วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สถาบันการเงิน : การคุ้มครองผู้บริโภค เรื่อง การติดตามทวงหนี้

การทวงหนี้ของสถาบันการเงิน
---------------------------------------------------

ในทางปกติการใช้ประโยชน์จากเงินของธนาคาร คือการนำเงินไปให้สินเชื่อ ซึ่งอาจจะประสบปัญหาลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ต้องมีการบอกกล่าว ทวงถาม ติดตามให้ชำระหนี้ ก่อนดำเนินการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ต่อไป
ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏในหลายกรณีว่า ในการติดตามทวงหนี้ได้มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ หรือสร้างความเดือดร้อนเกินสมควรให้แก่ลูกหนี้ หรือ เจ้าหนี้อาจจะใช้สิทธิที่เกินพอดีไป ดังนั้น จึงได้มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ให้ได้มาตรฐานและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหนี้
รูปแบบ
๑. ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้เอง
๒. ผู้ประกอบธุรกิจว่าจ้างบุคคลภายนอกเป็นผู้ดำเนินการทวงหนี้
วิธีการ
"ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ลูกหนี้จนเกินควร"
ขอบเขต
หลักการนี้ใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ Non Bank
แนวปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ มีดังต่อไปนี้
๑. ผู้ประกอบธุรกิจควรคำนึงถึงเวลาและความถี่ในการติดตามเพื่อการติดตามทวงหนี้
ให้ดำเนินการภายใน ๘.๐๐-๒๐.๐๐ น. ในวันธรรดา ส่วนวันหยุดราชการ ให้ดำเนินการภายในเวลา ๘.๐๐- ๑๘.๐๐ น. ทั้งนี้ ความถี่ให้คำนึงถึงความเหมาะสม
๒. การแสดงตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงหนี้
๓. วิธีการเรียกเก็บหนี้
ต้องไม่เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ ไม่ใช้ความรุนแรงอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล ไม่ปลอมแปลงบิดเบือนข้อมูล เอกสารและแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิด การทวงหนี้ไม่มีลักษณะของการข่มขู่ หรือคุกคามในลักษณะที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีลักษณะของการรบกวนสิทธิ หรือรังควานลูกหนี้โดยไม่มีเหตุอันสมควร ในที่นี้ หมายถึงการใช้คำที่สุภาพ หรือไม่ใช้คำหยาบคายที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ลูกหนี้
ประเด็นสำคัญ
๔. ต้องมีการเก็บรักษาความลับของลูกหนี้ กล่าวคือ ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้ความระมัดระวังเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพในการเก็บรักษาความลับของลูกค้า (ลูกหนี้) ไม่เปิดเผยข้อความในการมีหนี้สินให้ลูกหนี้อับอาย หรือรบกวนสิทธิตามปกติสุขของคนทั่วไป
๕. การรับเงินจากลูกหนี้
ต้องมีหลักฐานการรับเงินที่เหมาะสมและมีผลในการชำระหนี้ตามกฎหมาย
ข้อสังเกต
ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเลือกผู้ว่าจ้างให้ดำเนินการแทนตนนั้น ต้องรับผิดชอบในผลของการกระทำที่ผู้ว่าจ้างได้กระทำเสมือนว่าตนเป็นผู้ดำเนินการเอง ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสถาบันการเงินจะต้องให้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการเลือกผู้ว่าจ้างที่ให้บริการเรียกเก็บหนี้ (พิจารณาคุณสมบัติ ระบบงาน ความน่าเชื่อถือ และระบบการเก็บรักษาความลับ เป็นต้น)
-----------------------------------------------
สภาพปัจจุบัน ลูกหนี้ได้รับความเดือดร้อนจากการทวงหนี้อยู่หลายราย เนื่องจาก การติดตามทวงหนี้ที่ไม่คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน หลายคนอาจแย้งว่า หากลูกหนี้ไม่ผิดนัดก็คงไม่มีปัญหาอะไร กรณีเช่นนี้ ต้องจำแนกแยกแยะให้ชัดว่า การเป็นลูกหนี้ กับการละเมิดสิทธิของลูกหนี้เป็นคนละเรื่องกัน เหมือนกับนิติกรรม-นิติเหตุ หมายความว่า การเป็นลูกหนี้ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะมีอำนาจในการกระทบสิทธิของลูกหนี้ได้
ประการสำคัญ ผมว่าเรื่องดังกล่าวต้องพิเคราะห์ให้ดีว่า ความผิดจากการผิดนัดคงไม่ได้อยู่ที่ลูกหนี้อย่างเดียว ปัจจัยอาจเกิดจากตัวเจ้าหนี้เอง ทำไมเจ้าหนี้ไม่วิเคราะห์ถึงศักยภาพของการชำระคืน หรือการเรียกหลักประกันเพื่อบังคับเอาแก่หลักประกัน หรือแม้แต่นโยบายการให้สินเชื่อที่คำนึงถึงเรื่องการตลาด จนมอมเมาให้คนหลายคนเป็นหนี้ทั้ง ๆ ที่ตนมีศักยภาพน้อย/จำกั หรือบางรายไม่มี เป็นต้น รวมถึงการเรียกให้ชำระหนี้ ซึ่งตามกฎหมาย "เจ้าหนี้ต้องบังคับชำระหนี้เอากับลูกหนี้โดยพลัน" แต่ข้อเท็จจริง เจ้าหนี้บางรายรอให้เกือบครบอายุความแล้วค่อยดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อหวังผลเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด และ/หรือเบี้ยปรับ จนทำให้ยอดหนี้ท่วมมูลหนี้หลายเท่าตัว อย่างนี้....ท่านว่าเป็นธรรมหรือไม่....
........................................................
หมายเหตุ
มาตรา ๒๗ ในการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน กรรมการต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบร่วมกันในการบริหารงานสถาบันการเงินนั้น ซึ่งรวมถึงเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
(๒) การจัดทำและเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานที่แท้จริงของสถาบันการเงิน โดยต้องเปิดเผยให้ผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และประชาชนได้รับทราบและสามารถตรวจสอบได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
(๓) การให้สถาบันการเงินเรียกประชุมผู้ถือหุ้นภายในสี่เดือนนับแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหกเดือน เมื่อปรากฏว่าสถาบันการเงินนั้นประสบการขาดทุนจนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาหกเดือนตามมาตรา ๖๗ ลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละห้าสิบของทุนที่ชำระแล้ว และให้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของทุนที่ชำระแล้วเพื่อแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินตามความเป็นจริง
มาตรา ๓๙ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศกำหนดให้สถาบันการเงินประเภทหนึ่งประเภทใดถือปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) การรับฝากเงิน การรับเงินจากประชาชน การกู้ยืมเงิน การลงทุน การให้สินเชื่อการก่อภาระผูกพัน และการประกอบธุรกิจอื่นที่สถาบันการเงินนั้นดำเนินการได้
(๒) การทำนิติกรรมหรือสัญญากับประชาชน ผู้บริโภค หรือลูกค้ารายย่อยในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ซึ่งมีทุนทรัพย์หรือมูลค่าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ไม่ว่าจะเป็นในเนื้อหาสาระ วิธีการคำนวณผลประโยชน์หรือแบบสัญญา
(๓) การทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคล โดยให้มีการระบุวงเงินของต้นเงินในสัญญา หรือมิให้มีการทำข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน
ในกรณีที่เป็นการค้ำประกันหนี้อันจะต้องชำระ ณ เวลาที่มีกำหนดแน่นอน และสถาบันการเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่ไม่สามารถจะตกลงกันได้ภายในเวลาหกเดือน ให้สถาบันการเงินแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบ
(๔) ข้อที่ต้องปฏิบัติหากนิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นนั้นให้สิทธิแก่สถาบันการเงินที่จะเปลี่ยนแปลงสัญญาได้ฝ่ายเดียว
(๕) การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงิน
-----------------------------------
(อ้างอิง : แหล่งข้อมูลจากแนวปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย)
กิตติบดี

