วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัมมนาแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕ ประชาชนจะได้รับอะไรจากกระบวนการยุติธรรม


แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕

เมื่อวาน (๒๗ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒) ทางสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ได้ชวนไปร่วมเสวนาที่รร.พลูแมน จ.ขอนแก่น  เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ไปสู่การปฏิบัติการบูรณาการความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมระดับพื้นที่ บนเวทีมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านรองผู้บังคับการ ท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ท่านอัยการ และผม โดยมีคุณสมณ์  พรหมรส ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและประสานแผนกระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย โดยการสัมมนาและอภิปรายดังกล่าว ผมได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนแม่บทฯ ไว้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๑ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องทำความเข้าใจว่า แผนแม่บทฯ ดังกล่าว มิใช่นโยบายของรัฐ แต่เป็นนโยบายสากลที่รัฐต้องปฏิบัติ โดยหลักความเป็นสากลในมิติทางสังคม ยึดโยงกับเรื่องสิทธิมนุษยชน การสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน และแนวทางการบริหารราชการ (ธรรมาภิบาล ความมั่นคงของมนุษย์ และหลักประโยชน์สาธารณะ) เพราะฉะนั้น จึงเป็นภารกิจที่รัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน บนพื้นฐาน "ต้อง" มิใช่ "ควร"

ประเด็นที่ ๒ จุดหมายปลายทางของการบริหารงานยุติธรรม ต้องชัดเจนและมั่่งคงที่ "การเอื้อประโยชน์ให้กระบวนการยุติธรรมสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม" 

ประเด็นที่ ๓ ผมได้ตั้งข้อสังเกตตามแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ รายละเอียดมีดังนี้

ตามแผนแม่บทฯได้วางกรอบแนวคิดพื้นฐานในการดำเนินงานไว้ ๔ ประการ ได้แก่ (สรุปจากแผน)
(๑) ได้มีการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ว่า "กฎหมายนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย...."
(๒) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
(๓) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๔) พัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ครอบคลุมทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง

ซึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตไปว่า 

๑. กรอบแนวคิดพิ้นฐานต้องคำนึงถึงประเด็นที่ ๑ และ ๒ ข้างต้นด้วย

๒. การอัญเชิญพระบรมราโชวาทมานั้น จะพบว่า ในวงการนิติศาสตร์มักกล่าวอ้างถึงเสมอ แต่ในทางความเป็นจริงมักจะไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติงานมักจะอ้างเรื่องระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรอยู่เสมอ ว่าตามระบบกฎหมายนี้ต้องยึดตัวบทบัญญัติกฎหมายเป็นสำคัญ เช่น กรณีศึกษาจำคุกแม่ขโมยลูกขนุนริมคลองหลอดให้ลูก หรือ การใช้อำนาจตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่หากขาดซึ่งความเข้าใจในเจตนารมย์ของกฎหมาย หรือพื้นฐานของระบบกฎหมาย เช่น การจับกุมคุมขังตามบทกฎหมายแต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งพื้นฐานของระบบกฎหมายไม่ว่าจะเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจารีตประเพณี นั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาจากการปลดแอกแนวคิดอำนาจนิยมมาสู่แนวคิดเสรีนิยม บนพื้นฐานของการเคารพคุณค่าของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญ 

---ถึงแม้ว่า ประเทศที่ยึดถือระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ซึ่งให้ถือเอาตัวบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นสำคัญ แต่ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งไปกว่ากันก็คือ บทบาทของนักนิติศาสตร์ที่กล้าตีความและปรับใช้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งไปสู่การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์---

๓. ตามกรอบแนวคิดข้อ ๒ เรื่องการให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมนั้น ต้องมีความชัดเจนว่า การบริหารงานยุติธรรมต้องดึงภาคประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนการทำงาน (Partnership) มิใช่ เป็นเพียงแค่องค์ประกอบโดยภาครัฐยังคงความเป็นผู้นำหรือกำหนดแนวทาง (Leadership)

๔. พิจารณาตามวัตถุประสงค์
ที่เขียนไว้ในแผนว่า เพื่อแสดงทิศทางการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมของประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

