วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สรุปการบรรยายละเมิด (๗) เรื่อง ละเมิดโดยแท้

หลักกฎหมายละเมิดตามมาตรา ๔๒๐: เรื่องลักษณะของจำเลย และลักษณะแห่งการกระทำ


ในเรื่องความรับผิดเพื่อละเมิดนั้นแทบจะกล่าวได้ว่ามาตรา๔๒๐เป็นบททั่วไปที่มีความสำคัญและครอบคลุมความรับผิดเพื่อละเมิดในทุกลักษณะโดยมาตราดังกล่าวโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบ (เงื่อนไข) ดังต่อไปนี้


๑. โจทก์ต้องบรรยายให้เห็นถึงความผิดของจำเลย(ความชั่ว) หรือ Fault

๑.๑ จำเลยได้กระทำต่อผู้อื่น

๑.๒ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

๑.๓ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือตามมาตรา๔๒๑โดยมิชอบด้วยกฎหมาย


๒.โจทก์บรรยายให้เห็นถึงความเสียหายที่ตนได้รับ (Damage)


๓.โจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่าความเสียหายที่ตนได้รับมาจากการกระทำความผิด/ชั่วของจำเลย (Causation)


ประเด็นแรกการกระทำที่เป็นความผิดของจำเลย

วิเคราะห์   ก. ลักษณะของจำเลย กล่าวคือ ผู้กระทำละเมิดหรือจำเลยจะเป็นบุคคลใดก็ได้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการหย่อนความสามารถ(ผู้เยาว์คนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ)


แต่มีเงื่อนไขที่บุคคลที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตตามมาตรา ๔๒๙ และมาตรา ๔๓๐ จะกระทำละเมิดได้นั้นต้องสัมพันธ์กับลักษณะแห่งการกระทำ


ข้อสังเกตบุคคลตามกฎหมายมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลดังนั้นนิติบุคคลก็สามารถกระทำละเมิดได้เช่นกันโดยผ่านผู้แทนที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล


ข. ลักษณะแห่งการกระทำ กล่าวคือ การเคลื่อนไหวอากัปกิริยาต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งจิตใจหรือรู้สำนึกแห่งการกระทำนั้น

สืบเนื่องจากลักษณะของจำเลยที่เป็นผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถหรือคนวิกลจริตก็สามารถกระทำละเมิดได้เมื่อจำเลยที่มีลักษณะต่างๆเช่นว่านั้นกระทำโดยรู้สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไปมีตัวอย่างบิดาได้ว่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาเลี้ยงบุตรตนอายุ๓เดือนปรากฏว่าพี่เลี้ยงได้นำบุตรใส่เปลที่มีบุตรของพี่เลี้ยงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนอนอยู่ได้ความว่าบุตรของพี่เลี้ยงยังไม่หลับได้เล่นแกว่งมือเท้าไปมาและไปโดนลูกนัยน์ตาของบุตรที่ตนรับเลี้ยงบอดกรณีนี้จะเห็นได้ว่าบุตรของพี่เลี้ยงไม่มีการกระทำเพราะการกระทำไม่ได้โดยรู้สำนึกแต่ขณะเดียวกันผู้ที่มีความผิดได้แก่พี่เลี้ยงเนื่องจากตนมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแต่ไม่ป้องกันไว้ซึ่งตามกฎหมายให้ถือว่าการไม่กระทำในเรื่องที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายก็ได้ชื่อว่า“กระทำโดยงดเว้นไม่กระทำ”


มีตัวอย่างกรณีที่ศาลวินิจฉัยถึงการกระทำโดยไม่รู้สำนึก(๘๗๔๓/๒๕๔๔)


พิเคราะห์แล้วคดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เห็นว่าตามพฤติการณ์ของจำเลยศาลไม่เพียงแต่ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่เท่านั้นแต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจำเลยกระทำโดยเจตนาซึ่งได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำอันเป็นเหตุให้จำเลยต้องรับผิดในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ หรือไม่อีกด้วยเพราะจำเลยปฏิเสธตลอดมาว่าจำเลยมีความพิการทางสมองไม่อาจรู้ได้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิดดังปรากฏจากรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดร้อยเอ็ดระบุว่าจำเลยมีสุขภาพทางด้านร่างกายที่แข็งแรงแต่มีความจำด้านสมองเลอะเลือนจำความไม่ค่อยได้ไม่สามารถที่จะจำและลำดับเหตุการณ์ใดๆได้จำเลยเคยประสบอุบัติเหตุเมื่ออายุได้ ๓ ขวบโดยถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนทำให้มีรอยเขียวช้ำตามร่างกายหลายแห่งต้องนอนโรงพยาบาล ๑ คืนเมื่อจำเลยโตขึ้นก็มีความผิดปกติทางด้านสมองจนปัจจุบันนี้บิดามารดาต้องดูแลอยู่ตลอดเวลาซึ่งเจือสมกับสำเนาทะเบียนนักเรียนโรงเรียนเมืองหนองพอกเอกสารหมายล.๑ ที่ระบุไว้ในหมายเหตุว่า"มีปัญหาทางสมอง" และใบแสดงความเห็นของแพทย์เอกสารหมายล.๒ ที่ยืนยันว่าจำเลยปัญญาอ่อนไอคิวเท่ากับ ๗๗ ควรได้รับการอบรมฝึกฝนเป็นพิเศษนอกจากนี้แพทย์หญิงมานิดาสิงหัษฐิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ซึ่งตรวจร่างกายจำเลยและลงความเห็นในเอกสารดังกล่าวรวมทั้งเอกสารหมายป.ล.๑ ด้านหน้าได้เบิกความเป็นพยานจำเลยว่าจากการตรวจสุขภาพจิตของจำเลยพบว่าพูดไม่ชัดตอบช้าไม่รู้ซ้ายขวาจากการตรวจขั้นต้นพบว่าปัญญาอ่อนหากไม่ได้รับการฝึกฝนการจะรับรู้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดจะรับรู้ได้น้อยกว่าคนปกติการสำนึกว่าผิดหรือถูกนั้นถ้าเป็นสิ่งใกล้ตัวอาจจะรับรู้ได้เช่นทำของแตกหรือทำร้ายร่างกายซึ่งถ้าไม่มีใครบอกว่าสิ่งนั้นผิดคนที่มีระดับไอคิวดังกล่าวอาจจะไม่รับรู้ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นถ้าทำลงไปแล้วจะผิดและพยานได้ตอบคำถามค้านของผู้แทนโจทก์ด้วยว่าคนระดับไอคิว ๗๗ เมื่อเทียบกับคนปกติทั่วไปจะอยู่ในระดับเด็กอายุตั้งแต่ ๕ ขวบถึง ๑๐ ขวบในกรณีจำเลยตัดต้นไม้จำเลยจะรับรู้ว่ากำลังตัดต้นไม้อยู่แต่หากไม่มีใครบอกว่าการที่ตัดต้นไม้นั้นผิดกฎหมายจำเลยก็ไม่อาจรู้ได้จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยซึ่งจำเลยบอกได้แต่ชื่อนามสกุลส่วนบ้านเลขที่อายุหมู่บ้านจำเลยบอกว่าไม่รู้ไม่ทราบเมื่อที่ปรึกษากฎหมายถามจำเลยว่าถูกจับเรื่องอะไรและเคยถูกขังหรือไม่จำเลยตอบว่าไม่รู้แม้ศาลช่วยถามจำเลยแต่ก็ไม่ได้ใจความจำเลยบอกเพียงว่าไม่รู้ไม่ทราบเท่านั้นเหตุนี้แม้โจทก์มีร้อยตำรวจโทบุญช่วยบุญวิเศษและนายดาบตำรวจอานุภาพผ่าภูธรเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับจำเลยเบิกความเป็นประจักษ์พยานโจทก์ว่าเห็นจำเลยใช้น้ำมันหล่อลื่นหยอดโซ่เลื่อยยนต์ของนายวิเศษและกำลังปัดกวาดขี้เลื่อยอยู่ทั้งอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมายจ.๑ ก็ตามเมื่อจำเลยเป็นบุคคลปัญญาอ่อนที่ถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้นั้นเป็นผิดกฎหมายกรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งเท่านั้นแต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดเพราะขาดเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดแต่ให้รอการลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"


