วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สรุปการบรรยายสิทธิขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๑ และ๒/๒๕๕๒

แนวการบรรยาย
(๑) พัฒนาการของสิทธิมนุษยชน
- สิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์
- สิทธิมนุษยชนคือมโนธรรมที่คอยกำกับให้มนุษย์ประพฤติปฏิบัติอยู่ในครรลองครองธรรม
- คำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎ,ที่ใดมีสังคมที่นั้น มีผู้นำ" หมายความว่า เมื่อมนุษย์รวมอยู่กันเป็นชุมชน สังคม จำต้องมีผู้ปกครองทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากร รักษาความสงบเรียบร้อย และขจัดข้อพิพาทของพลเมือง โดยอาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือ ดังนั้น หากชุมชน/สังคมใดผู้นำใช้อำนาจโดยปราศจากมโนธรรม (ศีลธรรม) พลเมืองจะประสบกับความเดือดร้อน และปราศจากความมั่นคงในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน และหากประชาชนทนไม่ไหวก็จะรวมกลุ่มกันเรียกร้อง แสวงหาทางออกเพื่อปลดแอกจากความอยุติธรรม และโดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องเอาชีวิต ร่างกายแลกมาพร้อมกับคำว่า "อิสรภาพ"
(๒) อิสรภาพ หรือเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ๔ ประการ ได้แก่
๒.๑ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น freedom of speech
๒.๒ เสรีภาพในการความเชื่อ freedom of belief
๒.๓ เสรีภาพที่พ้นจากความหวาดกลัว freedom from fear
๒.๔ เสรีภาพในสิ่งพึงปรารถนา freedom from want
(๓) เมื่อมนุษย์ถูกหยามเกียรติ์/เบียดเบียนบีฑา/กดขี่ข่มเหง
มนุษย์---เริ่มเรียกร้องและเพรียกหาความเป็นธรรม (สิทธิมนุษยชนระยะที่ ๑)
มนุษย์---เรียนรู้และแสวงหาความสุขจากสิทธิมนุษยชนของตน (สิทธิมนุษยชนระยะที่ ๒)
มนุษย์---ยึดมั่นในหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนและเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น (สิทธิมนุษยชนระยะที่ ๓)
(๔) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน : มาตรฐานความสำเร็จร่วมกันแห่งประชาชาติ
มีทั้งหมด ๓๐ ข้อบท แบ่งได้เป็น ๔ ส่วนดังนี้
ส่วนที่หนึ่ง เจตนารมณ์และหลักการ
ปรากฎตามคำปรารภ (Preamble) และข้อ ๑-๒
ส่วนที่สอง สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
เป็นสิทธิที่จำเป็นและสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ --(สิทธิที่มีมาแต่ดั่งเดิม)
ปรากฎตามข้อ ๓-๒๑
ส่วนที่สาม สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
เป็นสิทธิที่ทำให้มนุษย์สะดวกสบายในการดำรงชีวิต --(สิทธิที่มีมาแต่ภายหลัง)
ปรากฎตามข้อ ๒๒-๒๗
ส่วนที่สี่ ข้อบังคับและการบังคับใช้
ปรากฎตามข้อ ๒๘-๓๐
๔.๑ ส่วนที่หนึ่ง
เจตนารมณ์ ประกอบด้วย
๑. จงศรัทธาต่อสิทธิมนุษยชนว่าจะเป็นรากฐานแห่งเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ(freedom, justice and peace)
๒. สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่มีมาแต่กำเนิด (เกียรติศักดิ์ประจำตัว) เสมอภาค และโอนให้แก่กันมิได้
๓. รัฐต้องมีมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
๔. การบริหารราชการแผ่นดิน การบัญญัติกฎหมาย และการใช้กฎหมายต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม (กฎหมายธรรมชาติ)
๕. รัฐที่กระทำต่อพลเมืองขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนได้ชื่อว่าเป็นรัฐทรราช (เลว)
๖. ขอบเขตของคำว่า "รัฐ" ขยายตัวออกไปสู่ทุกองคาพยพของสังคม เริ่มจากตนเอง (ปัจเจกชน) ครอบครัว คนใกล้ชิด หมู่บ้าน ชุมชน สังคม ประเทศ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ทั้งภาครัฐและเอกชน กล่าวคือ ทุกองคาพยพของสังคมต้องอยู่ภายใต้บริบทแห่งสิทธิมนุษยชน
หลักการแห่งสิทธิมนุษยชน
(๑) หลักการความเชื่อมั่นต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีอิสรภาพและเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ข้อ 1
มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ
Article 1.
All human beings are born free and equal in dignity and rights.They are endowed with reason and conscience and should act towards one another in a spirit of brotherhood.
(๒) หลักการห้ามเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์
ข้อ 2
ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าชนิดใด ๆ ดังเช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ
อนึ่งจะไม่มีความแตกต่างใด ๆ ตามมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหว่างประเทศของประเทศหรือดินแดนที่บุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้จะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยใด ๆ ทั้งสิ้น
Article 2.
Everyone is entitled to all the rights and freedoms set forth in this Declaration, without distinction of any kind, such as race, colour, sex, language, religion, political or other opinion, national or social origin, property, birth or other status. Furthermore, no distinction shall be made on the basis of the political, jurisdictional or international status of the country or territory to which a person belongs, whether it be independent, trust, non-self-governing or under any other limitation of sovereignty.
สรุป ในบทเรียนครั้งที่ ๑และ๒ ขอให้ทุกท่าน ศรัทธาต่อสิทธิมนุษยชน และให้สิทธิมนุษยชนหยั่งลึกในทัศนคติ เรื่องคุณค่าของมนุษย์และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของคน
--------------------------------------
ศรัทธาและเชื่อมั่น
กิตติบดี