สถาบันการเงิน : ขอบเขตการสอบปลายภาค

ขอบเขตการสอบปลายภาควิชากฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงิน

ประเด็น
๑. การประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน
๒. ขอบเขตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์
๓. ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ประกอบด้วย ธุรกรรม Factoring ธุรกรรมการให้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบ Leasing
๔. กรรมการผู้บริหารสถาบันการเงิน
๕. การกำกับสถาบันการเงิน ประเด็น การดำรงเงินสำรองตาม Basel II
๖. การให้สินเชื่อ
๗. ธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน
๘. การคุ้มครองผู้บริโภค กรณีการทวงหนี้ลูกหนี้

สอบปลายภาค : ๕๐ คะแนน
ไม่อนุญาตให้ใช้เอกสารเข้าห้องสอบ

พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑
มาตรา ๔, ๕, ๙,๑๑,๑๒,๒๔,๒๕,๒๗,๒๙,๓๐,๓๑,๓๖,๓๙,๔๑,๔๘ รวม ๑๕ มาตรา

----------------------------------

กิตติบดี

กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
---------------------------------------------
เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒
สถานที่ ห้องแก่นนคร โรงแรมเจริญธานี จ.ขอนแก่น
จัดโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม



เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้จัดอบรมในหลักสูตรกระบวนการยุติธรรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักการบริหารงานยุติธรรม โดยผมได้มีโอกาสร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้ารับการอบรม ในหัวข้อ “กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน”

เปิดประเด็น
(๑) กระบวนการยุติธรรมควรให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนใช่หรือไม่ (OUGHT)
--ใช่--
(๒) กระบวนการยุติธรรมให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือไม่ (IS)
--ไม่แน่ใจ--

เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เพราะ ความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่สอดคล้องกัน

หลักการพื้นฐาน

(๑) กระบวนการยุติธรรม คืออะไร

กระบวนการยุติธรรม หมายความว่า ขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติทางกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมต่อประชาชน


กระบวนการยุติธรรม สามารถแบ่งได้หลายทาง ได้แก่ กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญา กระบวนการยุติธรรมทางปกครอง กระบวนการยุติธรรมทางแรงงาน เป็นต้น ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเพียงทางอาญาและทางแพ่งเท่านั้น

· กระบวนการยุติธรรมทางอาญา หมายถึง ขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติในคดีทางอาญา โดยกระบวนการยุติธรรมทางอาญานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำผู้ที่กระทำความผิดมาลงโทษตามโทษานุโทษที่บัญญัติไว้ตามกฎหมาย (มาตรา ๒ บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้) ซึ่งมีบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องได้แก่
ผู้เสียหาย (โจทก์) – ผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย)
ผู้เสียหาย (โจทก์) – ผู้ถูกกล่าวหา (จำเลย)
ตำรวจ (เมื่อเกิดการกระทำที่เป็นความผิดทางกฎหมายอาญา)
อัยการ
ศาล
กรมราชทัณฑ์ (สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก)

· กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง หมายถึง ขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติในคดีทางแพ่ง โดยกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้ผู้กระทำผิด (ผิดนัด ผิดสัญญา – ละเมิด) ที่เรียกว่าลูกหนี้ ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งบุคลากรในกระบวนการนี้ประกอบด้วย
ผู้เสียหาย/เจ้าหนี้ (โจทก์)-ลูกหนี้ (จำเลย)
ศาล
กรมบังคับคดี

(๒) กระบวนการยุติธรรมกับหลักการขั้นพื้นฐาน
หลักการที่ ๑ กระบวนการยุติธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม (Rule of Law)
หลักการที่ ๒ กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินตามกระบวนการทางกฎหมาย (Due Process of Law)
หลักการที่ ๓ กระบวนการยุติธรรมต้องยึดมั่นในธรรมาภิบาล (Good Governance)
หลักการที่ ๔ กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใส (Transparency)
หลักการที่ ๕ กระบวนการยุติธรรมต้องตรวจสอบได้ (Accountability)
หลักการที่ ๖ กระบวนการยุติธรรมต้องยึดมั่นในความถูกต้องและชอบธรรม (Integrity)

(๓) ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ?
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ได้ถูกหยิบยกพูดกันหลายเวที ในรอบหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่วลีของคำว่า “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม” สรุปได้ความว่า
๑. กระบวนการยุติธรรมขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. กระบวนการยุติธรรมไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. กระบวนการยุติธรรมบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน

ฉะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจำแนกตัวกระบวนการยุติธรรม ออกเป็น “กระบวนการ/ขั้นตอน” และ “บุคลากรในกระบวนการ”

๑. กระบวนการ/ขั้นตอนขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. กระบวนการ/ขั้นตอนไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. กระบวนการ/ขั้นตอนบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน
และเช่นกัน
๑. บุคลากรขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
๒. บุคลากรไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๓. บุคลากรบกพร่องต่อหลักการขั้นพื้นฐานข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายข้อรวมกัน

ท่านจะเห็นได้ว่า ตัวกระบวนการ กับ ตัวบุคลากร มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ หากกระบวนการขาดประสิทธิภาพ แต่บุคลากรมีประสิทธิภาพ ระบบไม่เอื้อต่อการทำงาน มันก็ไม่เวิร์ค ในทางกลับกันกระบวนการมีประสิทธิภาพ แต่คนไร้ประสิทธิภาพ ก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้น ในทางอุดมคติมันต้องพัฒนา แก้ไขควบคู่กัน แต่ในความเป็นจริงถ้าจะต้องเลือก ก็คงถ่ายน้ำหนักไปที่ “วางระบบ” มากกว่า “ตัวคน” ทั้งนี้ เพราะ กระบวนการที่ดีจะความชัดเจนให้แก่ประชาชน ในการมีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม

(๔) จุดเริ่มของกระบวนการยุติธรรม
ผมขอฉายให้เห็นภาพรวมถึง ขั้นตอนการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรม ดังนี้
อำนาจอธิปไตย แบ่งอำนาจเป็น ๓ อำนาจ ได้แก่
๑. อำนาจบริหาร
ทำหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย
กระทรวงยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมพินิจและคุ้มครองเด็ก กรมราชทัณฑ์ ปปง. ปปส. กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
๒. อำนาจนิติบัญญัติ
ทำหน้าที่ ตรากฎหมายและตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
๓. อำนาจตุลาการ
ทำหน้าที่ พิจารณาพิพากษาอรรถคดี และปรับใช้กฎหมาย ได้แก่ ศาล (อันประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหาร และศาลชำนัญพิเศษอื่น)

หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่ หลักการที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของพลเมือง” ซึ่งตามรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” หมายความว่า การใช้อำนาจของทั้งสามอำนาจนั้น ต้องเพื่อประโยชน์ของพลเมือง หรืออย่างน้อยที่สุดผู้ใช้อำนาจนั้น ต้องเกรงใจต่อเจ้าของอำนาจอธิปไตย


ดังนั้น จุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ควรเริ่มตั้งแต่กระบวนการยกร่างกฎหมาย ตรากฎหมาย (อำนาจนิติบัญญัติ) มาสู่การใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม (อำนาจบริหาร) และท้ายสุดกระบวนพิจารณาพิพากษาคดี (อำนาจตุลาการ) ซึ่งต้องยึดโยงและสัมพันธ์กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(๕) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
อ้างอิง : ความตอนหนึ่งในคำประกาศเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ เนื่องในการเสวนา ๖๐ ปี สิทธิมนุษยชนสากลกับคดีที่ดินคนจน

มีดังนี้ “.....เช่นนี้แล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะยุติปัญหาดังกล่าวได้ คือ สังคมโดยรวมต้องรับรู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปที่ดินขึ้นในสังคมไทย โดยเร็วที่สุด ทั้งโดยการนำเสนอต่อรัฐบาล และรัฐสภาให้เร่งตรากฎหมายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร การดำเนินนโยบายกระจายการถือครองที่ดิน โดยผ่านมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการจำกัดขนาดการถือครองที่ดิน เป็นต้น ในขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรม ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการถือครองทำประโยชน์ที่ดินของประชาชนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงหลักแห่งความเป็นจริง และบริบททางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป หาไม่แล้ว ประชาชนโดยส่วนใหญ่จะยังคงเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เช่นเดิม...”