ดังนั้นสรุปได้ว่าการกระทำต้องมีเงื่อนไขเรื่องการรู้สำนึก(สติสัมปชัญญะ) ประกอบด้วยรวมถึงเรื่องการงดเว้นไม่กระทำแต่บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่เรื่องนั้นๆ “หน้าที่” เป็นผลมาจากกฎหมายกำหนดไว้ (บิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร/สามีภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกันและกัน) หรือหน้าที่ตามสัญญา(กรณีพี่เลี้ยงข้างต้นเป็นหน้าที่ตามสัญญา) หรือหน้าที่ที่เกิดจากการกระทำที่ตนต้องผูกพันรับผิดชอบ


ในชั้นเรียนผมได้ยกตัวอย่างพาคนตาบอดข้ามถนนเมื่อก่อให้เกิดภาระขึ้นย่อมต้องผูกพันความรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะปลอดภัยจากการนั้น


หรือกรณีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นครูเวรทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนเนื่องจากในขณะนั้นมีเหตุการณ์ลอบวางเพลิงโรงเรียนหลายแห่งปรากฏว่าครูเวรไม่อยู่ทำหน้าที่(งดเว้น) เป็นเหตุให้มีคนร้ายลอบเข้าไปลักทรัพย์ดังนี้จะเห็นว่าครูเวรไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิดเนื่องจากตนไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการรักษาทรัพย์สินแต่หากเกิดเหตุลอบวางเพลิงครูเวรย่อมต้องรับผิดชอบ


มีตัวอย่างที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำละเมิด(งดเว้น) เช่น


กรณีที่๑ มีหน้าที่ตามสัญญา

จำเลยมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางทั้งตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดได้เก็บเงินค่าดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางโดยได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนที่มีอาชีพในการบริหารอาคารชุดมาทำหน้าที่แทนแล้วบริษัทดังกล่าวละเว้นหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อปล่อยให้ท่อระบายน้ำอุดตันจนน้ำท่วมห้องชุดของโจทก์เช่นนี้ย่อมเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์             (โปรดดู ๔๔๙๓/๒๕๔๓)


กรณีที่ ๒ ผู้กระทำละเมิดละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับเรื่องความปลอดภัย

มีระเบียบของกรมทางหลวงว่าในกรณีที่มีการขุดถนนจะต้องมีการปักป้ายบอกว่าบริเวณนั้นมีการขุดถนนตลอดจนมีสัญญาณต่างๆแสดงให้ผู้สัญจรไปมารู้ว่าบริเวณนั้นขุดถนนด้วยทั้งกลางคืนต้องมีโคมไฟติดไว้เพื่อให้รถที่ขับไปมารู้ด้วยในจุดอื่นๆที่มีการขุดถนนก็มีการปักป้ายและติดโคมไฟแต่จุดที่เกิดเหตุไม่มีจำเลยที่๑ว่าเข้าใจว่ามีไม่พอจึงไม่ได้มาติดตั้งไว้และปรากฏตามรายงานประจำวันสถานีตำรวจภูธรอำเภอสาว่าพนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบสิ่งกีดขวางหรือสิ่งบอกเหตุวางไว้บนถนนก่อนจะถึงที่ขุดออกแต่อย่างใดการที่จำเลยที่๑ละเลยไม่ติดตั้งโคมไฟบริเวณที่ขุดถนนทั้งๆที่มีระเบียบให้ปฏิบัติจึงเป็นความประมาทองจำเลยที่๑ (โปรดดูคำพิพากษา ๒๕๔๙/๒๕๓๐)


สุดท้าย อย่าลืมในเรื่องบทตัดประเด็นข้ออ้างของการกระทำโดยไม่รู้สำนึกเพราะเหตุที่ตนเองทำให้ตนขาดสติสัมปชัญญะเช่น การดื่มสุรายาเมาเป็นต้น


---------------------------

กิตติบดี


หมายเหตุ


การกระทำโดยเจตนาในทางอาญาและการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งมีความหมายทำนองเดียวกันกล่าวคือการกระทำโดยเจตนาในทางอาญาหมายถึงการกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นส่วนการกระทำโดยจงใจในทางแพ่งหมายถึงกระทำโดยรู้สำนึกถึงผลเสียหายที่จะเกิดจากการกระทำของตนหรืออีกนัยหนึ่งคือกระทำโดยรู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันมีความหมายกว้างกว่าการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา (ส่วนหนึ่งจากคำพิพากษา ๓๕๐๓/๒๕๔๓)


วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แนะนำคณะเบื้องต้น

มหาวิทยาลัยทำ kku channel และชวนไปออกรายการแนะนำคณะ



-----------------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๓

กฎหมาย การเมือง และสังคมไทย ตอน ๓​  --ช่วงสุดท้าย--

มีประเด็นถามเรื่่อง อนาคตสังคมไทยในมิติด้านสิทธิเสรีภาพ



--------------------
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๒

ตอนนี้มีประเด็นเรื่อง "พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย"



-----------------------
กิตติบดี

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สรุปการบรรยายละเมิด (๖) เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างละเมิดทางแพ่งกับความรับผิดในทางอาญา