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แบบทดสอบละเมิด ๑

กฎหมายว่าด้วยละเมิด ครั้งที่ ๑

คำสั่ง : โปรดกรอกข้อความให้สมบูรณ์

ข้อ ๑ พื้นฐานความรับผิดเพื่อละเมิด แบ่งออกเป็น ...กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ ได้แก่ มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) เรื่อง
(๒) เรื่อง
(๓) เรื่อง
(๔) เรื่อง
(๕) เรื่อง

กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) .................. เรื่อง
(๒) .................. เรื่อง
(๓) ................... เรื่อง
(๔) .................,. เรื่อง
(๕) ................... เรื่อง
(๖) ................... เรื่อง

กลุ่มที่ ๓ ได้แก่
มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) .................. เรื่อง
(๒) .................. เรื่อง
(๓) ................... เรื่อง
(๔) .................,. เรื่อง
(๕) ................... เรื่อง

ข้อ ๒ องค์ประกอบความรับผิดเพื่อละเมิด มีดังต่อไปนี้
โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
(๑) การพิสูจน์ความผิด ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓ ข้อ)

(๒) การพิสูจน์ความเสียหาย หมายถึง

(๓) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล หมายถึง


ข้อ ๓. สืบเนื่องจาก ข้อ ๒ (๑)
๓.๑ การกระทำ หมายถึง ? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ?

๓.๒ การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการงดเว้นการกระทำ หมายถึง

๓.๓ การละเว้น ถือเป็นการกระทำด้วยหรือไม่

๓.๔ นายกิตติ คนวิกลจริต เอาไม้ฟาดศีรษะผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ คนวิกลจริตนั้นมีความผิดตามกฎหมายอาญาแต่กฎหมายยกเว้นโทษ กรณีดังกล่าวฝ่ายจำเลยจะอ้างได้หรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามปวิอ. มาตรา ๔๖

๓.๕ มีคนร้ายเอามีดไล่แทงนายกิตติ ปรากฏว่านายกิตติได้ดึงตัวผู้เสียหายมารับมีดแทนตน ในคดีอาญานายกิตติมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แต่ศาลยกเว้นโทษเนื่องจากจำเป็น ในคดีละเมิดอ้างความจำเป็นได้หรือไม่


กิตติบดี ใยพูล

แบบทดสอบละเมิด ๒

กฎหมายว่าด้วยละเมิด

คำสั่ง : ประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการพิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ขอให้นักศึกษาพิจารณากรณีศึกษา ๕ เรื่อง

ขั้นตอนการพิเคราะห์ถึง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล มีดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ ๑ ท่านต้องพิจารณาว่า – การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ? (ทฤษฎีเงื่อนไข)
๑.๑ ถ้าจำเลยไม่กระทำ โจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย
๑.๒ ปัจจัยหลักที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีที่มาจากโจทก์
๑.๓ หากผลที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่จำเลยได้กระทำลงไป โจทก์ต้องพิสูจน์ว่า “หากไม่มีการกระทำของจำเลย ความเสียหายย่อมไม่เกิด”
ข้อพิจารณากรณี “Eggshell skull” rule

