วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สัมมนาแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕ ประชาชนจะได้รับอะไรจากกระบวนการยุติธรรม
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สรุปการบรรยายละเมิด (๘) เรื่อง จงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลยได้กระทำต่อโจทก์ (๒) โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และ (๓) โดยผิดกฎหมาย
คราวนี้ในการพิจารณาว่า อย่างไรถึงเป็นจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญนอกจากจะครบองค์ประกอบแห่งละเมิดแล้ว ยังมีผลในเรื่องการกำหนดระดับความร้ายแรงแห่งละเมิดด้วย แต่อย่างไรก็ดี ในทางแพ่ง (ละเมิด) กฎหมายมุ่งให้ผู้กระทำต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม ซึ่งตรงนี้อาจจะแตกต่างกับในทางอาญาที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาหรือประมาทเนื่องจากการกำหนดบทลงโทษแตกต่างกัน
ในทางละเมิด "จงใจ" เทียบเคียงได้กับ "เจตนา" ในทางอาญา ซึ่เจตนาในทางอาญาหมายถึงเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำ เช่น นายกิตติใช้ไม้ตีนายหมอดี แสดงว่านายกิตติมีเจตนาประสงค์ต่อผลให้นายหมอดีได้รับอันตราย หรือนายกิตติเขวี้ยงไม้ไปในที่ที่นายหมอดีนั่งอยู่ ในทางอาญาอาจมองว่านายกิตติมีเจตนาชนิดย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำได้ ซึ่งมีผลเท่ากับนายกิตติมีเจตนาทำร้าย แต่ในทางละเมิดเจตนาชนิดย่อมเล็งเห็น จะถือเป็นประมาทเลินเล่อชนิดเข้ม ๆ หรือบางครั้งอาจใช้คำว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจแบ่งเป็นระดับดังนี้
(๑) จงใจ (ทางแพ่ง) เทียบเคียงกับ เจตนาประสงค์ต่อผล (ทางอาญา)
(๒) ประมาทเลินเล่อ แบ่งเป็น
๒.๑ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เทียบเคียงกับ เจตนาย่อมเล็งเห็นผล
๒.๒ ประมาทเลินเล่อ เทียบเคียงกับ ประมาท (ทางอาญา)
๒.๓ ประมาท เทียบเคียงกับ ประมาท (ทางอาญา)
ขอให้พิจารณาถึงนิตินโยบายของละเมิดและความรับผิดทางอาญา ผมเห็นว่า ในการบรรยายฟ้องและนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงระดับความร้ายแรงของการกระทำละเมิดได้ จะมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้ดุลยพินิจของศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน อย่างที่ให้ความเห็นไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ในปัจจุบันบทบาทของนักกฎหมายต้องปรับใช้/ตีความกฎหมาย (ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร) เพื่อ่ให้ความเป็นธรรมต่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตมาตรฐานของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนทั่วไปที่ถือว่าเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีเปรียบกว่าทางสังคม เพราะในปัจจุบันปัจเจกชน (เอกชน) กับปัจเจกชน (เอกชน) ไม่เท่าเทียมกันใความเป็นจริง
ฉะนั้น ในการปรับใช้กฎหมายละเมิด หากโจทก์นำสืบให้เห็นถึง (ก) สถานภาพความมีเปรียบของจำเลย ไม่ว่า สถานะ ความรู้ความชำนาญการ หรือจำเลยเป็นผู้มีวิชาชีพ หรือประกอบธุรกิจ เช่นว่านั้น (ข) พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความรับผิดชอบของจำเลยที่มีต่อผู้เสียหาย หรือสังคมแล้ว การใช้มาตรา ๔๓๘ เรื่อง การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดควรขยายขอบเขตให้กว้างขวางมากกว่าการเยียวยาความเสียหายให้ถึงขนาดเพ่ือสร้างมาตรฐานทางสังคมอีกทางหนึ่งด้วย เช่น หากพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็น (ก) และจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงให้ต้องได้รับความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว การกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นไปเพื่อสร้างมาตรฐานให้แก่สังคมมากกว่าการเยียวยาความเสียหายที่แท้จริง มิเช่นนั้น กฎหมายจักไม่สามารถผดุงความเป็นธรรมให้แก่สังคมในฐานะเป็นวิศวกรทางสังคมได้เลย ยกตัวอย่างเช่น การตีพิมพ์ข่าวสารที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลโดยที่ยอดขาย (กำไร) มากกว่าค่่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้ ---ซึ่งจะเป็นช่องทางให้นักธุรกิจแสวงหาผลกำไร โดยคำนวณความเสี่ยงทางกฎหมายเป็นต้นทุนทางการค้า ซึ่งผมเห็นว่านักธุรกิจไม่ผิด (แต่ไม่ควรตามจริยธรรมของผู้ประกอบธุรกิจ) ผู้ที่ผิดคือกระบวนการยุติธรรมที่ตามไม่ทันต่างหาก---