ความสัมพันธ์ระหว่างละเมิดทางแพ่งกับความรับผิดในทางอาญา

ตามที่ได้อธิบายให้ทราบถึงความรับผิดทางแพ่งและความรับผิดทางอาญานั้น จะเห็นว่า การกระทำที่เป็นความรับผิดอาญาโดยมากแล้วจะเข้าข่ายความรับผิดทางละเมิด (ประทุษร้ายทางอาญา/ประทุษร้ายทางแพ่ง)

หลักการ ความยุติธรรมกับความจริงที่มีได้หนึ่งเดียว
ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ซึ่งกำหนดให้ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ถ้าศาลในคดีอาญาพิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงเป็นยุติอย่างไรแล้ว ศาลคดีส่วนแพ่งต้องถือเอาข้อเท็จจริงเ็นยุติตามนั้น จะฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือจากศาลส่วนคดีอาญาไม่ได้

หลักเกณฑ์ตามปวิอ. มาตรา ๔๖
(๑) ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา (มูลฐานความรับผิดมาจากเหตุเดียวกัน)
(๒) คำพิพากษาคดีอาญานั้น ต้องถึงที่สุด (ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี)
(๓) ผู้ที่ผูกพันคำพิพากษาคดีอาญานั้น จะต้องเป็นหรือถือว่าเป็นคู่ความในคดีอาญา
(๔) มีผลผูกพันเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาเท่านั้น

ตัวอย่างที่ ๑

ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการและโจทก์ซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖ คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์โดยประมาท


ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๓ วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า ถ้ามิได้ตายในทันทีค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานจึงเป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้แก่ผู้เสียหายที่ยังไม่ถึงตายแต่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานเท่านั้น หาใช่ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ทำละเมิดจำต้องใช้หลังจากผู้เสียหายนั้นถึงแก่ความตายแล้วด้วยไม่ เหตุละเมิดเกิดเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๒ โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๔๔ โจทก์จึงขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานเป็นเวลา ๑ ปี ๘ เดือน ๖ วัน จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเงิน ๓๐,๓๐๐ บาท เท่านั้น


จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชอบร่วมกับจำเลยทั้งสองมากกว่าที่ศาลล่างมีคำพิพากษา เพราะจำเลยทั้งสองได้ชำระเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นการประกันภัยประเภทสมัครใจ แต่จำเลยร่วมรับผิดชอบเพียงจำนวนเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ตามกฎหมายประกันภัยภาคบังคับเพียง ๘๐,๐๐๐ บาท ไม่ถูกต้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมาแต่ต้นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมาวินิจฉัยนั้นไม่ถูกต้องตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาดังกล่าวขึ้นมาในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย


โจทก์ฎีกาว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาว่า เพราะเหตุใด ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ จึงขาดอำนาจโดยธรรมที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน


ตัวอย่างที่ ๒


ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานบุกรุกนั้น ข้อวินิจฉัยที่ว่าที่ดินพิพาทที่จำเลยเข้ามาสร้างบ้านสองชั้นเป็นของโจทก์หรือไม่ เป็นปัญหาโดยตรงในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดแล้วดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ โดยต้องฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จะให้ฟังว่าเป็นของจำเลยหรือเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์หรือออกโฉนดที่ดินทับลำห้วยสาธารณประโยชน์มิได้


ตัวอย่างที่ ๓


ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ โจทก์ นายเลื่อน ธรรมรัตน์ และจำเลยที่ ๓ เป็นพี่น้องกันวันเกิดเหตุโจทก์และนายเลื่อนทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสี่ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสี่ไปดำเนินคดี ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดหนองคายได้ฟ้องคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ๒ คดี คดีแรก พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องนายเลื่อน โจทก์คดีนี้และนายบัวหลั่น คุธินาคุณ เป็นจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามลำดับ ข้อหาความผิดต่อร่างกายโดยมีจำเลยที่ ๑ คดีนี้เป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๐๐๑/๒๕๓๘ หมายเลขแดงที่ ๓๓๕๖/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น


ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๘๑/๒๕๔๒ คดีที่สอง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายฟ้องจำเลยทั้งสี่คดีนี้เป็นจำเลย ข้อหาความผิดต่อชีวิต พยายาม ความผิดต่อร่างกาย โดยมีโจทก์คดีนี้และนายเลื่อนเป็นโจทก์ร่วม ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๗/๒๕๓๘ หมายเลขแดงที่ ๓๔๒๓/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาเป็นคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๘/๒๕๔๒ คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ๒ ข้อ คือ ๑. จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจงใจทำร้ายโจทก์ตามฟ้องหรือไม่และ ๒. โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่ เพียงใด ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบคู่ความเกี่ยวกับประเด็นข้อแรกคู่ความแถลงร่วมกันว่า ให้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๗/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้นเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้คู่ความนำสืบเฉพาะประเด็นเรื่องค่าเสียหาย


จำเลยที่ ๑ ฎีกาข้อแรกว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๔๒๓/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น โดยรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุทะเลาะวิวาทโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑


ห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ คดีส่วนอาญาคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๓๗๗/๒๕๓๘ หมายเลขแดงที่ ๓๔๒๓/๒๕๓๙ ของศาลชั้นต้น ซึ่งต่อมาคือคดีตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๘/๒๕๔๒ อีกทั้งคู่ความแถลงร่วมกันว่าให้ถือข้อเท็จจริงในคดีนี้ตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วดังนี้เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีส่วนอาญาในคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๘๒๘/๒๕๔๒ ว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายและโจทก์คดีนี้นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์คดีนี้กับจำเลยที่ ๑ และพวกต่างมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน และได้มีการด่าว่าโต้เถียงกัน จนในที่สุดได้มีการใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายกันจึงเป็นเรื่องสมัครใจเข้าวิวาทกัน คดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว


เมื่อฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ สมัครใจทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกัน เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ตนจากการทะเลาะวิวาทนั้น แม้โจทก์ได้รับบาดเจ็บก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังขึ้นและคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป


ตัวอย่างที่ ๔


โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ทำร้ายร่างกายโจทก์โดยชกต่อยบริเวณไหล่ขวาของโจทก์ และใช้มือบีบคอโจทก์จนศรีษะกระแทกฝาห้องน้ำ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง และได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจ ต้องทนทุกขเวทนาหวาดผวา และมีอาการประสาทหลอน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์


จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ มิได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๒ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง


ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๙๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ ๒


จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ด้วย


โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ (หมายเหตุ--ผู้เขียน ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุสมควร)


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๘ ระหว่างเวลาพักกลางวันที่โรงเรียนบ้านใหม่โสพิมพ์ ตำบลบ่อทอง กิ่งอำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี จำเลยที่ ๑ ใช้กำลังทำร้ายโจทก์โดยชกต่อยที่หัวไหล่ขวา ๑ ครั้ง และบีบคอจนศีรษะของโจทก์กระแทกฝาห้องน้ำ ๑ ครั้ง ต่อมาวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลพบุรีเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงลพบุรี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ซึ่งคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวว่าการทำร้ายของจำเลยที่ ๑ ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46


มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์ตามที่บรรยายมาในฟ้องเป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ใช้กำลังทำร้ายโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่นายแพทย์เสนาะให้ยาระงับประสาทแก่โจทก์เป็นเพียงวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยของโจทก์ นายแพทย์เสนาะมิได้ยืนยันว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นผลมาจากการทำร้ายของจำเลยที่ ๑ โดยตรงแต่อย่า งใด เพราะนายแพทย์เสนาะเบิกความเพียงว่า โจทก์มารับการรักษาจากพยานเนื่องจากพฤติกรรมของโจทก์เปลี่ยนไป พยานได้แนะนำให้มารดาโจทก์พาโจทก์ไปรักษาตัวที่ศูนย์สุขวิทยาจิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากคำเบิกความถึงสาเหตุแห่งการมารับการรักษาดังกล่าวนั้น เชื่อได้ว่าเกิดจากพฤติกรรมของโจทก์เปลี่ยนไปเอง หาใช่เป็นเพราะการทำร้ายของจำเลยที่ ๑ ไม่ และข้อเท็จจริงก็รับฟังเป็นที่ยุติแล้วว่า โจทก์ไม่ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด


ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่กว่าทำร้ายแต่ฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้ ในขณะที่เพื่อนโจทก์และจำเลยที่ ๑ ซึ่งเห็นเหตุการณ์ไม่เข้าช่วยเหลือ การที่โจทก์มีอาการขวัญผวา หน้ามืด ปวดศรีษะ กลัวคนทำร้าย และจิตผิดปกติ จึงเป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ทำร้ายโจทก์นั้นเป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าอาการเจ็บป่วยของโจทก์เป็นผลโดยตรงมาจากการทำร้ายของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายตามฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น


-------------------------------------------------

หมายเหตุ ข้อสังเกตประเด็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา


(๑) กรณีดังกล่าวไม่ใช้กับคดีแพ่งทั่วไป ใช้กับคดีแพ่งที่มีมูลฐานความผิดเดียวกับคดีอาญา


(๒) คดีอาญาต้องถึงที่สุด หากยังไม่ถึงที่สุดยังไม่ผูกพัน


(๓) ผู้ที่จะถูกผูกพันต้องเป็นคู่ความหรือผู้ที่ถือเป็นคู่ความ (อัยการ) ในคดีอาญา

แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นคู่ความในคดีอาญา ต้องเปิดโอกาสให้พิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะเขาไม่เคยมีโอกาสต่อสู้ต้องให้ความเป็นธรรม เช่น ศาลส่วนคดีอาญารับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า นาย กิตติ ขับรถยนต์ชนผู้อื่นโดยประมาท ดังนี้ ศาลในส่วนคดีแพ่งต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามนั้น แต่ในคดีแพ่งโจทก์ได้ฟ้องนายหมอดี นายจ้างของนายกิตติเข้ามาร่วมรับผิดด้วย ดังนี้ นายจ้างสามารถนำข้อเท็จจริงเข้ามาสืบเพิ่มเติมนอกเหนือจากประเด็นที่ศาลส่วนอาญาฟังข้อเท็จจริงว่านายกิตติประมาทเลินเล่อได้


(๔) ถ้าเป็นข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในคดีโดยตรง

เช่น ศาลในคดีอาญาฟังว่าจำเลยขับรถยนต์ชนโจทก์โดยประมาท แต่โจทก์เอกก็มีส่วนประมาทไม่น้อย จึงลงโทษจำเลยสถานเบา จำคุก ๑ เดือนและปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา

กรณีดังกล่าว ในทางแพ่งต้องฟังเป็นยุติว่าจำเลยประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหายเป็นละเมิด

กรณีที่ว่า โจทก์มีส่วนประมาทไม่น้อยที่ปรากฎนั้น เป็นเพียงเหตุผลของศาลที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดโทษทางอาญาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวมิใช่เป็นประเด็นโดยตรง จำเลยย่อมสามารถนำเอาประเด็นดังกล่าวมาให้การต่อสู้ในคดีแพ่งได้ และศาลต้องยอมให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ได้ และในการพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องรับฟังตามข้อเท็จจริงใหม่ประกอบด้วย


-------------------------------------

กิตติบดี




สรุปการบรรยายละเมิด (๕) เรื่อง ความรับผิดทางสัญญาที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดทางละเมิด

ความรับผิดทางสัญญากับความรับผิดทางละเมิด หรือ concurrent liability 

จากที่บรรยายไปในคราวที่แล้วว่า สัญญากับละเมิดเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่เป็นเหตุให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ คราวนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ 

"ลูกหนี้ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญา และปรากฎความเสียหายมากกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญา เจ้าหนี้สามารถฟ้องลูกหนี้ในมูลคดีละเมิดได้หรือไม่"

ในทางสัญญานั้น หากเกิดความเสียหายที่เป็นผลมาจากการไม่ชำระหนี้ผิดสัญญา ตามมาตรา ๒๒๒ กำหนดให้เจ้าหนี้เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ รวมตลอดถึงเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากคู่กรณีได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว 

คราวนี้ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดผิดสัญญา แต่เจ้าหนี้ต้องการเรียกค่าเสียหายเพิ่มขึ้นนอกจากค่าเสียหายที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าตามมาตรา ๒๒๒ อย่างนี้ เจ้าหน้ีสามารถเลือกฟ้องเป็นคดีละเมิดได้หรือไม่
 
ศ.จิ๊ด เศรษฐบุตร อธิบายไว้ว่า เมื่อคู่สัญญามีนิติสัมพันธ์กันมาก่อน ย่อมไม่มีสิทธิเลือกฟ้องในมูลละเมิดได้ เนื่องจากเจตนาของคู่สัญญาเป็นสิ่งสำคัญ  (การบิดเบือน หลอกลวงตามสัญญาก่อให้เกิดความเสียหายควรอาศัยหลักสัญญามิใช่ละเมิด) 