--ดังนี้ ผมเห็นว่า ในเมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังอยู่ในห้วงกระแสธารแห่งเสรีภาพ ดังนั้น การสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมพึงต้องตระหนักเสมอว่า "ยิ่งที่ใดมีเสรีภาพมาก ที่นั้นความเสมอภาคจะยิ่งน้อยลง" ฉะนั้น ระบบงานยุติธรรมต้องตระหนักและดำรงตนอยู่บนพืนฐานของความไม่เป็นกลาง เพราะความเป็นกลางย่อมมีประสิทธิภาพเมื่อมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ในเมื่อผู้คนประชาชนส่วนใหญ่เป็นเพียงคนเล็กคนน้อยในสังคม รัฐจึงมีบทบาทต้องประคับประคองให้พวกเราสามารถยืดหยัดอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้อย่างมีศักดิ์มีศรีต่อไป (ขอให้พิจารณากรณีเจ้าหนี้ลูกหนี้เป็นอาทิ)

๕. การให้ความสำคัญกับภาคีความร่วมมือ
ในแผนฯ ควรมีการระบุความชัดเจนถึงเครือข่ายความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยมีหน่วยงาน/องค์กรที่ปฏิบัติงานด้านสิทธิเสรีภาพอยู่หลายส่วน ดังนั้น การเชื่อมต่อและประสานความร่วมมือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น 

๖. การนำระบบ knowledge management มาใช้พัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
ตั้งข้อสังเกตว่า การนำเรื่องการจัดการการเรียนรู้มาใช้กับภาคราชการ ควรนำมาใช้ให้ครบวงจร และอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นต่อหลัก Human Resource อย่างแท้จริง

สุดท้าย ที่ประชุมขอให้วิทยากรแต่ละท่านได้สรุป/ฝากข้อสังเกต ซึ่งผมได้สรุปดังนี้
ประการที่ ๑ บุคลากรและการบริหารงานยุติธรรมต้องศรัทธาและเชื่อมั่นต่อหลักสิทธิมนุษยชน
ประการที่ ๒ นโยบายและแผนปฏิบัติงานด้านการบริหารงานยุติธรรม ต้องเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก
ประการที่ ๓ บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมควรได้รับการอุดหนุนให้มีคุณภาพชีวิตงานที่เหมาะสม มีศักดิ์ศรีและเกียรติทางสังคมที่เป็นรูปธรรม

--------------------------
กิตติบดี

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน

คณะนิติศาสตร์ขอต้อนรับคณะศึกษาดูงานจาก
วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม


เนื่องในโอกาสที่ได้ต้อนรับท่านคณบดี ผู้บริหาร คณาจารย์และบุคลากรจากวิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม รวมประมาณ ๓๖ คน เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.​๒๕๕๒         เวลา ๙.๓๐-๑๓.๓๐ น. จึงขอสรุปลำดับการณ์ไว้ดังนี้

ช่วงแรก (๙.๓๐-๑๐.๓๐ น.) คณบดีนำเสนอข้อมูลเบื้้องต้นของคณะ
 



ช่วงที่สอง (๑๐.๓๐-๑๑.๓๐ น.)อบข้อซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยทางคณะผู้ศึกษาดูงานสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
(๑) การบริหารงบประมาณ
(๒) ระบบการบริหารสำนักงานคณบดี
(๓) แนวทางการพัฒนานักศึกษาและปลูกฝังสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
(๔) ระบบการพัฒนาบุคลากรสายผู้สอน เกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนและคุณภาพชีวิตงาน
(๕) วิสัยทัศน์ในการบริหารคณะ

ในการเสวนาแลกเปลี่ยนดังกล่าว ถึงแม้ว่าทั้งสองหน่วยงานจะอยู่บนพื้นฐานและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่ทว่ามีจุดเชื่อมโยงในเป้าหมายเดียวกัน ได้แก่ การผลิตนักนิติศาสตร์ที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาความรู้ทางกฎหมายให้แก่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ช่วงที่สาม (๑๑.๓๐-๑๒.๓๐ น.)  พาคณะศึกษาดูงานเยี่ยมชมกิจการ และสถานที่จัดการเรียนการสอน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาดูงานบุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมกันฉายภาพเป็นที่ระลึก และได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยคณะศึกษาดูงานได้ออกเดินทางเพื่อไปทัศนศึกษาต่อ ณ จังหวัดอุดรธานีและหนองคายตามลำดับต่อไป

สุดท้าย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอขอบคุณท่านคณบดี ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรจากวิทยาลัยกฎหมายและการปกครองทุกท่าน ที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งทางคณะหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จุดเริ่มต้นที่ดีในครั้งนี้ จักถักทอเป็นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนานักศึกษาระหว่างทั้งสองหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ผมในนามคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นยินดีต้อนรับและขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้

---------------------------
กิตติบดี

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สรุปการบรรยายละเมิด (๘) เรื่อง จงใจหรือประมาทเลินเล่อ


ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลยได้กระทำต่อโจทก์ (๒) โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และ (๓) โดยผิดกฎหมาย 


คราวนี้ในการพิจารณาว่า อย่างไรถึงเป็นจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญนอกจากจะครบองค์ประกอบแห่งละเมิดแล้ว ยังมีผลในเรื่องการกำหนดระดับความร้ายแรงแห่งละเมิดด้วย แต่อย่างไรก็ดี ในทางแพ่ง (ละเมิด) กฎหมายมุ่งให้ผู้กระทำต้องรับผิดชอบไม่ว่าจะจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ตาม ซึ่งตรงนี้อาจจะแตกต่างกับในทางอาญาที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงเจตนาหรือประมาทเนื่องจากการกำหนดบทลงโทษแตกต่างกัน

 

ในทางละเมิด "จงใจ" เทียบเคียงได้กับ "เจตนา" ในทางอาญา ซึ่เจตนาในทางอาญาหมายถึงเจตนาประสงค์ต่อผลและเจตนาย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำ เช่น นายกิตติใช้ไม้ตีนายหมอดี แสดงว่านายกิตติมีเจตนาประสงค์ต่อผลให้นายหมอดีได้รับอันตราย หรือนายกิตติเขวี้ยงไม้ไปในที่ที่นายหมอดีนั่งอยู่ ในทางอาญาอาจมองว่านายกิตติมีเจตนาชนิดย่อมเล็งเห็นผลแห่งการกระทำได้ ซึ่งมีผลเท่ากับนายกิตติมีเจตนาทำร้าย แต่ในทางละเมิดเจตนาชนิดย่อมเล็งเห็น จะถือเป็นประมาทเลินเล่อชนิดเข้ม ๆ หรือบางครั้งอาจใช้คำว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งอาจแบ่งเป็นระดับดังนี้

(๑) จงใจ (ทางแพ่ง) เทียบเคียงกับ เจตนาประสงค์ต่อผล (ทางอาญา)

(๒) ประมาทเลินเล่อ แบ่งเป็น

๒.๑ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เทียบเคียงกับ เจตนาย่อมเล็งเห็นผล

๒.๒ ประมาทเลินเล่อ เทียบเคียงกับ ประมาท (ทางอาญา)

๒.๓ ประมาท เทียบเคียงกับ ประมาท (ทางอาญา)

ขอให้พิจารณาถึงนิตินโยบายของละเมิดและความรับผิดทางอาญา ผมเห็นว่า ในการบรรยายฟ้องและนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงระดับความร้ายแรงของการกระทำละเมิดได้ จะมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้ดุลยพินิจของศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน อย่างที่ให้ความเห็นไว้ก่อนหน้าแล้วว่า ในปัจจุบันบทบาทของนักกฎหมายต้องปรับใช้/ตีความกฎหมาย (ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร) เพื่อ่ให้ความเป็นธรรมต่อสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตมาตรฐานของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนทั่วไปที่ถือว่าเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีเปรียบกว่าทางสังคม เพราะในปัจจุบันปัจเจกชน (เอกชน) กับปัจเจกชน (เอกชน) ไม่เท่าเทียมกันใความเป็นจริง 

ฉะนั้น ในการปรับใช้กฎหมายละเมิด หากโจทก์นำสืบให้เห็นถึง (ก) สถานภาพความมีเปรียบของจำเลย ไม่ว่า สถานะ  ความรู้ความชำนาญการ หรือจำเลยเป็นผู้มีวิชาชีพ หรือประกอบธุรกิจ เช่นว่านั้น  (ข) พฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานความรับผิดชอบของจำเลยที่มีต่อผู้เสียหาย หรือสังคมแล้ว การใช้มาตรา ๔๓๘ เรื่อง การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดควรขยายขอบเขตให้กว้างขวางมากกว่าการเยียวยาความเสียหายให้ถึงขนาดเพ่ือสร้างมาตรฐานทางสังคมอีกทางหนึ่งด้วย เช่น หากพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็น (ก) และจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงให้ต้องได้รับความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว การกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นไปเพื่อสร้างมาตรฐานให้แก่สังคมมากกว่าการเยียวยาความเสียหายที่แท้จริง มิเช่นนั้น กฎหมายจักไม่สามารถผดุงความเป็นธรรมให้แก่สังคมในฐานะเป็นวิศวกรทางสังคมได้เลย ยกตัวอย่างเช่น การตีพิมพ์ข่าวสารที่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลโดยที่ยอดขาย (กำไร) มากกว่าค่่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้ ---ซึ่งจะเป็นช่องทางให้นักธุรกิจแสวงหาผลกำไร โดยคำนวณความเสี่ยงทางกฎหมายเป็นต้นทุนทางการค้า ซึ่งผมเห็นว่านักธุรกิจไม่ผิด (แต่ไม่ควรตามจริยธรรมของผู้ประกอบธุรกิจ) ผู้ที่ผิดคือกระบวนการยุติธรรมที่ตามไม่ทันต่างหาก---