คำว่า "จงใจ" คือ ความประสงค์หรือมุ่งหมายให้ผู้อื่นเสียหาย เรามีหลักพิจารณาความมุ่งหมายของผู้กระทำว่า "กรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนา" กล่าวคือ การกระทำที่แสดงออกมา (พฤติกรรม) จักเป็นตัวบอกเองว่า ผู้นั้นมีความมุ่งประสงค์อย่างไร และที่สำคัญข้อเท็จจริงส่วนมากที่ไม่สลับซับซ้อนอะไร สามัญสำนึกของเราจำเป็นตัวบอกเราเองว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ (Law is common sense) หรือตามหลัก They speak themselves
คราวนี้ลองมาดูตัวอย่าง "จงใจ"
เรื่องที่ ๑
การที่จำเลยที่ ๑ สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกฉบับพิพาท โดยไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีและไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ จำเลยที่ ๑ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๐๖ คือวันที่จำเลยที่ ๓ รับบัตรภาษีพิพาทไปจากโจทก์ มิใช่นับแต่วันที่มีการนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากร จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย (คำพิพากษาฎีกา ๔๒๒๘/๒๕๕๐)
เรื่องที่ ๒ นำคดีแรงงานมาให้พิจารณา (ไม่ใช่คดีละเมิดโดยตรง) เนื่องจากศาลวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างเป็นการจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
หลังจากจำเลยมีคำสั่งห้ามไม่ให้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในบริษัทจำเลยแล้ว โจทก์ยังฝ่าฝืนปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกจ้างของจำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน อันเป็นการกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ซึ่งแม้จะมิใช่เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดอาญาในระหว่างการทำงาน ทั้งยังเป็นการเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานส่งผลกระทบต่อกำลังใจในการทำงาน ย่อมทำให้กิจการของจำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม (คำพิพากษาฎีกา ๕๙๗๘/๒๕๔๙)
เรื่องที่ ๓ จำเลยกระทำลงไปโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ (การรู้เป็นจงใจ)
จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดและโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐, ๒๐๖ และ ๒๒๔ วรรคแรก (คำพิพากษาฎีกา ๔๗๕๗/๒๕๔๙)
เรื่องที่ ๔ คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
การที่จำเลยไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีส่วนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้ จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา ๔๐ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๓๕ ไว้หรือไม่ก็ตาม เพราะตามบทบัญญัติ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มิได้มีข้อกำหนดจำกัดสิทธิของโจกท์ว่าจะต้องยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนฟ้องคดีเมื่อพฤติการณ์ของจำเลยชี้ให้เห็นว่าจำเลยจงใจลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้ราคาสินค้าจะแตกต่างกันอย่างมาก ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในกรณีนี้ได้ เพราะผู้ซื้ออาจหลงผิดไปว่าเป็นสินค้า ลดราคาของโจทก์ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกับโจทก์ จึงนับได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือ หลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่จะพึงรับจดทะเบียนให้ได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๖ (๓๓) และ ๑๓(๒)
(คำพิพากษาฎีกา ๓๓๔๔/๒๕๔๕)
เรื่องที่ ๕