ยกตัวอย่างข้างต้น เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า บางทีกฎหมาย/กระบวนการยุติธรรมก็ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น ออกกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเขตป่าไม้ ซึ่งมีผลกระทบให้ผู้คนในพื้นที่ที่ถูกขีดเส้นต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิด และดำเนินขั้นตอนทางกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ เช่น กำหนดวงเงินประกันสูง เป็นต้น

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามองทุกอย่างเป็นกระบวนการ เป็นสายพานส่งต่อ ๆ กันไป @–กระทำผิดกฎหมาย –-จับกุม— ส่งฟ้อง—เข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล—ตัดสิน—ลงโทษ ถ้าพบว่ามีความผิด--@ สุดท้ายมันมาประดังในชั้นสุดท้าย คือ ระบบงานราชทัณฑ์ ซึ่งเกิดปัญหาคนล้นเรือนจำ เพราะฉะนั้น หากพิจารณาการบริหารงานยุติธรรมแบบย้อนกลับ เราจะลดจำนวนผู้ต้องขังได้อย่างไร

๑. ต้องสร้างกลไก/มาตรการในการลดจำนวนคดีเข้าสู่กระบวนการ
๒. ต้องสร้างกลไก/มาตรการในการนำจำนวนคดีออกจากกระบวนการ
๓. ต้องสร้างกลไก/มาตรการกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนเข้าสู่กระบวนการ

ไม่ใช่เริ่มต้นจาก Process ในกระบวนการยุติธรรม ต้องเริ่มจากการออกกฎหมาย อย่างที่กล่าวในหลักการว่า การใช้อำนาจต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ

การตรากฎหมาย ต้องไม่ให้สร้างปัญหาของการเพิ่มจำนวนผู้กระทำความผิด หรืออย่างน้อยรัฐต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อใช้จำแนกผู้กระทำก่อนหรือฝ่าฝืนกฎหมายในภายหลังให้ชัดเจน

การใช้อำนาจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเกรงใจประชาชน ตรงนี้สำคัญเพราะเป็นเรื่องของทัศนคติ : อำนาจนิยม หรือ เสรีนิยม เช่น ระบบการออกหมายจับหรือการคุมขังบุคคล ซึ่งในปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ “การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ” โดยในความเป็นจริงนั้น เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมาย ตามขั้นตอน ตามระเบียบ –ไม่ผิดกฎหมาย— แต่ไม่คำนึงถึงความเหมาะควร เช่น จับในเวลากลางคืน กับผู้ต้องหาที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมร้ายแรงอะไร หรือแม้แต่ การใช้ดุลพินิจในการออกหมายจับก็ตาม ขาดมิติของการใช้อำนาจที่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของมนุษย์ เพราะคุ้นชินกับทัศนคติฝ่ายอำนาจนิยม ---หมายเหตุ หลักนิติรัฐ มิใช่ใช้อำนาจที่มีตามกฎหมาย แต่หากอยู่ที่การใช้อำนาจต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งคุณธรรม

พอจับกุมบุคคลเพื่อนำมาสอบสวนค้นหาความจริง ต้องปฏิบัติโดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และจะปฏิบัติกับเค้าเสมือนเป็นผู้กระทำผิดไม่ได้ นี่ไม่นับรวมถึงการปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากสอบสวนแล้วปรากฏว่า พยานหลักฐานในสำนวนอ่อน หรือไม่สามารถกล่าวหาเค้าได้ ก็ต้องปล่อย

พอมาถึงชั้นอัยการ ซึ่งตามกระบวนการแล้ว มีหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงของชั้นเจ้าพนักงาน ต้องกลั่นกรองข้อเท็จจริง/สำนวนคดีว่ากระทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย/ระเบียบ และน่าเชื่อถือรับฟังได้หรือไม่เพียงใด –บทบาทในการตรวจสอบตรงนี้ สามารถลดจำนวนปริมาณคดีและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมาก เช่น ใช้อำนาจตามกฎหมายในการไม่สั่งฟ้อง การชะลอการฟ้องคดี หรือบทบาทในการไกล่เกลี่ยคู่กรณี เป็นต้น

เมื่อคดีนำเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ศาลต้องตรวจสอบความจริงทั้งก่อนประทับรับฟ้อง และในชั้นพิพากษาคดีความ

ฉะนั้น ผมเห็นว่า ในการใช้อำนาจผ่านกระบวนการยุติธรรม จักต้องควบคู่ไปกับการคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับ มาตรา ๒๖ รธน. ได้เขียนไว้ชัดว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ

-------------------------
ข้อน่าคิด ส่วนมากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม มักยึดหลักว่า อะไรถูกก็ว่าตามถูก สิ่งใดผิดก็ว่าไปตามผิด ---แต่ขอเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมว่า ถูกก็ว่าไปตามถูก (ไม่เถียง) แต่อะไรที่ผิด ก็แก้ไขให้มันถูกมิได้หรือ ? เพราะกระบวนการยุติธรรมคงมิใช่มีไว้แปลงสภาพคนให้เป็นนักโทษ หากอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมต้องเอื้อต่อการพัฒนาคน สังคม เศรษฐกิจและการเมือง เราต้องเห็นถึงความผิดปกติของการจำคุกแม่ที่ขโมยลูกขนุนเพื่อให้ลูกกิน มากกว่าการปรับใช้กฎหมายครบองค์ประกอบฐานความผิดลักทรัพย์ เหมือนกับการล่อซื้อกรณีนักศึกษาขายบริการทางเพศ แล้วถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนแห่งกระบวนการยุติธรรม