ตรงนี้ขอให้นักศึกษาศึกษาจากคำพิพากษาดังต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกา ๔๗/๒๔๙๒ (มูลฟ้องสัญญาให้ฟ้องสัญญามิใช่ละเมิด)
จำเลยที่ ๑ เป็นเทศบาลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลให้ตั้งโรงไฟฟ้ามีหน้าที่จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลผู้ร้องขอใช้ไฟฟ้าภายในเขตสัมปทาน โจทก์เป็นราษฎรฟ้องหาว่าจำเลยทำผิดข้อสัญญากับโจทก์ในการจำหน่ายกระแสไฟ มิได้ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามข้อกำหนดในสัมปทานประกอบกับบทบัญญัติมาตรา ๓๗๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้นปัญหาที่ว่าโจทก์จะได้สิทธิตามสัมปทานโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ นี้หรือไม่ จึงไม่เกิดขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัมปทาน จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลผู้ร้องขอใช้ไฟฟ้าในเขตสัมปทาน แต่โจทก์มิได้ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามข้อกำหนดในสัมปทานนี้ ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ ปัญหาที่ว่าโจทก์จะมีสิทธิตามมาตรา ๓๗๔ นี้หรือไม่ จึงไม่เกิดขึ้น โจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ ๑ เรียกเก็บอัตราค่ากระแสไฟฟ้าเกินกว่าที่กำหนดไว้ในสัมปทาน เมื่อโจทก์ไม่ชำระจำเลยก็ตัดสายไฟ จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยต่อสายไฟและจ่ายกระแสไฟให้โจทก์ต่อไป สัญญาซื้อกระแสไฟฟ้านี้ โจทก์ทำกับจำเลยที่ ๑ ไม่ปรากฏว่ามีระยะเวลาอาจจะมีการเลิกกันเมื่อใดก็ได้สภาพจึงไม่เปิดช่องทางให้บังคับจำเลยตามที่โจทก์ขอได้ในข้อให้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าหน่วยละ ๓๐ สตางค์ จึงบังคับให้ไม่ได้ เพราะตามสัมปทานจำเลยที่ ๑ ยังอาจขึ้นค่ากระแสไฟได้ เมื่อได้รับอนุญาต

          การที่จำเลยตัดสายไฟและงดจ่ายกระแสไฟนั้น เป็นการกระทำต่อทรัพย์สินที่เป็นของจำเลยเอง ส่วนที่เป็นผลให้โจทก์ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าหากจะเป็นมูลให้ฟ้อง ก็แต่ในเรื่องผิดสัญญา หาใช่ละเมิดไม่แต่ตามคำพรรณาฟ้องของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญานี้จากจำเลยที่ ๑ เป็นแต่เรียกจากจำเลยอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนงานและตัวแทนของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ต่างหากที่เป็นคู่สัญญากับโจทก์และจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในกรณีผิดสัญญา เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีทางให้ค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ก็ไม่มีทางให้ค่าเสียหายแก่โจทก์

          เรื่องน้ำประปานั้น พระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุขของสาธารณชน พ.ศ. ๒๔๗๑ และที่แก้ไขโดยฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๕ ห้ามไม่ให้บุคคลใดประกอบการ นอกจากได้รับอนุญาตจากรัฐบาล หรือได้รับสัมปทานแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทาน การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้ห้ามจำเลยมิให้เรียกเก็บค่าน้ำประปานั้น ศาลจะบังคับให้ไม่ได้ เพราะเป็นการรับรองให้โจทก์ได้รับผลจากการกระทำ อันไม่ถูกต้องกับกฎหมาย


คำพิพากษาฎีกา ๒๕/๒๕๒๓ (ฟ้องผิดสัญญามิใช่ฟ้องละเมิด)

โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยตั้งศูนย์ถ่วงล้อรถยนต์ จำเลยทำงานไม่เรียบร้อยเป็นเหตุให้พวงมาลัยไม่สามารถบังคับล้อรถได้ รถโจทก์จึงไปชนรถคันอื่นเสียหาย เป็นกรณีการชำรุดบกพร่องอันเกิดจากสัญญาจ้างทำของ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยผู้รับจ้างเสียภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่การชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๑ 


คำพิพากษาฎีกา ๗๖/๒๔๙๖ (ข้อเท็จจริงคดีนี้ผู้ขายไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียน ทั้งที่รู้ว่าจะทำให้ผู้ซื้อเสียหาย ก็เป็นผิดสัญญามิใช่มูลละเมิด)

       คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์โดยถูกต้อง เพื่อโจทก์จะได้จดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ยานพาหนะได้ และให้ใช้ค่าเสียหาย

          จำเลยต่อสู้ว่า เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับจดทะเบียนให้ เป็นความผิดของโจทก์เอง จำเลยไม่ต้องรับผิด ฯลฯ

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

         ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจัดการในการโอนกรรมสิทธิ์หรือทะเบียนรถพิพาท ๒ คันให้โจทก์เพื่อโจทก์จะนำออกใช้ได้ ฯลฯ

          จำเลยฎีกา

         ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ตามสัญญาข้อ ๒ ก. จำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ซึ่งมีเครื่องเรียบร้อยอยู่ในสภาพที่จะใช้เดินได้ ฯลฯ จึงเป็นที่เห็นได้ว่า เป็นสัญญาส่งมอบรถยนต์ในฐานะเป็นรถยนต์ ไม่ใช่เศษเหล็ก และเป็นที่เข้าใจกันได้ต่อไปด้วยว่า จำเลยจะต้องส่งมอบให้โจทก์ให้ได้ผลใช้รถยนต์นั้นได้ ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะกระทำตามที่จำเป็น เพื่อให้โจทก์ได้จดทะเบียนรถนั้น เพราะถ้าไม่ได้จดทะเบียน โจทก์ก็ใช้รถนั้นไม่ได้ (พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๔๗๓ มาตรา ๕) เป็นความจริงที่การจดทะเบียนไม่ใช่เป็นหลักฐานแห่งกรรมสิทธิ์ดังเช่นโฉนดแผนที่ และการโอนกรรมสิทธิ์ในรถ ไม่ได้อยู่ที่การจดทะเบียน แต่ถึงกระนั้นการจดทะเบียนก็เป็นการจำเป็นแก่การที่จะใช้รถนั้นดังกล่าวแล้ว ฯลฯ

          จึงพิพากษาแก้เป็นให้ จำเลยรับรองต่อกองทะเบียนรถยนต์กรมตำรวจว่า ได้โอนกรรมสิทธิ์รายพิพาทให้แก่โจทก์ไปแล้ว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้รับจดทะเบียนรถรายพิพาทให้โจทก์ ฯลฯ


คำพิพากษาทั้งสามยืนยันหลักว่า เมื่อเริ่มต้นเป็นสัญญาก็ต้องบังคับตามหลักสัญญา เทียบเคียงกับคำพิพากษาในคดีต่างประเทศ จำเลยเป็นขายรถยนต์ใช้แล้วและปลอมไมล์บอกระยะทางให้ต่ำกว่าความจริง (หลอกลวง) ถือว่าผิดสัญญามิใช่ละเมิด


แต่ก็มีฝ่ายที่เห็นสนับสนุนให้เจ้าหนี้/ผู้เสียหายมีสิทธิเลือกฟ้องในมูลละเมิดได้ โดยอาศัยเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้