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทตามมาตรา ๑๒๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัท บ. ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๕๒ จึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีอยู่ การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาเอกสารไว้ตามมาตรา ๑๒๗๑ อีกทั้งเมื่อจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน ๑๕ วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๕/๑๕ แต่ไปแจ้งหลังจากนั้น ๑ ปีเศษและรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก ๑.๕๓๘,๙๐๕.๔๔ บาท แต่มิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้กรมสรรพากรโจทก์โดยกลับแบ่งเงินเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น อันขัดต่อมาตรา ๑๒๖๔ และมาตรา ๑๒๖๙ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ (คำพิพากษาฎีกา ๓๑๙๙/๒๕๔๕)
เรื่องที่ ๖
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ทำเอกสารปลอมและเท็จขึ้นซึ่งสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินของด่านศุลกากรกระบี่จำนวน ๓ ฉบับ ให้แก่บริษัทสินร่วม จำกัด นำไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าบริษัทสินร่วม จำกัด ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าภาษีอากรเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัท ส. จำกัด ได้ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ตามเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น แม้ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวปฏิบัติผิดเงื่อนไข เป็นผลให้โจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทดังกล่าวได้หรือสิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์จากบริษัทดังกล่าวยังมิได้หมดสิ้นไป แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์แจ้งให้บริษัทดังกล่าวนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระ แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยซึ่งจำเลยก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่าโจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีจากบริษัทดังกล่าวหรือจากธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรดังกล่าวได้จึงมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ (คำพิพากษาฎีกา ๖๔๘๙/๒๕๔๓)
เรื่องที่ ๗
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆกับพวกซึ่งไม่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ร่วมกันจับโจทก์ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยจับโจทก์ขณะขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยไม่ปรากฏว่ามีหมายจับ และยึดรถจักรยานยนต์ของโจทก์แล้วไปค้นบ้านพักโจทก์โดยจำเลยเอาหมายค้นบ้านเลขที่ ๓๗๙ มาแก้ไขเลขที่บ้านให้ตรงกับบ้านโจทก์ และยึดอะไหล่รถจักรยานยนต์กับเครื่องมือรวม ๖๕ รายการ เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์โจทก์ขอคืนของกลางจากพนักงานสอบสวนแต่ได้รับแจ้งว่าไม่มีการยึดทรัพย์ของโจทก์เป็นของกลาง และให้โจทก์ขอคืนของกลางจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต ๑เมื่อโจทก์ขอคืนของกลางก็ได้รับแจ้งอีกว่าไม่ได้ยึดทรัพย์ของโจทก์ไว้เป็นของกลางเช่นเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมียศพันตำรวจตรี ตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆจึงเป็นเพียงพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๖) มิใช่สารวัตรตำรวจอันเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามมาตรา ๒ (๑๗) (ภ) จำเลยจะจับผู้ใดและค้นในที่รโหฐานแห่งใดจะต้องมีหมายจับและหมายค้นด้วย เว้นแต่จะต้องด้วยข้อยกเว้นให้จำเลยจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ และมาตรา ๙๒ บัญญัติไว้ว่า
"มาตรา ๗๘ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้
(๑)เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐
(๒)เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด
(๓)เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี
(๔)เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว
เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองไม่ต้องมีหมาย แต่ต้องเป็นในกรณีที่อาจออกหมายจับได้ หรือจับได้ตามประมวลกฎหมายนี้"
"มาตรา ๙๒ ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีต่อไปนี้
(๑)เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน
(๒)เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
(๓)เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น
(๔)เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน
(๕)เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา ๗๘
เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ค้นด้วยตนเองไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้ แต่ต้องเป็นในกรณีที่อาจออกหมายค้นหรือค้นได้ตามประมวลกฎหมายนี้"
ดังนั้นเมื่อจำเลยจับโจทก์และค้นบ้านโจทก์อันเป็นที่รโหฐานโดยไม่ปรากฏว่ามีหมายจับและหมายค้นอันถูกต้อง ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามกฎหมายที่จะจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายซึ่งเป็นละเมิด เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าวของจำเลย จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย ตามมาตรา ๔๓๘ (คำพิพากษาฎีกา ๖๓๐๑/๒๕๔๑)
----------------
หมายเหตุ
น.ศ.ลองหาฎีกาฉบับเต็มอ่าน//ศึกษาคำอธิบายเรื่องเจตนาในส่วนกฎหมายอาญาประกอบ
----------------
กิตติบดี
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552
สรุปการบรรยายละเมิด (๗) เรื่อง ละเมิดโดยแท้
หลักกฎหมายละเมิดตามมาตรา ๔๒๐: เรื่องลักษณะของจำเลย และลักษณะแห่งการกระทำ
ในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ามาตรา๔๒๐เป็นบททั่วไปที่มีความสำคัญและครอบคลุมความรับผิดเพื่อละเมิดในทุกลักษณะโดยมาตราดังกล่าวโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบ (เงื่อนไข) ดังต่อไปนี้
๑. โจทก์ต้องบรรยายให้เห็นถึงความผิดของจำเลย(ความชั่ว) หรือ Fault
๑.๑ จำเลยได้กระทำต่อผู้อื่น
๑.๒ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
๑.๓ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือตามมาตรา๔๒๑โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
๒.โจทก์บรรยายให้เห็นถึงความเสียหายที่ตนได้รับ (Damage)
๓.โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความเสียหายที่ตนได้รับมาจากการกระทำความผิด/ชั่วของจำเลย (Causation)
ประเด็นแรกการกระทำที่เป็นความผิดของจำเลย
วิเคราะห์ ก. ลักษณะของจำเลย กล่าวคือ ผู้กระทำละเมิดหรือจำเลยจะเป็นบุคคลใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการหย่อนความสามารถ(ผู้เยาว์คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ)
แต่มีเงื่อนไขที่บุคคลที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตตามมาตรา ๔๒๙ และมาตรา ๔๓๐ จะกระทำละเมิดได้นั้นต้องสัมพันธ์กับลักษณะแห่งการกระทำ
ข้อสังเกตบุคคลตามกฎหมายมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนั้นนิติบุคคลก็สามารถกระทำละเมิดได้เช่นกันโดยผ่านผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล
ข. ลักษณะแห่งการกระทำ กล่าวคือ การเคลื่อนไหวอากัปกิริยาต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งจิตใจหรือรู้สำนึกแห่งการกระทำนั้น
สืบเนื่องจากลักษณะของจำเลยที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตก็สามารถกระทำละเมิดได้เมื่อจำเลยที่มีลักษณะต่างๆเช่นว่านั้นกระทำโดยรู้สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปมีตัวอย่างบิดาได้ว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาเลี้ยงบุตรตนอายุ๓เดือนปรากฏว่าพี่เลี้ยงได้นำบุตรใส่เปลที่มีบุตรของพี่เลี้ยงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนอนอยู่ได้ความว่าบุตรของพี่เลี้ยงยังไม่หลับได้เล่นแกว่งมือเท้าไปมาและไปโดนลูกนัยน์ตาของบุตรที่ตนรับเลี้ยงบอดกรณีนี้จะเห็นได้ว่าบุตรของพี่เลี้ยงไม่มีการกระทำเพราะการกระทำไม่ได้โดยรู้สำนึกแต่ขณะเดียวกันผู้ที่มีความผิดได้แก่พี่เลี้ยงเนื่องจากตนมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแต่ไม่ป้องกันไว้ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าการไม่กระทำในเรื่องที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายก็ได้ชื่อว่า“กระทำโดยงดเว้นไม่กระทำ”