หรือเหมือนกับกรณีนักศึกษาถูกแจ้งความจับข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของเพื่อน เพราะความอยากได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ด้วยความคะนองของวัยรุ่น และผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ในชั้นตำรวจนักศึกษายอมรับสารภาพ แต่คดีไม่อาจยอมความได้ อัยการส่งฟ้อง ศาลตัดสินมีความผิด และนักศึกษารายนั้นมีประวัติอาชญากรติดตัว (ผิดว่าไปตามผิด ?—หรือ—ผิดก็แก้ไขให้มันถูกได้ไหม?)
-----------------------
บทส่งท้าย
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งอยู่ที่ “การปลูกฝังทัศนคติของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม” เพราะบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่เป็นนักกฎหมาย ซึ่งโดยระบบการศึกษากฎหมายในปัจจุบัน ได้ถูกเกลื่อนกลืนตามองค์กรวิชาชีพค่อนข้างมาก (ในบางที่ถ้าไม่กล้าหาญพอ อาจถึงขนาดถูกครอบงำได้) จนทำให้ขาดมิติของการสอนให้ทราบถึงคุณค่าหรือคุณธรรมที่อยู่เบื้องหลังกฎหมาย : ผมเห็นว่าไม่เสียหายอะไร หากการศึกษาวิชานิติศาสตร์จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกปีหรือสองปี แต่ทำให้นักกฎหมายเป็นผู้ใช้อำนาจอย่างที่หัวสมองสัมพันธ์กับหัวใจ
-----------------------------------------------------------------

มีผู้กล่าวไว้ว่า : ประเทศที่เจริญแล้ว เค้าพยายามทำให้หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์
แต่ประเทศที่ยังไม่พัฒนา เค้าพยายามทำให้มนุษย์เป็นหุ่นยนต์
--------------------------------------------------
หมายเหตุ
มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา ๓๙ บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่
กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่
กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
(วรรคสอง) ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
(วรรคสาม) ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

มาตรา ๔๐ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(๒) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอ
ข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(๓) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม
(๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และการไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง
(๕) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง และความช่วยเหลือที่จำเป็นและเหมาะสมจากรัฐ ส่วนค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้เป็นไป
ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(๖) เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอย่างเหมาะสม และย่อมมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ
(๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง
รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว
(๘) ในคดีแพ่ง บุคคลมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเหมาะสมจากรัฐ

-------------------------------------------------------------
กิตติบดี

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Banner : LAW KKU.



สังคมแห่งนิติรัฐ



รักษ์สิ่งแวดล้อม



สังคมแห่งนิติรัฐ



ส่งเสริม "วัฒนธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน"



รณรงค์ "สังคมแห่งนิติรัฐ"


-------------------------
กิตติบดี

โรงเรียนสอนกฎหมายสอนอะไร ?




โรงเรียนสอนคนให้มีหลักการ ?

เมื่อผู้อาวุโสได้ไต่ถามว่า



คำถาม : ทำไมเขา/เธอถึงอยากเรียนนิติศาสตร์
คำตอบ : ผม/หนูอยากช่วยเหลือสังคม คนยากจน อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม จะนำความรู้ที่ได้รับไปประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประเทศชาติ



บ้างอยากเป็นผู้พิพากษา บ้างก็อยากเป็นอัยการ บ้างอยากเป็นทนายความ ตำรวจ ทหาร บ้างก็อยากเป็นนักการเมืองไล่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันนายกรัฐมนตรี



บ้างก็อยากเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ตลอดจนอยากมีความรู้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในกิจการของตน



บ้างก็อยากจะตอบไปว่า ไม่รู้จะไปร่ำเรียนอะไร เลยเลือกเรียนนิติศาสตร์เพราะตนเองไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในตัวเลข รวมถึงภาษาอังกฤษก็บกพร่อง เลยมาเรียนกฎหมายที่เห็นใคร ๆ บอกว่าท่อง ๆ ๆ ๆและท่อง...จำอย่างเดียว เดี๋ยวก็จบ แต่ความย่อหน้านี้คงมีน้อยคนนักที่หาญกล้าตอบแก่ผู้อาวุโส (หากยังไม่คุ้นเคย)ส่วนใหญ่เพียงคิดแต่ทดไว้ในใจเสมอมา



บ้างก็ตอบว่า ผม/หนูเป็นลูกกตัญญูเรียนไปตามใจคุณพ่อคุณแม่ หรือบางรายเลือกเรียนเพราะชีวิตนี้เป็นผู้ตามที่ดี เพื่อนไปไหนเราไปด้วย อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากราย

ว่าไปกระไรได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้เลือกเรียนนิติศาสตร์นั้น ย่อมไม่เท่ากับหนึ่งโอกาสที่ได้เข้าเรียน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศาสตราจารย์กฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “อันวิชาชีพกฎหมายจะมีเกียรติภูมิสูงส่งเพียงไร วิชาการด้านกฎหมายจะพัฒนาไปเพียงไร และมหาวิทยาลัยตลอดจนสถาบันอบรมศึกษาวิชากฎหมายจะมีศักดิ์สูง เพราะได้รับการรับรองวิทยฐานะจากสถาบันกฎหมายในนานาประเทศหรือไม่เพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการสร้างนักกฎหมาย และการวางรากฐานแห่งวิชาชีพกฎหมาย นั่นคือ การจัดการศึกษาวิชากฎหมายนั่นเอง”