 

คำว่า "จงใจ" คือ ความประสงค์หรือมุ่งหมายให้ผู้อื่นเสียหาย เรามีหลักพิจารณาความมุ่งหมายของผู้กระทำว่า "กรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนา" กล่าวคือ การกระทำที่แสดงออกมา (พฤติกรรม) จักเป็นตัวบอกเองว่า ผู้นั้นมีความมุ่งประสงค์อย่างไร และที่สำคัญข้อเท็จจริงส่วนมากที่ไม่สลับซับซ้อนอะไร สามัญสำนึกของเราจำเป็นตัวบอกเราเองว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดหรือไม่ (Law is common sense) หรือตามหลัก They speak themselves 


คราวนี้ลองมาดูตัวอย่าง "จงใจ" 

เรื่องที่ ๑

การที่จำเลยที่ ๑ สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกฉบับพิพาท โดยไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีและไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐ จำเลยที่ ๑ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา  ๒๐๖ คือวันที่จำเลยที่ ๓ รับบัตรภาษีพิพาทไปจากโจทก์ มิใช่นับแต่วันที่มีการนำบัตรภาษีไปชำระค่าภาษีอากร จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย (คำพิพากษาฎีกา ๔๒๒๘/๒๕๕๐)


เรื่องที่ ๒ นำคดีแรงงานมาให้พิจารณา (ไม่ใช่คดีละเมิดโดยตรง) เนื่องจากศาลวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งนายจ้างเป็นการจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

หลังจากจำเลยมีคำสั่งห้ามไม่ให้ปล่อยเงินกู้นอกระบบในบริษัทจำเลยแล้ว โจทก์ยังฝ่าฝืนปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกจ้างของจำเลยกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน อันเป็นการกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ซึ่งแม้จะมิใช่เป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง แต่ก็เป็นการกระทำความผิดอาญาในระหว่างการทำงาน ทั้งยังเป็นการเอาเปรียบและสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานส่งผลกระทบต่อกำลังใจในการทำงาน ย่อมทำให้กิจการของจำเลยได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง และเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม                       (คำพิพากษาฎีกา ๕๙๗๘/๒๕๔๙)


เรื่องที่ ๓ จำเลยกระทำลงไปโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ (การรู้เป็นจงใจ)

จำเลยยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์อ้างว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออกซึ่งเป็นเท็จ ความจริงจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จึงออกบัตรภาษีให้แก่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามคำขอของจำเลย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้นำบัตรภาษีไปใช้ชำระค่าภาษีอากรแทนเงินสดและโจทก์ได้ใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีเป็นค่าภาษีอากรแทนแล้ว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามมูลค่าบัตรภาษีดังกล่าว การกระทำของจำเลยเช่นนี้เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหายแก่ทรัพย์สินอันเป็นการทำละเมิด ซึ่งจำเลยได้ชื่อว่าเป็นผู้ผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๐, ๒๐๖ และ ๒๒๔ วรรคแรก (คำพิพากษาฎีกา ๔๗๕๗/๒๕๔๙)


เรื่องที่ ๔ คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

การที่จำเลยไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งมีส่วนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้ จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา ๔๐ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๓๕ ไว้หรือไม่ก็ตาม เพราะตามบทบัญญัติ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มิได้มีข้อกำหนดจำกัดสิทธิของโจกท์ว่าจะต้องยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนฟ้องคดีเมื่อพฤติการณ์ของจำเลยชี้ให้เห็นว่าจำเลยจงใจลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้ราคาสินค้าจะแตกต่างกันอย่างมาก ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในกรณีนี้ได้ เพราะผู้ซื้ออาจหลงผิดไปว่าเป็นสินค้า ลดราคาของโจทก์ได้ เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อที่ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกับโจทก์ จึงนับได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือ หลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่จะพึงรับจดทะเบียนให้ได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๖ (๓๓) และ ๑๓(๒) 

(คำพิพากษาฎีกา ๓๓๔๔/๒๕๔๕)