(๑) เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหาย เพราะการเยียวยาความเสียหายเป็นรากฐานแห่งความเป็นธรรม

(๒) เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นกับสิทธิเด็ดขาด สิทธิทางสัญญาไม่อาจมาจำกัดสิทธิเด็ดขาดได้


ขอให้พิจารณาจากคำพิพากษา ดังต่อไปนี้ 


คำพิพากษาฎีกา ๙๗๔/๒๔๙๒

   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินจำเลยไป ๑,๑๔๐ บาท ดังปรากฏตามสัญญากู้ จำเลยเอาโฉนดปลอมมาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน จนถึงกับฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ศาลพิพากษาจำคุกจำเลย และให้ใช้เงิน ๑,๑๔๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยได้นำเงิน ๑,๑๔๐ บาทไปชำระต่อกองหมายแล้วแต่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระดอกเบี้ยกับค่าธรรมเนียมและค่าเสียหายอย่างอื่น โดยศาลมิได้แจ้งไว้ในหมายบังคับคดี จึงขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยกับค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ฟ้องแล้ว จะมาฟ้องอีกไม่ได้ และโจทก์จะเอาสัญญาที่ตนบอกล้างตกเป็นโมฆะแล้วมาฟ้องไม่ได้ คดีของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ต่อมาโจทก์แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าทนาย ๒๕๐ บาทต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้โจทก์ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ฟ้องทางลักษณะสัญญา โดยอ้างสัญญากู้ที่ตกเป็นโมฆะแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาเห็นว่า ในทางแพ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าการฟ้องคดีที่เป็นทั้งละเมิดและผิดสัญญานั้น โจทก์จะเลือกเอาทางใดทางหนึ่งจทก์จะฟ้องโดยบรรยายข้อเท็จจริงแล้วขอค่าเสียหายมาเฉย ๆ ก็ได้ศาลมีหน้าที่ต้องเอาตัวบทกฎหมายมาปรับแก่คดีนั้น ว่าตามที่โจทก์ฟ้องนั้นมีกฎหมายให้โจทก์ได้ค่าเสียหายตามขอหรือไม่ จะมีปัญหาก็แต่ว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ อันต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๘ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรืออย่างไร ศาลฎีกาเห็นว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีก่อนอัยการ โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาและขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑,๑๔๐ บาท ให้แก่โจทก์ผู้เป็นผู้เสียหายตามอำนาจที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ ให้ไว้ และโจทก์ได้ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ โจทก์ยังไม่ได้เรียกค่าเสียหาย จึงจะฟ้องคดีนี้ได้ ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์จะหวนกลับมาอ้างทางสัญญากู้อันตกเป็นโมฆะแล้วอีกไม่ได้นั้นโจทก์ได้บรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงในท้องเรื่องตลอดมา แม้ในตอนท้ายโจทก์จะขอดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นแต่โจทก์อ้างมาตราฐานเพื่อขอให้ศาลคิดค่าเสียหายให้เพราะแม้สัญญาจะเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น อันจะอ้างไม่ได้แล้วหรือไม่ก็ตาม ให้โจทก์มีสิทธิได้ค่าเสียหาย ศาลจะให้ตามที่เคยกำหนดไว้ในสัญญา หรือจะให้เพียงใดนั้นเป็นเรื่องของศาล นอกจากนั้นโจทก์ยังฟ้องเรียกค่าธรรมเนียมที่ได้เสียไปในคดีก่อนด้วย ซึ่งจะว่าฟ้องโดยอ้างสัญญาไม่ได้แต่ศาลอุทธรณ์ยังหาได้วินิจฉัยคดีทุกประเด็นไม่


อธิบาย // ตามคำพิพากษานี้ ซึ่งผมขอคัดบางตอนที่เน้นไว้

(๑) ในทางแพ่งกฎหมายไม่ได้บังคับว่าการฟ้องคดีที่เป็นทั้งละเมิดและผิดสัญญานั้น โจทก์จะเลือกเอาทางใดทางหนึ่ง

(๒) โจทก์จะฟ้องโดยบรรยายข้อเท็จจริงแล้วขอค่าเสียหายมาเฉย ๆ ก็ได้ศาลมีหน้าที่ต้องเอาตัวบทกฎหมายมาปรับแก่คดีนั้น และ

(๓) โจทก์ได้บรรยายฟ้องตามข้อเท็จจริงในท้องเรื่องตลอดมา แม้ในตอนท้ายโจทก์จะขอดอกเบี้ยตามสัญญา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นแต่โจทก์อ้างมาตราฐานเพื่อขอให้ศาลคิดค่าเสียหายให้เพราะแม้สัญญาจะเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น อันจะอ้างไม่ได้แล้วหรือไม่ก็ตาม ให้โจทก์มีสิทธิได้ค่าเสียหาย ศาลจะให้ตามที่เคยกำหนดไว้ในสัญญา หรือจะให้เพียงใดนั้นเป็นเรื่องของศาล

แสดงให้เห็นว่า 

---ศาลยอมรับให้คู่สัญญาสามารถฟ้องในมูลละเมิดได้

---การบรรยายฟ้องให้บรรยายทั้งมูลสัญญาและมูลละเมิด โดยศาลจะเป็นผู้ปรับใช้เอง


คำพิพากษาฎีกา ๘๖๕/๒๔๙๖ (มูลสัญญาคาบเกี่ยวกับมูลแห่งละเมิด)

         โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ นำรถจิ๊ปมาขายฝากไว้กับโจทก์สัญญาไถ่คืนภายใน ๑ เดือน ครั้นครบกำหนดไม่ไถ่ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ ในระหว่างการขายฝาก จำเลยที่ ๑ ได้ขอยืมรถที่ขายฝากไปใช้ กำหนดส่งคืนภายใน ๓ วัน ครั้นครบกำหนด ไม่คืน ต่อมาจำเลยที่ ๒ นำรถไปใช้ต่างจังหวัด ทำให้รถเสียหายเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้ง ๒ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ๗,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ฯลฯ

          โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในข้อที่ให้จำเลยทั้ง ๒ รับผิด แต่แก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๙,๐๐๐ บาท กับดอกเบี้ย

          โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

       ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีได้ความตามฟ้องโจทก์เห็นว่าตามสัญญาและการปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการขายฝากตามกฎหมาย และการที่จำเลยที่ ๒ เอารถยนต์ที่ขายฝากไว้ไปใช้จนเกิดการเสียหายนั้น จำเลยที่ ๒ ไม่พ้นจากความรับผิดต่อโจทก์เพราะเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ การที่จำเลยไม่รู้ว่ามีการขายฝากไม่เป็นข้อแก้ตัวได้ ฯลฯ