ประมาณได้ว่า ผลไม้จะหวานชวนน่าลิ้มลอง ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้นั้นแล ซึ่งมาตรว่าหากต้นไม้นั้นเป็นพิษ ผลย่อมเป็นพิษตามเช่นกันฉันใด สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัย)ที่สอนนิติศาสตร์จะไปสู่ความเป็นเลิศทางนิติศาสตร์ย่อมต้องพึงสังวรด้วยเช่นกันฉันนั้น


การจัดการศึกษานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น เพื่อพร่ำสอนและคาดหวังให้นักศึกษาที่เรียนนิติศาสตร์จักเป็น “นักศึกษานิติศาสตร์” มิใช่เป็นแค่เพียงนักศึกษาที่รู้ตัวบทกฎหมายและ/หรือเพียงแค่วินิจฉัยกฎหมายได้เท่านั้นที่เรียกว่า “นักศึกษากฎหมาย” เพราะคำว่า “นิติศาสตร์” ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” ซึ่งคำว่า “นิติศาสตร์” มีความหมายที่ลุ่มลึกและพิสดารกว่าคำว่า “กฎหมาย” อยู่หลายช่วงตัวนัก ความข้อนี้ขอให้สังเกตว่า ทำไมในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะเข้าศึกษานิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีได้จะต้องสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสาขาหนึ่งสาขาใดมาก่อน หรือประเทศอังกฤษ การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยจะใช้วิธีการจัดสอบรวมของส่วนกลาง หรือบางมหาวิทยาลัยคัดเลือกโดยข้อสอบตรง โดยที่จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะนักศึกษาพวกหัวกะทิมาเรียนเท่านั้น หรือในประเทศในระบบประมวลกฎหมายอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศสนั้น มีลักษณะคล้าย ๆ กับประเทศไทย แต่ความเข้มข้นของการศึกษาอยู่ที่ปีหนึ่งขึ้นปีที่สอง หากไม่มีความสามารถหรือไม่ตั้งใจเล่าเรียนจริง ๆ จะสอบไม่ผ่านขึ้นปีที่สอง คือ รับนักศึกษาเข้ามาก่อนแล้วใช้ความเข้มข้นของวิชาการและความขยันอดทนของนักศึกษาเป็นเครื่องคัดกรองนักศึกษาออกไปตั้งแต่อยู่ชั้นปีแรก หรือในประเทศเยอรมนี นักศึกษาจะได้ปริญญานิติศาสตร์หรือไม่นั้น เมื่อเรียนจบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย รัฐบาลจะเป็นผู้จัดทดสอบเพื่อวัดผลว่าเหมาะสมที่จะได้รับใบปริญญานิติศาสตร์หรือไม่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ที่ศึกษานิติศาสตร์เมื่อจบออกไปทำงานในสายวิชาชีพล้วนแต่มีเนื้อหาสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน จึงจำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรับผิดชอบในระดับสูง เพื่อไปรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคม รวมไปถึงมีบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชนไล่เรียงตั้งแต่ระดับรากไปจนกระทั่งชั้นสูงสุด ดังคำที่ว่า นิติศาสตร์หรือนีติศาสตร์ --- ศาสตร์แห่งผู้นำ---เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ซึ่งความสำคัญดังกล่าว จึงทำให้ในการศึกษานิติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาผู้นั้นจะจำได้หมายรู้เพียงตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น



คำว่า นิติศาสตร์ หมายความว่า วิชาที่ว่าด้วยกฎหมาย แต่คำว่า กฎหมาย หมายความเพียงว่า บทบัญญัติหรือคำสั่งที่ตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจที่ใช้บังคับในสังคม
จำแนกได้ว่า วิชานิติศาสตร์ ข้อเท็จจริง คุณค่า

เพราะ เมื่อนักศึกษานิติศาสตร์เป็นที่คาดหวังของสังคมและ/หรือจะต้องออกไปรับใช้สังคมตามที่พวกเขาชอบกล่าวอ้างตามพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเสมอ ๆ ว่า My life is service (ชีวิตของข้าพเจ้าคือการรับใช้) ดังนั้นแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการศึกษานักศึกษาจึงต้องอาศัยสรรพกำลังต่าง ๆ เพื่อให้ตนมีความรู้ในเนื้อหาของกฎหมายในรูปข้างต้นได้แก่วงกลมตรงกลาง กล่าวคือ นักศึกษาต้องรู้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถ่องแท้เพื่อใช้ยึดเป็นหลักและต้องปักหลักนั้นให้มั่นคง แข็งแรง โดยอาศัยคำพิพากษาของศาลมาใช้เป็นอุทาหรณ์ประกอบให้เข้าใจบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ อย่างแจ่มชัด และประยุกต์ใช้ได้อย่างแยบคาย

เท่านั้นหาเพียงพอไม่ นักศึกษาต้องสาวลึกให้ได้ว่า บทบัญญัตินั้น ๆ มีที่มาอย่างไร นักศึกษาจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหยั่งรากลึกถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ หรือข้อเท็จจริงแห่งหลักกฎหมายนั้น ๆ ว่าคืออะไร ดังคำสุภาษิตจีนที่ว่า “ยิ่งโน้มคันศรยิ่งมากเพียงใด ลูกธนูที่ยิ่งออกไปยิ่งพุ่งตรงสู่เป้าหมายแรงยิ่งขึ้นเป็นทวี”



ลองตรองดูว่า เมื่อนักศึกษาตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ ท่องตัวบท อ่านฎีกา นักศึกษาย่อมหมายรู้ได้ว่า “มาตรา ๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามแก่นักศึกษาว่า “มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งมีสภาพบุคคลหรือไม่” นักศึกษาท่านนั้นหยุดตรึกตรองและวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดตามบุคลิกนักกฎหมายว่า มนุษย์โคลนนิ่งไม่มีสภาพบุคคลเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๕ เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการคลอด ดังนั้น จึงไม่มีสภาพบุคคล และนักศึกษากฎหมายท่านนั้นยังทรงแสดงภูมิรู้เป็นของแถมต่อไปอีกว่า เมื่อไม่มีสภาพบุคคลจึงทำให้ไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ...