เรื่องที่ ๕

ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทตามมาตรา ๑๒๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่บริษัท บ. ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลกับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ถูกต้อง จำเลยซึ่งเป็นทั้งกรรมการและผู้ชำระบัญชีของบริษัทดังกล่าวมีหน้าที่เอื้อเฟื้อสอดส่องในการประกอบกิจการของบริษัทที่ตนเป็นกรรมการตามมาตรา ๑๑๖๘ และในฐานะที่เป็นผู้ชำระบัญชีตามมาตรา ๑๒๕๒ จึงควรจะต้องรู้ว่าบริษัทเป็นหนี้ค่าภาษีอยู่ การที่จำเลยมิได้เก็บรักษาเอกสารไว้ตามมาตรา ๑๒๗๑ อีกทั้งเมื่อจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วมิได้แจ้งการเลิกกิจการภายใน ๑๕ วัน นับจากวันเลิกประกอบกิจการตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๕/๑๕ แต่ไปแจ้งหลังจากนั้น ๑ ปีเศษและรีบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีโดยบริษัทยังมีเงินสดเหลืออยู่อีก ๑.๕๓๘,๙๐๕.๔๔ บาท แต่มิได้กันเงินที่จะชำระหนี้ให้กรมสรรพากรโจทก์โดยกลับแบ่งเงินเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหุ้น อันขัดต่อมาตรา ๑๒๖๔ และมาตรา ๑๒๖๙ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีโดยฝ่าฝืนกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์                             (คำพิพากษาฎีกา ๓๑๙๙/๒๕๔๕)


เรื่องที่ ๖

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ทำเอกสารปลอมและเท็จขึ้นซึ่งสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินของด่านศุลกากรกระบี่จำนวน ๓ ฉบับ ให้แก่บริษัทสินร่วม จำกัด นำไปแสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่าบริษัทสินร่วม จำกัด ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าภาษีอากรเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัท ส. จำกัด ได้ส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ตามเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น แม้ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวปฏิบัติผิดเงื่อนไข เป็นผลให้โจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทดังกล่าวได้หรือสิทธิในการเรียกเก็บภาษีอากรของโจทก์จากบริษัทดังกล่าวยังมิได้หมดสิ้นไป แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์แจ้งให้บริษัทดังกล่าวนำเงินค่าภาษีอากรมาชำระ แต่บริษัทดังกล่าวเพิกเฉยซึ่งจำเลยก็ไม่นำสืบให้เห็นได้ว่าโจทก์สามารถเรียกเก็บภาษีจากบริษัทดังกล่าวหรือจากธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรดังกล่าวได้จึงมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายและทำให้โจทก์เสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ (คำพิพากษาฎีกา ๖๔๘๙/๒๕๔๓)


เรื่องที่ ๗

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆกับพวกซึ่งไม่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ร่วมกันจับโจทก์ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจร โดยจับโจทก์ขณะขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยไม่ปรากฏว่ามีหมายจับ และยึดรถจักรยานยนต์ของโจทก์แล้วไปค้นบ้านพักโจทก์โดยจำเลยเอาหมายค้นบ้านเลขที่ ๓๗๙ มาแก้ไขเลขที่บ้านให้ตรงกับบ้านโจทก์ และยึดอะไหล่รถจักรยานยนต์กับเครื่องมือรวม ๖๕ รายการ เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องโจทก์โจทก์ขอคืนของกลางจากพนักงานสอบสวนแต่ได้รับแจ้งว่าไม่มีการยึดทรัพย์ของโจทก์เป็นของกลาง และให้โจทก์ขอคืนของกลางจากพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย เขต ๑เมื่อโจทก์ขอคืนของกลางก็ได้รับแจ้งอีกว่าไม่ได้ยึดทรัพย์ของโจทก์ไว้เป็นของกลางเช่นเดียวกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมียศพันตำรวจตรี ตำแหน่งรองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆจึงเป็นเพียงพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑๖) มิใช่สารวัตรตำรวจอันเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามมาตรา ๒ (๑๗) (ภ) จำเลยจะจับผู้ใดและค้นในที่รโหฐานแห่งใดจะต้องมีหมายจับและหมายค้นด้วย เว้นแต่จะต้องด้วยข้อยกเว้นให้จำเลยจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับและหมายค้น ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘ และมาตรา ๙๒ บัญญัติไว้ว่า

"มาตรา ๗๘ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีต่อไปนี้

(๑)เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐

(๒)เมื่อพบบุคคลนั้นกำลังพยายามกระทำความผิดหรือพบโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นจะกระทำความผิดโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด

(๓)เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดมาแล้วและจะหลบหนี

(๔)เมื่อมีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดและแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้ตามระเบียบแล้ว

เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่จับด้วยตนเองไม่ต้องมีหมาย แต่ต้องเป็นในกรณีที่อาจออกหมายจับได้ หรือจับได้ตามประมวลกฎหมายนี้"

"มาตรา ๙๒ ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้น และในกรณีต่อไปนี้

(๑)เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากข้างในที่รโหฐาน

(๒)เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน

(๓)เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า ขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่าได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น

(๔)เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน

(๕)เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้านและการจับนั้นมีหมายจับหรือจับตามมาตรา ๗๘

เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ค้นด้วยตนเองไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้ แต่ต้องเป็นในกรณีที่อาจออกหมายค้นหรือค้นได้ตามประมวลกฎหมายนี้"

ดังนั้นเมื่อจำเลยจับโจทก์และค้นบ้านโจทก์อันเป็นที่รโหฐานโดยไม่ปรากฏว่ามีหมายจับและหมายค้นอันถูกต้อง ทั้งไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามกฎหมายที่จะจับและค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเรื่องจงใจทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายซึ่งเป็นละเมิด เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำดังกล่าวของจำเลย จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย ตามมาตรา ๔๓๘  (คำพิพากษาฎีกา ๖๓๐๑/๒๕๔๑)


----------------

หมายเหตุ

น.ศ.ลองหาฎีกาฉบับเต็มอ่าน//ศึกษาคำอธิบายเรื่องเจตนาในส่วนกฎหมายอาญาประกอบ


----------------

กิตติบดี


วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สรุปการบรรยายละเมิด (๗) เรื่อง ละเมิดโดยแท้

หลักกฎหมายละเมิดตามมาตรา ๔๒๐: เรื่องลักษณะของจำเลย และลักษณะแห่งการกระทำ


ในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ามาตรา๔๒๐เป็นบททั่วไปที่มีความสำคัญและครอบคลุมความรับผิดเพื่อละเมิดในทุกลักษณะโดยมาตราดังกล่าวโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบ (เงื่อนไข) ดังต่อไปนี้


๑. โจทก์ต้องบรรยายให้เห็นถึงความผิดของจำเลย(ความชั่ว) หรือ Fault

๑.๑ จำเลยได้กระทำต่อผู้อื่น

๑.๒ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

๑.๓ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือตามมาตรา๔๒๑โดยมิชอบด้วยกฎหมาย


๒.โจทก์บรรยายให้เห็นถึงความเสียหายที่ตนได้รับ (Damage)


๓.โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความเสียหายที่ตนได้รับมาจากการกระทำความผิด/ชั่วของจำเลย (Causation)


ประเด็นแรกการกระทำที่เป็นความผิดของจำเลย

วิเคราะห์   ก. ลักษณะของจำเลย กล่าวคือ ผู้กระทำละเมิดหรือจำเลยจะเป็นบุคคลใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการหย่อนความสามารถ(ผู้เยาว์คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ)


แต่มีเงื่อนไขที่บุคคลที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตตามมาตรา ๔๒๙ และมาตรา ๔๓๐ จะกระทำละเมิดได้นั้นต้องสัมพันธ์กับลักษณะแห่งการกระทำ


ข้อสังเกตบุคคลตามกฎหมายมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนั้นนิติบุคคลก็สามารถกระทำละเมิดได้เช่นกันโดยผ่านผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล


ข. ลักษณะแห่งการกระทำ กล่าวคือ การเคลื่อนไหวอากัปกิริยาต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งจิตใจหรือรู้สำนึกแห่งการกระทำนั้น

สืบเนื่องจากลักษณะของจำเลยที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตก็สามารถกระทำละเมิดได้เมื่อจำเลยที่มีลักษณะต่างๆเช่นว่านั้นกระทำโดยรู้สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปมีตัวอย่างบิดาได้ว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาเลี้ยงบุตรตนอายุ๓เดือนปรากฏว่าพี่เลี้ยงได้นำบุตรใส่เปลที่มีบุตรของพี่เลี้ยงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนอนอยู่ได้ความว่าบุตรของพี่เลี้ยงยังไม่หลับได้เล่นแกว่งมือเท้าไปมาและไปโดนลูกนัยน์ตาของบุตรที่ตนรับเลี้ยงบอดกรณีนี้จะเห็นได้ว่าบุตรของพี่เลี้ยงไม่มีการกระทำเพราะการกระทำไม่ได้โดยรู้สำนึกแต่ขณะเดียวกันผู้ที่มีความผิดได้แก่พี่เลี้ยงเนื่องจากตนมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแต่ไม่ป้องกันไว้ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าการไม่กระทำในเรื่องที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายก็ได้ชื่อว่า“กระทำโดยงดเว้นไม่กระทำ”


