราจารย์สมยศ เชื้อไทย ได้กล่าวเตือนถึงการตีความไว้ว่า “ความมุ่งหมายของกฎหมายถูกจำกัดกรอบด้วยตัวหนังสือ” ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับ “การเป่าลม (เจตนารมณ์) เข้าไปในลูกโป่ง (ตัวอักษร) ที่สามารถเป่าลมได้เท่าที่ลูกโป่งสามารถรับได้เท่านั้น”
[4] เช่น มาตรา ๑๓๔๙ วรรคสอง บัญญัติว่า “...ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ...” ความเช่นนี้ ที่ดินที่ถูกปิดล้อมด้วยที่ชายเลน ไม่มีทางออกสู่ที่สาธารณะ เจ้าของที่ดินร้องขอให้เปิดทางจำเป็นได้หรือไม่ ซึ่งการค้นหาความมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายจะพบว่า การที่กฎหมายบัญญัติเช่นนี้ ก็เนื่องด้วยเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่มีที่ดินที่ไม่มีทางออก แต่ถ้าพิจารณาถึงตัวอักษร (By Letter) จะไม่มีถ้อยคำใดที่สามารถตีความไปถึงที่ชายเลนได้ (สระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากัน) ก็ไม่สามารถตีความจนกว้างขวางเกินไปได้ไม่[5]

ดังนั้น ท่านต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้เรียนกฎหมายไม่อาจตีความกฎหมายโดยใช้ศาสตร์แห่งการเดาอย่างมั่ว ๆ ไม่ได้ (อีกต่อไปแล้ว) หากท่านมีความจำเป็นจะต้องเดา จงใช้ศาสตร์แห่งการเดา โดยอาศัย Common Sense หรือ อาศัยเหตุและผล เป็นหลักของการเดาเสมอ

สรุปได้ว่า การตีความกฎหมาย ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรว่าบัญญัติไว้อย่างไร กอปรกับพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของลายลักษณ์อักษรนั้นด้วยว่ามีสามัญสำนึก และเหตุผลเช่นใด


--------------------------------------------------------

[1] อ้างใน, ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล, กฎหมายแพ่งหลักทั่วไป,สำนักพิมพ์นิติธรรม, พ.ศ.2545, หน้า6.
[2] ถ้อยคำตามตัวอักษร (By Letter) มี 2 ประเภท คือ 1.ภาษาธรรมดา 2. ภาษาวิชาการ.
[3] สมยศ เชื้อไทย,วิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2534, หน้า 132.
[4]สมยศ เชื้อไทย,คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง-หลักทั่วไป ความรู้กฎหมายทั่วไป, พ.ศ. 2547,หน้า 166.
[5] เพิ่งอ้าง.

--------------------------------------------------------

กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...