แต่กระนั้น เด็กน้อยอาจสะกิดถามคุณแม่ของตนว่า แม่จ๋ามนุษย์โคลนนิ่งนั้นก็เหมือนกับเรามีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ใช่มนุษย์หละ เด็กน้อยคนนั้นคงถามโดยสามัญสำนึกแบบเด็ก ๆ อย่างนี้กระมังที่ หลายต่อหลายคนค่อนขอดนักกฎหมายไทยว่า “เป็นพวกโง่ที่มีหลักการ”

อะไรหละหรือทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะนักศึกษานิติศาสตร์ไม่พยายามศึกษาถึงนิติศาสตร์ในทางคุณค่าและ/หรือพยายามค้นหาปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังบทบัญญัติแห่งกฎหมาย



ฉะนั้น จะมีนักกฎหมายอยู่มากรายเมื่อสำเร็จการศึกษาไปทำงานประกอบอาชีพทางกฎหมาย มักจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตน จนละเลยคำตอบที่เคยพรั่งพรูให้แก่ผู้อาวุโสที่ถามเอาไว้ก่อนเข้าเรียนนิติศาสตร์ เช่น ใช้มาตรา ๔๒๓ ในทางละเมิด โดยหารู้ถึงคุณค่าของกฎหมายและ/หรือตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากแต่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หรือเบียดเบียนบีฑาผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย แม้ความดังกล่าวพ่อของแผ่นดินได้เตือนสตินักกฎหมายไว้แล้วว่า “กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของความยุติธรรม” อย่างนี้อีกกระมังที่ หลายคนจึงดูถูกนักกฎหมายว่า “เป็นพวกหัวหมอ”


ถึงเวลานี้....ยังมิอาจหยั่งทราบได้เหมือนกันว่า นักศึกษาที่เรียกตนเองว่า “นักศึกษานิติศาสตร์” จักได้รู้หรือยังว่า ตนเอง ต้องรู้อะไร ? ควรรู้อะไร ? และท้ายที่สุด อยากรู้อะไร ?


กิตติบดี

สรุปประเด็น : ข้อแนะนำในการจัดทำสัญญาทางธุรกิจ

หัวข้อบรรยาย

-หลักพื้นฐานแห่งสัญญา
-เนื้อหาสาระของสัญญา
-ความสมบูรณ์ของสัญญาการผิดสัญญา

ผู้ร่างสัญญาส่วนใหญ่มักร่างสัญญาจากความคุ้นชินมากกว่าข้อเท็จจริง จนบางครั้งสัญญาที่ถูกจัดทำขึ้นยุ่งยาก ไม่กระชับ และขาดความชัดเจนไม่ตรงตามเจตนารมณ์

หลักพื้นฐาน

๑. สัญญา คืออะไร

๒. สัญญาประเภทใดที่ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร

๓. ทำอย่างไรให้สัญญามีผลผูกพัน

๔. ผลของการฝ่าฝืนสัญญา

ข้อพึงระวังในการจัดทำสัญญา

(๑) ปัญหาที่เกิดจากผู้ทรงสิทธิ์ ได้แก่
(ก) ความสามารถในการทำนิติกรรม

(ข) การแสดงเจตนา

(๒) ปัญหาที่เกิดจากตัวสัญญา ได้แก่
(ก) แบบของนิติกรรม

(ข) วัตถุประสงค์

(๓) ปัญหาที่เกิดจากตัววัตถุแห่งสิทธิ ได้แก่
(ก) กรรมสิทธิ์

(ข) ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

หลักทั่วไปสำหรับการร่างสัญญาทางธุรกิจ


ข้อแนะนำ ประการเพื่อให้สัญญาทางธุรกิจมีผลบังคับตามกฎหมาย

๑. จงทำสัญญาทุกประเภทให้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้กฎหมายไม่บังคับก็ตาม
๒. จงทำให้ง่ายที่สุด
๓. จงติดต่องานและเจรจาให้ถูกคน
๔. จงพิจารณาคู่สัญญา
๕. จงย้ำรายละเอียดที่ชัดเจนกับลูกความ
๖. จงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับผลตอบแทน
๗. จงกำหนดเงื่อนเวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะวันสิ้นสุดสัญญา
๘. จงกำหนดตกลงวิธีการยุติหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
๙. จงเก็บเป็นความลับ

ตรวจสอบ : Contract Terms


(๑) ผู้ทรงสิทธิ์
ปัจเจกชน หรือองค์กรธุรกิจ ?
ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจ เป็นประเภทใด ? (ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด กิจการร่วมค้า บริษัทมหาชนจำกัด หรือ อื่นๆ )
เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำในนามองค์กรธุรกิจหรือไม่ ?
มอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
แน่ใจได้อย่างไรว่าผูกพันกับองค์กรธุรกิจ ?