มีตัวอย่างกรณีที่ศาลวินิจฉัยถึงการกระทำโดยไม่รู้สำนึก(๘๗๔๓/๒๕๔๔)
พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เห็นว่าตามพฤติการณ์ของจำเลยศาลไม่เพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เท่านั้นแต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ หรือไม่อีกด้วยเพราะจำเลยปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยมีความพิการทางสมองไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดดังปรากฏจากรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดระบุว่าจำเลยมีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรงแต่มีความจำด้านสมองเลอะเลือนจำความไม่ค่อยได้ไม่สามารถที่จะจำและลำดับเหตุการณ์ใดๆได้จำเลยเคยประสบอุบัติเหตุเมื่ออายุได้ ๓ ขวบโดยถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนทำให้มีรอยเขียวช้ำตามร่างกายหลายแห่งต้องนอนโรงพยาบาล ๑ คืนเมื่อจำเลยโตขึ้นก็มีความผิดปกติทางด้านสมองจนปัจจุบันนี้บิดามารดาต้องดูแลอยู่ตลอดเวลาซึ่งเจือสมกับสำเนาทะเบียนนักเรียนโรงเรียนเมืองหนองพอกเอกสารหมายล.๑ ที่ระบุไว้ในหมายเหตุว่า"มีปัญหาทางสมอง" และใบแสดงความเห็นของแพทย์เอกสารหมายล.๒ ที่ยืนยันว่าจำเลยปัญญาอ่อนไอคิวเท่ากับ ๗๗ ควรได้รับการอบรมฝึกฝนเป็นพิเศษนอกจากนี้แพทย์หญิงมานิดาสิงหัษฐิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ซึ่งตรวจร่างกายจำเลยและลงความเห็นในเอกสารดังกล่าวรวมทั้งเอกสารหมายป.ล.๑ ด้านหน้าได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่าจากการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยพบว่าพูดไม่ชัดตอบช้าไม่รู้ซ้ายขวาจากการตรวจขั้นต้นพบว่าปัญญาอ่อนหากไม่ได้รับการฝึกฝนการจะรับรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดจะรับรู้ได้น้อยกว่าคนปกติการสำนึกว่าผิดหรือถูกนั้นถ้าเป็นสิ่งใกล้ตัวอาจจะรับรู้ได้เช่นทำของแตกหรือทำร้ายร่างกายซึ่งถ้าไม่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นผิดคนที่มีระดับไอคิวดังกล่าวอาจจะไม่รับรู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นถ้าทำลงไปแล้วจะผิดและพยานได้ตอบคำถามค้านของผู้แทนโจทก์ด้วยว่าคนระดับไอคิว ๗๗ เมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไปจะอยู่ในระดับเด็กอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบในกรณีจำเลยตัดต้นไม้จำเลยจะรับรู้ว่ากำลังตัดต้นไม้อยู่แต่หากไม่มีใครบอกว่าการที่ตัดต้นไม้นั้นผิดกฎหมายจำเลยก็ไม่อาจรู้ได้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยซึ่งจำเลยบอกได้แต่ชื่อนามสกุลส่วนบ้านเลขที่อายุหมู่บ้านจำเลยบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบเมื่อที่ปรึกษากฎหมายถามจำเลยว่าถูกจับเรื่องอะไรและเคยถูกขังหรือไม่จำเลยตอบว่าไม่รู้แม้ศาลช่วยถามจำเลยแต่ก็ไม่ได้ใจความจำเลยบอกเพียงว่าไม่รู้ไม่ทราบเท่านั้นเหตุนี้แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญช่วยบุญวิเศษและนายดาบตำรวจอานุภาพผ่าภูธรเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยเบิกความเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่าเห็นจำเลยใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอดโซ่เลื่อยยนต์ของนายวิเศษและกำลังปัดกวาดขี้เลื่อยอยู่ทั้งอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมายจ.๑ ก็ตามเมื่อจำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้นั้นเป็นผิดกฎหมายกรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งเท่านั้นแต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดแต่ให้รอการลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"
