วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Banner : LAW KKU.



สังคมแห่งนิติรัฐ



รักษ์สิ่งแวดล้อม



สังคมแห่งนิติรัฐ



ส่งเสริม "วัฒนธรรมแห่งสิทธิมนุษยชน"



รณรงค์ "สังคมแห่งนิติรัฐ"


-------------------------
กิตติบดี

โรงเรียนสอนกฎหมายสอนอะไร ?




โรงเรียนสอนคนให้มีหลักการ ?

เมื่อผู้อาวุโสได้ไต่ถามว่า



คำถาม : ทำไมเขา/เธอถึงอยากเรียนนิติศาสตร์
คำตอบ : ผม/หนูอยากช่วยเหลือสังคม คนยากจน อยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม จะนำความรู้ที่ได้รับไปประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประเทศชาติ



บ้างอยากเป็นผู้พิพากษา บ้างก็อยากเป็นอัยการ บ้างอยากเป็นทนายความ ตำรวจ ทหาร บ้างก็อยากเป็นนักการเมืองไล่ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นยันนายกรัฐมนตรี



บ้างก็อยากเป็นนักธุรกิจที่มั่งคั่ง ตลอดจนอยากมีความรู้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ในกิจการของตน



บ้างก็อยากจะตอบไปว่า ไม่รู้จะไปร่ำเรียนอะไร เลยเลือกเรียนนิติศาสตร์เพราะตนเองไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในตัวเลข รวมถึงภาษาอังกฤษก็บกพร่อง เลยมาเรียนกฎหมายที่เห็นใคร ๆ บอกว่าท่อง ๆ ๆ ๆและท่อง...จำอย่างเดียว เดี๋ยวก็จบ แต่ความย่อหน้านี้คงมีน้อยคนนักที่หาญกล้าตอบแก่ผู้อาวุโส (หากยังไม่คุ้นเคย)ส่วนใหญ่เพียงคิดแต่ทดไว้ในใจเสมอมา



บ้างก็ตอบว่า ผม/หนูเป็นลูกกตัญญูเรียนไปตามใจคุณพ่อคุณแม่ หรือบางรายเลือกเรียนเพราะชีวิตนี้เป็นผู้ตามที่ดี เพื่อนไปไหนเราไปด้วย อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากราย

ว่าไปกระไรได้ ไม่ว่าจะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้เลือกเรียนนิติศาสตร์นั้น ย่อมไม่เท่ากับหนึ่งโอกาสที่ได้เข้าเรียน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศาสตราจารย์กฎหมายที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า “อันวิชาชีพกฎหมายจะมีเกียรติภูมิสูงส่งเพียงไร วิชาการด้านกฎหมายจะพัฒนาไปเพียงไร และมหาวิทยาลัยตลอดจนสถาบันอบรมศึกษาวิชากฎหมายจะมีศักดิ์สูง เพราะได้รับการรับรองวิทยฐานะจากสถาบันกฎหมายในนานาประเทศหรือไม่เพียงไรนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการสร้างนักกฎหมาย และการวางรากฐานแห่งวิชาชีพกฎหมาย นั่นคือ การจัดการศึกษาวิชากฎหมายนั่นเอง”



ประมาณได้ว่า ผลไม้จะหวานชวนน่าลิ้มลอง ต้องขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้นั้นแล ซึ่งมาตรว่าหากต้นไม้นั้นเป็นพิษ ผลย่อมเป็นพิษตามเช่นกันฉันใด สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัย)ที่สอนนิติศาสตร์จะไปสู่ความเป็นเลิศทางนิติศาสตร์ย่อมต้องพึงสังวรด้วยเช่นกันฉันนั้น


การจัดการศึกษานิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น เพื่อพร่ำสอนและคาดหวังให้นักศึกษาที่เรียนนิติศาสตร์จักเป็น “นักศึกษานิติศาสตร์” มิใช่เป็นแค่เพียงนักศึกษาที่รู้ตัวบทกฎหมายและ/หรือเพียงแค่วินิจฉัยกฎหมายได้เท่านั้นที่เรียกว่า “นักศึกษากฎหมาย” เพราะคำว่า “นิติศาสตร์” ไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” ซึ่งคำว่า “นิติศาสตร์” มีความหมายที่ลุ่มลึกและพิสดารกว่าคำว่า “กฎหมาย” อยู่หลายช่วงตัวนัก ความข้อนี้ขอให้สังเกตว่า ทำไมในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะเข้าศึกษานิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีได้จะต้องสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสาขาหนึ่งสาขาใดมาก่อน หรือประเทศอังกฤษ การคัดเลือกผู้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยจะใช้วิธีการจัดสอบรวมของส่วนกลาง หรือบางมหาวิทยาลัยคัดเลือกโดยข้อสอบตรง โดยที่จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะนักศึกษาพวกหัวกะทิมาเรียนเท่านั้น หรือในประเทศในระบบประมวลกฎหมายอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศสนั้น มีลักษณะคล้าย ๆ กับประเทศไทย แต่ความเข้มข้นของการศึกษาอยู่ที่ปีหนึ่งขึ้นปีที่สอง หากไม่มีความสามารถหรือไม่ตั้งใจเล่าเรียนจริง ๆ จะสอบไม่ผ่านขึ้นปีที่สอง คือ รับนักศึกษาเข้ามาก่อนแล้วใช้ความเข้มข้นของวิชาการและความขยันอดทนของนักศึกษาเป็นเครื่องคัดกรองนักศึกษาออกไปตั้งแต่อยู่ชั้นปีแรก หรือในประเทศเยอรมนี นักศึกษาจะได้ปริญญานิติศาสตร์หรือไม่นั้น เมื่อเรียนจบหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย รัฐบาลจะเป็นผู้จัดทดสอบเพื่อวัดผลว่าเหมาะสมที่จะได้รับใบปริญญานิติศาสตร์หรือไม่