ขั้นตอนที่ ๒ ท่านต้องพิจารณาว่ามีเหตุแทรกแซงหรือไม่ กล่าวคือ เมื่อจำเลยกระทำความผิดแล้ว (ครบองค์ประกอบ) แต่ยังไม่เกิดผลร้าย (ความเสียหาย) แต่ก่อให้เกิดสภาพที่เสี่ยงต่อภยันตราย จนกระทั้งมีการกระทำอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแทรกแซงประกอบ จึงก่อให้เกิดวิบัติภัยขึ้น
เหตุแทรกแซงเกิดจาก
๒.๑ เหตุธรรมชาติ Force of nature
๒.๒ ตัวโจทก์เอง หรือ Innocent human force
๒.๓ บุคคลภายนอกที่กระทำโดยประมาทเลินเล่อ Negligent human force
หรือ จงใจกระทำ Intentional/criminal human force
----------------------------------------------------

กรณีศึกษา:
กรณีที่ ๑ นายสมชายยื่นปืนบรรจุกระสุนให้ด.ช.เคน อายุ ๑๐ ปี โดยด.ช.เคนได้นำปืนกระบอกนั้นกลับไปบ้านของตน และบิดาของด.ช.เคนได้สังเกตเห็นว่าลูกชายตนมีปืนดังกล่าว แต่ก็มิได้ห้ามปรามหรือเก็บปืนแต่อย่างใด ภายหลังด.ช.เคนใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงฟ้องร้องนายสมชาย ?
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๒ นายกิตติขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนเดินถนนทางเท้า ในขณะที่ผู้เสียหายล้มลงนอนกับพื้น ได้ถูกรถยนต์อีกคันหนึ่งชนทำให้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น แต่คนขับรถยนต์รายนั้นหนีไป ผู้เสียหายจึงฟ้องนายกิตติ ?
...............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

กรณีที่ ๓ สืบเนื่องจากกรณีที่ ๒ ในระหว่างการรักษาพยาบาลภายหลังจากได้รับบาดเจ็บ ปรากฏความว่า แพทย์ประมาทเลินเล่อทำให้ผู้เสียหายต้องถูกตัดขา จนเป็นผู้กายพิการ โดยผู้เสียหายฟ้องนายกิตติ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

กรณีที่ ๔ นายกิตติลูกจ้างของบริษัทรับขนส่งสินค้า ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้การส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด ๑ วัน ซึ่งปกติผู้เสียหายต้องได้รับสินค้าก่อนวันที่มีพายุ แต่ปรากฏว่าการส่งล่าช้าดังกล่าวทำให้วันที่รถขนส่งสินค้ามาเจอกับพายุทำให้สินค้าได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว ผู้เสียหายฟ้องบริษัทรับขนส่งสินค้าได้หรือไม่ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

กรณีที่ ๕ นายกิตติออกจากรถยนต์ของตนโดยลืมกุญแจไว้ในรถยนต์ของตน (ประมาทเลินเล่อ) ทันใดนั้น คนร้ายได้เข้าไปในรถยนต์เพื่อลักรถยนต์คันดังกล่าว และขับออกไปอย่างเร็ว แต่ด้วยความรีบเร่งจึงขับไปชนผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ กรณีนี้ผู้เสียหายฟ้องร้องนายกิตติว่าประมาทเลินเล่อ ?
.......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

---------------------

กิตติบดี ใยพูล

ตัวอย่างข้อสอบวิชากฎหมายสถาบันการเงินฯ

ข้อสอบรายวิชาสถาบันการเงิน

ส่วนที่หนึ่ง ให้นักศึกษาทุกคนทำข้อสอบข้อ ๑ และ ๒ (ข้อละ ๑๕ คะแนน)

ข้อ ๑ . ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หมายความถึง ธุรกิจแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการใช้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง และธุรกรรมอื่นที่มีลักษณะการให้สินเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด”
ดังนี้
(๑) โปรดอธิบายถึงสาระสำคัญทางกฎหมายของธุรกรรมแฟ็กเตอริง
(๒) ธุรกรรมการให้เช่าซื้อมีข้อแตกต่างกับธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง อย่างไร

ข้อ ๒. โปรดอธิบายความหมายของผู้บริหารสถาบันการเงิน และความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการเงินในการบริหารงานสถาบันการเงินมีข้อกำหนดไว้อย่างไร รวมถึงคุณสมบัติต้องห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้มีประการใดบ้าง