มีตัวอย่างกรณีที่ศาลวินิจฉัยถึงการกระทำโดยไม่รู้สำนึก(๘๗๔๓/๒๕๔๔)


พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เห็นว่าตามพฤติการณ์ของจำเลยศาลไม่เพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เท่านั้นแต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ หรือไม่อีกด้วยเพราะจำเลยปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยมีความพิการทางสมองไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดดังปรากฏจากรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดระบุว่าจำเลยมีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรงแต่มีความจำด้านสมองเลอะเลือนจำความไม่ค่อยได้ไม่สามารถที่จะจำและลำดับเหตุการณ์ใดๆได้จำเลยเคยประสบอุบัติเหตุเมื่ออายุได้ ๓ ขวบโดยถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนทำให้มีรอยเขียวช้ำตามร่างกายหลายแห่งต้องนอนโรงพยาบาล ๑ คืนเมื่อจำเลยโตขึ้นก็มีความผิดปกติทางด้านสมองจนปัจจุบันนี้บิดามารดาต้องดูแลอยู่ตลอดเวลาซึ่งเจือสมกับสำเนาทะเบียนนักเรียนโรงเรียนเมืองหนองพอกเอกสารหมายล.๑ ที่ระบุไว้ในหมายเหตุว่า"มีปัญหาทางสมอง" และใบแสดงความเห็นของแพทย์เอกสารหมายล.๒ ที่ยืนยันว่าจำเลยปัญญาอ่อนไอคิวเท่ากับ ๗๗ ควรได้รับการอบรมฝึกฝนเป็นพิเศษนอกจากนี้แพทย์หญิงมานิดาสิงหัษฐิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ซึ่งตรวจร่างกายจำเลยและลงความเห็นในเอกสารดังกล่าวรวมทั้งเอกสารหมายป.ล.๑ ด้านหน้าได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่าจากการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยพบว่าพูดไม่ชัดตอบช้าไม่รู้ซ้ายขวาจากการตรวจขั้นต้นพบว่าปัญญาอ่อนหากไม่ได้รับการฝึกฝนการจะรับรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดจะรับรู้ได้น้อยกว่าคนปกติการสำนึกว่าผิดหรือถูกนั้นถ้าเป็นสิ่งใกล้ตัวอาจจะรับรู้ได้เช่นทำของแตกหรือทำร้ายร่างกายซึ่งถ้าไม่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นผิดคนที่มีระดับไอคิวดังกล่าวอาจจะไม่รับรู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นถ้าทำลงไปแล้วจะผิดและพยานได้ตอบคำถามค้านของผู้แทนโจทก์ด้วยว่าคนระดับไอคิว ๗๗ เมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไปจะอยู่ในระดับเด็กอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบในกรณีจำเลยตัดต้นไม้จำเลยจะรับรู้ว่ากำลังตัดต้นไม้อยู่แต่หากไม่มีใครบอกว่าการที่ตัดต้นไม้นั้นผิดกฎหมายจำเลยก็ไม่อาจรู้ได้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยซึ่งจำเลยบอกได้แต่ชื่อนามสกุลส่วนบ้านเลขที่อายุหมู่บ้านจำเลยบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบเมื่อที่ปรึกษากฎหมายถามจำเลยว่าถูกจับเรื่องอะไรและเคยถูกขังหรือไม่จำเลยตอบว่าไม่รู้แม้ศาลช่วยถามจำเลยแต่ก็ไม่ได้ใจความจำเลยบอกเพียงว่าไม่รู้ไม่ทราบเท่านั้นเหตุนี้แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญช่วยบุญวิเศษและนายดาบตำรวจอานุภาพผ่าภูธรเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยเบิกความเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่าเห็นจำเลยใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอดโซ่เลื่อยยนต์ของนายวิเศษและกำลังปัดกวาดขี้เลื่อยอยู่ทั้งอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมายจ.๑ ก็ตามเมื่อจำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้นั้นเป็นผิดกฎหมายกรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งเท่านั้นแต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดแต่ให้รอการลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"