คำพิพากษาฎีกา ๓๘๑๔/๒๕๒๕

    โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ รับขนส่งโจทก์ผู้โดยสารจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๑ ยกสิ่งของของโจทก์ให้แก่ผู้โดยสารอื่นไปโดยปราศจากความระมัดระวังทำให้โจทก์เสียหาย เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ด้วย จำเลยจึงอาจต้องรับผิดทั้งในด้านสัญญาและละเมิดพร้อม ๆ กัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะฟ้องอย่างไรก็ได้ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดจึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

 โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่าโจทก์โดยสารรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ จากขอนแก่นเข้ากรุงเทพมหานครโดยมีกระเป๋าเดินทาง ๑ ใบและกล่องบรรจุผ้าถุงไหมมัดหมี่ ๓ กล่องมาด้วย ขณะรถยนต์นั้นหยุดให้ผู้โดยสารระหว่างทาง จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ได้ยกกล่องซึ่งบรรจุผ้าถุงไหมมัดหมี่ของโจทก์ ๑ กล่องมอบให้แก่ผู้โดยสารอื่นไปโดยความประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๒ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๖,๕๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ฟ้องและตั้งรูปคดีว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ประมาทเลินเล่อ กระทำหรืองดเว้นในการที่จักต้องกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายหรือละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในเรื่องละเมิด หากจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดก็เป็นลักษณะของสัญญารับขนคนโดยสาร ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และต่อสู้ในเรื่องอื่น ๆ อีกหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

          จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

        จำเลยที่ ๑ ฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๑ รับผิดฐานละเมิด แต่กรณีเป็นเรื่องพิพาทกันด้วยมูลสัญญารับขน ซึ่งโจทก์ต้องนำคดีมาฟ้องในลักษณะนี้จะนำกฎหมายลักษณะละเมิดมาปรับแก่คดีไม่ได้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดในมูลละเมิด

        ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำผิดกฎหมาย นเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ นั้น หมายความว่าเป็นการกระทำล่วงสิทธิของผู้อื่นที่กฎหมายกำหนดไว้ อันมีแก่บุคคลทั่วไปจะเป็นใครก็ได้ ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ไว้ชัดว่าจำเลยที่ ๒ ได้ยกกล่องผ้าไหมมัดหมี่ของโจทก์ให้แก่ผู้อื่นไปโดยปราศจากความระมัดระวัง จึงเป็นการกระทำล่วงสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินซึ่งไม่ว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำก็เป็นละเมิด แม้คดีนี้โจทก์และจำเลยจะสมัครใจเข้าผูกพันกันโดยสัญญารับขน แต่เมื่อการที่จำเลยผิดสัญญานั้นเป็นเรื่องที่จำเลยมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวกับละเมิดอยู่ด้วย จึงอาจฟ้องรับผิดทั้งในด้านสัญญาและละเมิดพร้อม ๆ กัน และโจทก์มีสิทธิจะฟ้องอย่างไรก็ได้ไม่เป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งยอมรับบังคับให้ผู้กระทำผิดสัญญาหรือละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ทั้งในทางผิดสัญญาหรือละเมิดที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น  พิพากษายืน


---คำพิพากษาข้างต้น ศาลพิจารณาว่า  เมื่อการปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา และมีผลเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิเด็ดขาด ก็สามารถฟ้องละเมิดได้ไม่ต้องระบุในการบรรยายฟ้องว่าเป็นสัญญาหรือละเมิด ศาลจะปรับเองเมื่อเข้าองค์ประกอบความรับผิดเพื่อละเมิด--- 


คราวนี้มาดูคำพิพากษาต่อว่าศาลได้ยืนยันถึงบทบาทของศาลในการทำหน้าที่ปรับบทเองว่าเป็นสัญญาหรือละเมิด โดยให้โจทก์-จำเลยนำสืบถึงข้อเท็จจริง 


คำพิพากษาฎีกา ๔๖๖๔/๒๕๓๓ 

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. เป็นผู้เช่าอาคารของ จ. แล้วให้จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการเช่าช่วงเพื่อทำโรงแรมเมื่อ จ. ถึงแก่กรรม การที่จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของจ. ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ จ. ผู้ให้เช่าและห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ผู้เช่ามีนิติสัมพันธ์ต่อกันตามสัญญาเช่าอาคาร และการที่จำเลยที่ ๓ จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ ก็เป็นมูลกรณีจากการที่คู่กรณีในสัญญาจะปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันตามข้อสัญญา ส่วนการที่จำเลยที่ ๔ ซึ่งเป็นทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๓ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ก็ต้องถือว่าเป็นการใช้สิทธิของจำเลยที่ ๓ ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๓ โดยจำเลยที่ ๔ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จึงไม่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตหรือจงใจกระทำการฉ้อโกงอันเป็นการกระทำละเมิดต่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะได้บรรยายถ้อยคำเป็นทำนองว่า จำเลยทั้งสี่ไม่สุจริต การกระทำฉ้อโกงโจทก์อันเป็นละเมิด แต่ฟ้องโจทก์ในตอนต้นก็บรรยายถึงนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามสัญญาเช่าและสัญญาต่างตอบแทนนั้นไว้โดยละเอียดแล้วและตามคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ก็ขอให้จำเลยชำระเงินค่าตอบแทนการก่อสร้างให้โจทก์ตามสัญญาด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องมาเช่นนี้ ศาลก็มีหน้าที่ต้องปรับใช้กฎหมายเรื่องผิดสัญญาหรือละเมิดให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่นำสืบกันมา การนำสืบข้อเท็จจริงของโจทก์จึงไม่ต่างกับฟ้อง จำเลยที่ ๒ ฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยให้ ส. ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดีกระทรวงยุติธรรม และมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นผู้ชำระบัญชีย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับการชำระบัญชีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๙​(๑)​ และแม้คำฟ้องของโจทก์จะมีคำว่า ผู้อำนวยการกองพิทักษ์ทรัพย์ต่อท้ายชื่อของ ส.ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นการฟ้องคดีในนามของผู้อำนวยการกองพิทักษ์ทรัพย์ คำว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี" หมายความว่า เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่บังคับคดีซึ่งสังกัดอยู่ในกรมบังคับคดี มิได้มีความหมายจำกัดเฉพาะอธิบดีกรมบังคับคดี หรือผู้ที่อธิบดีกรมบังคับคดีมอบหมายเท่านั้น ดังนั้นเมื่อปรากฏว่ากองพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นส่วนราชการในกรมบังคับคดีมีหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้อำนวยการกองพิทักษ์ทรัพย์ย่อมเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย


คำพิพากษาฎีกา ๕๙๐๗/๒๕๓๓  ---ข้อเท็จจริงคดีนี้ ศาลเลือกอาศัยอายุความตามมูลสัญญา เพื่อรักษาประโยชน์และให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องเสียหาย---

        โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี ๒๕๐๙ จำเลยยอมตนเข้าค้ำประกันการทำงานของนายเล็ก หากนายเล็กทำความเสียหายต่อโจทก์ในระหว่างทำงานจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ในปี ๒๕๒๐ นายเล็กได้ทำความเสียหายเป็นเงิน ๑๗,๙๘๖.๓๗ บาท จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉยขอให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

          จำเลยให้การว่า การกระทำของนายเล็กเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ต้องฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันภายในอายุความ ๑ ปีนับแต่นายเล็กออกจากงาน ปี ๒๕๒๐ คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องโจทก์

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๗,๙๘๖.๓๗ บาทพร้อมดอกเบี้ย

          จำเลยอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

          จำเลยฎีกา

       ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับนายสมรวยร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันในการที่นายเล็กเข้าทำงานเป็นพนักงานของโจทก์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๒ ปัจจุบันนายสมรวยถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อปี ๒๕๑๙ ติดต่อกันมาถึงต้นปี ๒๕๒๐ นายเล็กได้ทุจริตต่อหน้าที่ โดยต่อกระแสไฟตรงและสับเปลี่ยนมาตราวัดไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยพลการ เรียกเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จดหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าไม่ตรงต่อความเป็นจริงรับจ่ายเครื่องมือไปใช้แล้วไม่ส่ง ทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระค่าไฟฟ้าและเสียหายรวมเป็นเงิน ๑๗,๙๘๖.๓๗ บาท นายเล็กยอมรับสารภาพ โจทก์ได้ไล่นายเล็กออกจากงานตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๐ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๙ โจทก์ไม่ได้ฟ้องนายเล็กเป็นคดีอาญาหรือคดีแพ่ง

         จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ทราบว่านายเล็กกระทำความผิดตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ติดต่อกันมาถึงต้นปี ๒๕๒๐ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำของนายเล็กว่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งโดยการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติของโจทก์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้โจทก์ในฐานะนายจ้างมีสิทธิที่จะเลือกฟ้องนายเล็กผู้เป็นลูกจ้างให้รับผิดต่อโจทก์ได้ทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด สำหรับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้นกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ และตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔


คดีต่อไปนี้ทำนองเดียวกัับคดีข้างต้น คำพิพากษาฎีกา ๖๙๙/๒๕๓๗

        โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านโจทก์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ ระหว่างสัญญาจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้สินค้าขาดบัญชีและลูกหนี้การค้าทั่วไปคลาดเคลื่อนรวมเป็นเงิน ๓๗๑,๕๑๙.๘๑ บาทและจำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยินยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๑๐,๙๙๓.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๗๑,๕๑๙.๘๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับสินค้าขาดบัญชีเพราะไม่อยู่ในหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ส่วนลูกหนี้การค้าทั่วไปคลาดเคลื่อนไม่เกิน ๙๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยที่ ๑ได้ชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดตามหนังสือรับใช้หนี้เพราะจำเลยที่ ๑ เพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้เท่านั้นส่วนข้อความโจทก์พิมพ์ขึ้นเอง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันมิใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ ๒ คดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๔๑๐,๙๙๓.๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงิน ๓๗๑,๕๑๙.๘๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          จำเลยที่ ๑ ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ให้รับผิดในมูลละเมิด โจทก์ทราบถึงเหตุละเมิดเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๘ แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘  ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘ โจทก์ก็ต้องฟ้องร้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๘๑ วรรคสอง (เดิม) ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเช่นกัน เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ให้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านโจทก์ตามสัญญาจ้างท้ายฟ้อง เอกสารหมายเลข ๕ ตามสัญญาดังกล่าวข้อ ๓ ๔ และ ๕ จำเลยที่ ๑ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของโจทก์หรือบุคคลที่โจทก์มอบหมายหากจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยประการใด ๆ จนเกิดความเสียหายขึ้นในภายหน้าแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จนครบ และต่อมาในระหว่างสัญญาจ้างจำเลยที่ ๑ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบัญชีได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้สินค้าของโจทก์ขาดบัญชีและลูกหนี้การค้าทั่วไปคลาดเคลื่อน โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งสองรายการรวมเป็นเงินจำนวน ๓๗๑,๕๑๙.๘๑บาท 

         เช่นนี้เห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดทั้งตามสัญญาจ้างแรงงานและในมูลละเมิด ที่โจทก์อ้างในฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ประมาทเลินเล่อนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ผิดสัญญาจ้างแรงงาน และทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ในกรณีเช่นนี้โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทาง สำหรับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องถืออายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ (เดิม) ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๘​ จึงต้องเริ่มนับอายุความ ๑๐  ปี ใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าวตามมาตรา ๑๘๑ (เดิม)โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำหนังสือรับใช้ตามเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๗ ให้โจทก์ด้วยความสมัครใจศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว


---นอกจากนี้ ขอให้นักศึกษาดูคำพิพากษาที่ ๘๓๖๓/๒๕๓๘ คดีที่บริษัทผู้รับสัมปทานป่าไม้ฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ concurrent liability 


ฝากไว้เป็นตัวอย่างสุดท้าย คำพิพากษาฎีกา ๕๗๓๖/๒๕๔๔ 

 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด จึงมีอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๘  คดีนี้ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิดเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ อันเป็นวันที่คำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแต่ละฉบับสิ้นอายุ โจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลแพ่งธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๑ เกินกำหนด ๑ ปีจึงขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้รับตราส่งฟ้องจำเลยในฐานะผู้ขนส่งให้รับผิด เนื่องจากจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ และตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จะต้องนำสินค้าที่ตนเองรับขนไปส่งมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งและรับเวนคืนใบตราส่ง แต่จำเลยไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ กลับส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญารับขนของทางทะเล แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะกล่าวอ้างมูลละเมิดมาด้วยแต่เมื่อฟังได้แล้วว่าจำเลยผิดสัญญารับขนของทางทะเลและโจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลผิดสัญญาได้กรณีจึงไม่อาจนำอายุความ ๑ ปี ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา ๔๔๘ มาใช้บังคับ ดังที่จำเลยอุทธรณ์ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความในมูลละเมิดหรือไม่นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"


--------------------------------------


สรุป แนวคำพิพากษาของศาลที่เลือกและปรับใช้เองว่า ข้อเท็จจริงที่นำสืบเป็นเรื่องใด (สัญญา/ละเมิด) โดยจะพิจารณาจากความได้เปรียบเสียเปรียบแก่คู่กรณีฝ่ายที่เสียหายหรือได้รับความเดือดร้อนเป็นสำคัญ 


ดังนั้น ในประเด็น concurrent liability   ให้นักศึกษาลองพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร


------------------------------------

กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...