ส่วนที่สอง ข้อ ๓-๖ ให้นักศึกษาเลือกทำเพียง ๒ ข้อ (ข้อละ ๑๐ คะแนน)

ข้อ ๓. แนวทางปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ มีหลักการและแนวปฏิบัติอย่างไร

ข้อ ๔. เพราะเหตุใดในปัจจุบันจึงได้มีการอนุญาตให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์สามารถประกอบกิจการได้อย่างหลากหลายขึ้น และขอให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์มาให้ทราบ ๓ธุรกิจ

ข้อ ๕. บาสเซิล 2 (BASEL II) คืออะไร และโปรดอธิบายให้ทราบถึงรายละเอียดของแต่ละหลักการ (Pillar) ว่าเป็นอย่างไร

ข้อ ๖. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการและกรรมการชุดย่อยคณะต่าง ๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการบริหารงานสถาบันการเงิน ดังนี้
(๑) ขอให้ท่านอธิบายถึงหลักการและหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ และยกตัวอย่างคณะกรรมการ
(๒) ยกตัวอย่างคณะกรรมการชุดย่อย ๒ ชุด พร้อมอธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละชุด

--------------------------

กิตติบดี ใยพูล

สาสน์จากคณบดี : ต้อนรับนักศึกษา รุ่นที่ ๖/๒๕๕๒


ทางสโมสรนักศึกษาฯ ได้ขอให้ผมเขียนสาส์นเพื่อนำไปลงในหนังสือต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ ความดังนี้


สาสน์จากคณบดี

เมื่อครั้นอดีตกาล ผู้ปกครองประเทศจำต้องศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ ๓ แขนง ประกอบด้วย เทววิทยา แพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งนับเป็นสดมภ์หลักในการสร้างศรัทธาแห่งภาวะผู้นำและอำนาจ โดยวิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น ถือเอาเนื้อหาสาระเรื่องความยุติธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองได้อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำกับความเป็นระเบียบ แบบแผนทางสังคม และผู้ปกครองที่ได้ชื่อว่าเป็น Philosopher King หรือ มหาราชย์ หรือผู้ปกครองที่ดีนั้น จักต้องใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องสะกดและกำกับการใช้อำนาจ ให้เป็นไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์กับปวงชน หาไม่แล้ว หากการใช้อำนาจนั้นขาดซึ่งเมตตาธรรม หรือได้ฉ้อฉลเฉไฉออกไปในทางที่ลุ่มหลงกับอำนาจ ประชาชนก็จะถูกเบียดเบียนบีฑา จนสังคมต้องเผชิญกับความหายนะและเสื่อมสูญไป

เมื่อปัญญาของมนุษย์ต้องประกอบด้วยหัวสมองและหัวใจฉันใด กฎหมายต้องควบคู่กับความยุติธรรมด้วยฉันนั้น ดังนั้น ในการศึกษาวิชากฎหมายหรือการประกอบวิชาชีพกฎหมาย จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายไปพร้อม ๆ กับการฝึกจิตสำนึกเรื่องความยุติธรรม โดยถือความยุติธรรมเป็นจิตวิญญาณหลักของนักนิติศาสตร์ ดังมีผู้กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของวงการกฎหมายและ/หรือนักกฎหมายมิใช่อยู่ที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หากอยู่ที่การปลูกจิตสำนึกของนักกฎหมายเป็นสำคัญ

เมื่อคุณธรรมของผู้ปกครองประเทศพึงปกครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน โดยยึดหลักธรรมะ อันประกอบด้วย เมตตาธรรมและกรุณาธรรมแล้วนั้น นักนิติศาสตร์หรือผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพึงต้องอุทิศตนเพื่อรับใช้สังคมส่วนรวม โดยยึดภูมิธรรมดังกล่าวเฉกเช่นกัน

เมื่อตระหนักรู้เช่นนั้นแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า นักศึกษากฎหมายของเรา จักเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหาย อยากรู้ ควรรู้ และต้องรู้ ในสรรพวิชากฎหมายอย่างคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง ประกอบกับตื่นตัวที่จะอุทิศตนเพื่อทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเขาและเธอจะถือเป็นโอกาสในการฝึกความกล้าแกร่งทางจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมออกไปสู่โลกภายนอก ในฐานะนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของประเทศในการพลิกฟื้นสังคมไทย ให้มีพื้นฐานทางสังคมที่เข้มแข็งและมีโครงสร้างที่เป็นธรรมต่อไป