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบ
ที่อยู่ของคู่สัญญา
วัตถุประสงค์ของสัญญา
สิ่งที่อยู่ในใจของคู่สัญญา

(๒) ตัวสัญญา
เรื่องทั่วไป (แบบฟอร์มทั่วไป)
หน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
สิทธิของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
วัน เวลา และระยะเวลาต่าง ๆ ที่สำคัญ
จำนวนเงิน (อักษร/ตัวเลข)
จำนวนปริมาณ
เงื่อนไขการจ่ายเงิน
งวด เงื่อนเวลา
ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม
ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ
การรับรองหรือรับประกัน
การปฏิเสธความรับผิด (พรบ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม)
ข้อจำกัดความรับผิด

ความเสียหาย
การจัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ
การผิดสัญญา
อนุญาโตตุลากการ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
รัฐบัญญัติ
การบังคับใช้กฎหมายหรือศาล
ลายมือชื่อ
การรับรองลายมือชื่อ (กรณีคนต่างชาติ)

(๓) ตัววัตถุแห่งสิทธิ์
ทรัพย์สินต้องตรวจสอบให้ชัดเจนและถูกต้อง

สุดท้ายให้ตรวจสอบอีกครั้ง เรื่อง Contract Terms

ข้อพึงปฏิบัติ
ü เริ่มต้นจากอาศัยแบบฟอร์มสำเร็จรูป และปรับใช้อย่างเหมาะสมแก่สถานการณ์
ü ตั้งชื่อสัญญา ให้ตรงกับเจตนา
ü เขียนชื่อ-ที่อยู่ของคู่สัญญาให้ถูกต้อง
ü เขียนวันที่ทำสัญญาไว้ย่อหน้าแรก
ü ใช้สามัญสำนึกในการเขียนสัญญา
ü ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน
ü ให้คำจำกัดความต่อศัพท์เทคนิค
ü ทบทวนคำว่า และ – หรือ
ü สอบถามลูกความในประเด็นที่สงสัยหรือไม่ชัดเจน
ü ใช้ปากกาสีเข้มลงลายมือชื่อ ไม่ใช้ดินสอหรือลายเส้นจากสำเนาเด็ดขาด
ü ตรวจสอบชื่อคู่สัญญากับลงลายมือชื่อต้องตรงกัน
ü เก็บสำเนาสัญญาไว้ทุกครั้ง

พึงระลึกไว้เสมอว่า ผลแพ้-ชนะในคดีแพ่ง (สัญญาทางธุรกิจ) ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้น ฉะนั้น จงรอบคอบและพิถีพิถันในการจัดทำสัญญา

กิตติบดี

กฎหมายสัญญาทางธุรกิจ : ขอบเขต

กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาธุรกิจ : หลักพื้นฐาน
Business Contract Law: The Basics

---------------------

พื้นฐานของสัญญา
§ สัญญาคืออะไร
§ ทำไมต้องเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
§ ใครเป็นผู้มีหน้าที่เขียนสัญญาธุรกิจ
§ การทำสัญญากับภาครัฐเป็นสัญญาธุรกิจใช่หรือไม่
§ มูลเหตุของการฝ่าฝืนสัญญา
§ การบังคับตามสัญญา

งานที่ปรึกษาและสัญญาธุรกิจ ● ให้บริการโดยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ โดยผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น โทรศัพท์, โทรสาร, อีเมล์ หรือ โดยการพบนอกสถานที่ เป็นต้น ● ให้บริการรับจัดทำสัญญาทางธุรกิจทุกประเภท โดยสามารถทำเป็นภาษาต่างประเทศได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

งานด้านจดทะเบียนและใบอนุญาต ให้บริการงานจดทะเบียนทุกประเภท ซึ่งได้แก่:-• งานจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไข ห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า• งานจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์• งานจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง)• การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่างชาติ• ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ • การซื้อและขายคอนโดมิเนียมของคนต่างชาติ • ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และ การขออยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวต่อไป (ต่อวีซ่า) • การขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยของคนต่างด้าว• การจดทะเบียนสมรสระหว่างคนต่างด้าวกับคนไทย และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคนต่างด้าว• งานขอใบอนุญาตขับขี่ให้กับคนต่างชาติ• งานขอใบอนุญาตต่างๆ จากหน่วยงานราชการ เช่น ใบอนุญาตร้านอาหาร, ใบอนุญาตสุรา และ ยาสูบ เป็นต้น• งานขึ้นทะเบียนประกันสังคม

งานด้านทนายความ ● ให้บริการเป็นทนายความดำเนินคดีต่างๆ เช่น คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีครอบครัว, คดีแรงงาน, คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ● รับเป็นตัวแทนในการเจรจาประนอมหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน ต่างๆ● ให้บริการดำเนินการบังคับคดี ในเขต กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

งานบริการอื่นๆ • งานแปลเอกสารต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น• งานตรวจสอบต่างๆ ได้แก่ :-- ความเป็นนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท (หนังสือรับรองของบริษัท), ผู้ถือหุ้นของบริษัท, ผู้เป็นหุ้นส่วน (หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน)- สถานะทางการเงินของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น งบการเงินประจำปี เป็นต้น- ตรวจสอบที่อยู่ของบุคคลที่จะดำเนินคดีทางศาล- ตรวจสอบชื่อผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง • งานคัดเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน บริษัท, บัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท, เป็นต้น• งานยื่นแบบชำระประกันสังคมรายเดือน ของสถานประกอบการ• งานบริการอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น



กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...