ดังนั้นสรุปได้ว่าการกระทำต้องมีเงื่อนไขเรื่องการรู้สำนึก(สติสัมปชัญญะ) ประกอบด้วยรวมถึงเรื่องการงดเว้นไม่กระทำแต่บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เรื่องนั้นๆ “หน้าที่” เป็นผลมาจากกฎหมายกำหนดไว้ (บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร/สามีภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกันและกัน) หรือหน้าที่ตามสัญญา(กรณีพี่เลี้ยงข้างต้นเป็นหน้าที่ตามสัญญา) หรือหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำที่ตนต้องผูกพันรับผิดชอบ
ในชั้นเรียนผมได้ยกตัวอย่างพาคนตาบอดข้ามถนนเมื่อก่อให้เกิดภาระขึ้นย่อมต้องผูกพันความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะปลอดภัยจากการนั้น
หรือกรณีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นครูเวรทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนเนื่องจากในขณะนั้นมีเหตุการณ์ลอบวางเพลิงโรงเรียนหลายแห่งปรากฏว่าครูเวรไม่อยู่ทำหน้าที่(งดเว้น) เป็นเหตุให้มีคนร้ายลอบเข้าไปลักทรัพย์ดังนี้จะเห็นว่าครูเวรไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากตนไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาทรัพย์สินแต่หากเกิดเหตุลอบวางเพลิงครูเวรย่อมต้องรับผิดชอบ
มีตัวอย่างที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิด(งดเว้น) เช่น
กรณีที่๑ มีหน้าที่ตามสัญญา
จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางทั้งตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้เก็บเงินค่าดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางโดยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดมาทำหน้าที่แทนแล้วบริษัทดังกล่าวละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้ท่อระบายน้ำอุดตันจนน้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ (โปรดดู ๔๔๙๓/๒๕๔๓)
กรณีที่ ๒ ผู้กระทำละเมิดละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเรื่องความปลอดภัย
มีระเบียบของกรมทางหลวงว่าในกรณีที่มีการขุดถนนจะต้องมีการปักป้ายบอกว่าบริเวณนั้นมีการขุดถนนตลอดจนมีสัญญาณต่างๆแสดงให้ผู้สัญจรไปมารู้ว่าบริเวณนั้นขุดถนนด้วยทั้งกลางคืนต้องมีโคมไฟติดไว้เพื่อให้รถที่ขับไปมารู้ด้วยในจุดอื่นๆที่มีการขุดถนนก็มีการปักป้ายและติดโคมไฟแต่จุดที่เกิดเหตุไม่มีจำเลยที่๑ว่าเข้าใจว่ามีไม่พอจึงไม่ได้มาติดตั้งไว้และปรากฏตามรายงานประจำวันสถานีตำรวจภูธรอำเภอสาว่าพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบสิ่งกีดขวางหรือสิ่งบอกเหตุวางไว้บนถนนก่อนจะถึงที่ขุดออกแต่อย่างใดการที่จำเลยที่๑ละเลยไม่ติดตั้งโคมไฟบริเวณที่ขุดถนนทั้งๆที่มีระเบียบให้ปฏิบัติจึงเป็นความประมาทองจำเลยที่๑ (โปรดดูคำพิพากษา ๒๕๔๙/๒๕๓๐)
สุดท้าย อย่าลืมในเรื่องบทตัดประเด็นข้ออ้างของการกระทำโดยไม่รู้สำนึกเพราะเหตุที่ตนเองทำให้ตนขาดสติสัมปชัญญะเช่น การดื่มสุรายาเมาเป็นต้น
---------------------------
กิตติบดี
หมายเหตุ
การกระทำโดยเจตนาในทางอาญาและการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งมีความหมายทำนองเดียวกันกล่าวคือการกระทำโดยเจตนาในทางอาญาหมายถึงการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นส่วนการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งหมายถึงกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตนหรืออีกนัยหนึ่งคือกระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมีความหมายกว้างกว่าการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา (ส่วนหนึ่งจากคำพิพากษา ๓๕๐๓/๒๕๔๓)
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
แนะนำคณะเบื้องต้น
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๓
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...
-
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลย...
-
รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได...
-
อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ " ขยัน อดทน มุ่งมั่น คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์" --------------------...