เมื่อมีจุดหมายชัดเจนต้องตรงกัน ผมในนามคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสปลูกสร้างพวกท่านให้เติบโตเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ และสุดท้ายนี้ ขอฝากข้อท้าทายให้พิจารณาดังนี้

จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การศึกษาเพียงเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร
มีคุณค่าน้อยกว่าเพื่อมีความรู้ออกไปรับใช้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การเข้าสู่วิชาชีพเพื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมของตน
มีคุณค่าน้อยกว่าการมีโอกาสสร้างความเป็นธรรมให้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า เนื้อหาสาระของวิชานิติศาสตร์อยู่ที่ความยุติธรรม
มิใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า นักกฎหมายที่ปราศจากหลักธรรมะ
มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอาชญากร

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทเริ่มต้นบนเส้นทางสายนักยุติธรรม
---------------------------
นายกิตติบดี ใยพูล
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
เขียนที่ สำนักงานคณบดี

สิทธิขั้นพื้นฐาน : การค้ามนุษย์

มหาวิทยาลัยได้รับการประสานความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้บรรจุเนื้อหากฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ดังนั้น ในรายวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ในส่วนภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ ผู้บรรยายจะนำกติกาสากล เอกสารสากลที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาสอดแทรกต่อไป

สำหรับเนื้อหา/เอกสารจะได้เขียนนำลงบล็อกในไม่ช้านี้

กิตติบดี

แผนการสอน ๑/๒๕๕๒

แผนการสอนรายวิชา สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม
ประจำภาคต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒
--------------------------------------------

๑. รหัสวิชา ๐๐๐ ๑๔๑ สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม ๓ หน่วยกิต

๒. วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน ไม่มี

๓. วันและเวลา กลุ่มที่ ๑ วันจันทร์ เวลา ๑๕.๐๐ น. – ๑๘.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02
กลุ่มที่ ๒ วันอังคาร เวลา ๑๓.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02

๔. ผู้สอน นายกิตติบดี ใยพูล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์

๕. วันและเวลาเข้าพบเพื่อขอคำปรึกษา
วันและเวลาก่อนและ/หรือเลิกเรียน หรือ นัดหมายล่วงหน้า
เบอร์โทรศัพท์ (คณะ) ๐๔๓ ๒๐๓-๑๘๑

๖. คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาถึงพัฒนาการ แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ กลไกและเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งสากลและภายในประเทศ อาทิ ในส่วนสากล ประกอบด้วย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิเด็ก สิทธิสตรี ฯลฯ ในส่วนภายในประเทศ ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ รวมถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

๗. วัตถุประสงค์
นักศึกษาจะได้ทราบและเข้าใจถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมตลอดถึงหน้าที่ของพลเมือง โดยผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในระดับของประเทศไทย ระดับโลก สามารถวิเคราะห์วิจารณ์พลวัตทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างเชื่อมโยง

๘. การประเมินและวัดผล
คะแนนเก็บ (กิจกรรม/งาน) ๔๐ คะแนน
สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน
สอบไล่ปลายภาค ๔๐ คะแนน
รวม ๑๐๐ คะแนน

๑๐. สื่อการสอนและเอกสารประกอบการบรรยาย
ติดตามได้ที่ http://kittibodee.blogspot.com/
ในส่วน : สิทธิมนุษยชน

๑๑. หัวข้อบรรยาย

บทที่ ๑ บทนำ
แนะนำรายละเอียดของวิชา ภาพรวมของรายวิชา

บทที่ ๒ ภาคประวัติศาสตร์
พัฒนาการเรื่องสิทธิมนุษยชน แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากลและภายในประเทศ

บทที่ ๓ ภาคคุณค่าและหลักการ
หลักการแห่งสิทธิมนุษยชน
สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ความเสมอภาค

บทที่ ๔ ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
กฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

บทที่ ๕ ภาคข้อเท็จจริง : ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ประเด็นศึกษาต่าง ๆ อาทิ สิทธิเด็ก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ชนกลุ่มน้อย
สุขภาพ สิทธิชุมชนท้องถิ่น แรงงานต่างด้าว สันติภาพและการลดความรุนแรง เชื้อชาติ ศาสนา การพัฒนาที่ยั่งยืนสตรี อายุ ความแตกต่างทางร่างกาย การศึกษา ความโน้มเอียงทางเพศ ฯลฯ

หมายเหตุ กำหนดการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม.

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...