ดังนั้นสรุปได้ว่าการกระทำต้องมีเงื่อนไขเรื่องการรู้สำนึก(สติสัมปชัญญะ) ประกอบด้วยรวมถึงเรื่องการงดเว้นไม่กระทำแต่บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เรื่องนั้นๆ “หน้าที่” เป็นผลมาจากกฎหมายกำหนดไว้ (บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร/สามีภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกันและกัน) หรือหน้าที่ตามสัญญา(กรณีพี่เลี้ยงข้างต้นเป็นหน้าที่ตามสัญญา) หรือหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำที่ตนต้องผูกพันรับผิดชอบ


ในชั้นเรียนผมได้ยกตัวอย่างพาคนตาบอดข้ามถนนเมื่อก่อให้เกิดภาระขึ้นย่อมต้องผูกพันความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะปลอดภัยจากการนั้น


หรือกรณีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นครูเวรทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนเนื่องจากในขณะนั้นมีเหตุการณ์ลอบวางเพลิงโรงเรียนหลายแห่งปรากฏว่าครูเวรไม่อยู่ทำหน้าที่(งดเว้น) เป็นเหตุให้มีคนร้ายลอบเข้าไปลักทรัพย์ดังนี้จะเห็นว่าครูเวรไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากตนไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาทรัพย์สินแต่หากเกิดเหตุลอบวางเพลิงครูเวรย่อมต้องรับผิดชอบ


มีตัวอย่างที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิด(งดเว้น) เช่น


กรณีที่๑ มีหน้าที่ตามสัญญา

จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางทั้งตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้เก็บเงินค่าดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางโดยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดมาทำหน้าที่แทนแล้วบริษัทดังกล่าวละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้ท่อระบายน้ำอุดตันจนน้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์             (โปรดดู ๔๔๙๓/๒๕๔๓)


กรณีที่ ๒ ผู้กระทำละเมิดละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเรื่องความปลอดภัย

มีระเบียบของกรมทางหลวงว่าในกรณีที่มีการขุดถนนจะต้องมีการปักป้ายบอกว่าบริเวณนั้นมีการขุดถนนตลอดจนมีสัญญาณต่างๆแสดงให้ผู้สัญจรไปมารู้ว่าบริเวณนั้นขุดถนนด้วยทั้งกลางคืนต้องมีโคมไฟติดไว้เพื่อให้รถที่ขับไปมารู้ด้วยในจุดอื่นๆที่มีการขุดถนนก็มีการปักป้ายและติดโคมไฟแต่จุดที่เกิดเหตุไม่มีจำเลยที่๑ว่าเข้าใจว่ามีไม่พอจึงไม่ได้มาติดตั้งไว้และปรากฏตามรายงานประจำวันสถานีตำรวจภูธรอำเภอสาว่าพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบสิ่งกีดขวางหรือสิ่งบอกเหตุวางไว้บนถนนก่อนจะถึงที่ขุดออกแต่อย่างใดการที่จำเลยที่๑ละเลยไม่ติดตั้งโคมไฟบริเวณที่ขุดถนนทั้งๆที่มีระเบียบให้ปฏิบัติจึงเป็นความประมาทองจำเลยที่๑ (โปรดดูคำพิพากษา ๒๕๔๙/๒๕๓๐)


สุดท้าย อย่าลืมในเรื่องบทตัดประเด็นข้ออ้างของการกระทำโดยไม่รู้สำนึกเพราะเหตุที่ตนเองทำให้ตนขาดสติสัมปชัญญะเช่น การดื่มสุรายาเมาเป็นต้น


---------------------------

กิตติบดี


หมายเหตุ


การกระทำโดยเจตนาในทางอาญาและการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งมีความหมายทำนองเดียวกันกล่าวคือการกระทำโดยเจตนาในทางอาญาหมายถึงการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นส่วนการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งหมายถึงกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตนหรืออีกนัยหนึ่งคือกระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมีความหมายกว้างกว่าการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา (ส่วนหนึ่งจากคำพิพากษา ๓๕๐๓/๒๕๔๓)


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แนะนำคณะเบื้องต้น

มหาวิทยาลัยทำ kku channel และชวนไปออกรายการแนะนำคณะ



-----------------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๓

กฎหมาย การเมือง และสังคมไทย ตอน ๓​  --ช่วงสุดท้าย--

มีประเด็นถามเรื่่อง อนาคตสังคมไทยในมิติด้านสิทธิเสรีภาพ



--------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

ตอนนี้มีประเด็นเรื่อง "พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย"



-----------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...