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ที่ศึกษานิติศาสตร์เมื่อจบออกไปทำงานในสายวิชาชีพล้วนแต่มีเนื้อหาสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน จึงจำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรับผิดชอบในระดับสูง เพื่อไปรับใช้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความยุติธรรมให้แก่สังคม รวมไปถึงมีบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชนไล่เรียงตั้งแต่ระดับรากไปจนกระทั่งชั้นสูงสุด ดังคำที่ว่า นิติศาสตร์หรือนีติศาสตร์ --- ศาสตร์แห่งผู้นำ---เป็นประจักษ์พยานสำคัญ ซึ่งความสำคัญดังกล่าว จึงทำให้ในการศึกษานิติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาผู้นั้นจะจำได้หมายรู้เพียงตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อักษรเท่านั้น



คำว่า นิติศาสตร์ หมายความว่า วิชาที่ว่าด้วยกฎหมาย แต่คำว่า กฎหมาย หมายความเพียงว่า บทบัญญัติหรือคำสั่งที่ตราขึ้นโดยผู้มีอำนาจที่ใช้บังคับในสังคม
จำแนกได้ว่า วิชานิติศาสตร์ ข้อเท็จจริง คุณค่า

เพราะ เมื่อนักศึกษานิติศาสตร์เป็นที่คาดหวังของสังคมและ/หรือจะต้องออกไปรับใช้สังคมตามที่พวกเขาชอบกล่าวอ้างตามพระบิดาแห่งกฎหมายไทยเสมอ ๆ ว่า My life is service (ชีวิตของข้าพเจ้าคือการรับใช้) ดังนั้นแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการศึกษานักศึกษาจึงต้องอาศัยสรรพกำลังต่าง ๆ เพื่อให้ตนมีความรู้ในเนื้อหาของกฎหมายในรูปข้างต้นได้แก่วงกลมตรงกลาง กล่าวคือ นักศึกษาต้องรู้บทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถ่องแท้เพื่อใช้ยึดเป็นหลักและต้องปักหลักนั้นให้มั่นคง แข็งแรง โดยอาศัยคำพิพากษาของศาลมาใช้เป็นอุทาหรณ์ประกอบให้เข้าใจบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ๆ อย่างแจ่มชัด และประยุกต์ใช้ได้อย่างแยบคาย

เท่านั้นหาเพียงพอไม่ นักศึกษาต้องสาวลึกให้ได้ว่า บทบัญญัตินั้น ๆ มีที่มาอย่างไร นักศึกษาจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหยั่งรากลึกถึงภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ หรือข้อเท็จจริงแห่งหลักกฎหมายนั้น ๆ ว่าคืออะไร ดังคำสุภาษิตจีนที่ว่า “ยิ่งโน้มคันศรยิ่งมากเพียงใด ลูกธนูที่ยิ่งออกไปยิ่งพุ่งตรงสู่เป้าหมายแรงยิ่งขึ้นเป็นทวี”



ลองตรองดูว่า เมื่อนักศึกษาตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ ท่องตัวบท อ่านฎีกา นักศึกษาย่อมหมายรู้ได้ว่า “มาตรา ๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย” แต่เมื่อสังคมตั้งคำถามแก่นักศึกษาว่า “มนุษย์ที่เกิดจากการโคลนนิ่งมีสภาพบุคคลหรือไม่” นักศึกษาท่านนั้นหยุดตรึกตรองและวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดตามบุคลิกนักกฎหมายว่า มนุษย์โคลนนิ่งไม่มีสภาพบุคคลเพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๕ เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการคลอด ดังนั้น จึงไม่มีสภาพบุคคล และนักศึกษากฎหมายท่านนั้นยังทรงแสดงภูมิรู้เป็นของแถมต่อไปอีกว่า เมื่อไม่มีสภาพบุคคลจึงทำให้ไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ...




แต่กระนั้น เด็กน้อยอาจสะกิดถามคุณแม่ของตนว่า แม่จ๋ามนุษย์โคลนนิ่งนั้นก็เหมือนกับเรามีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ใช่มนุษย์หละ เด็กน้อยคนนั้นคงถามโดยสามัญสำนึกแบบเด็ก ๆ อย่างนี้กระมังที่ หลายต่อหลายคนค่อนขอดนักกฎหมายไทยว่า “เป็นพวกโง่ที่มีหลักการ”

อะไรหละหรือทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะนักศึกษานิติศาสตร์ไม่พยายามศึกษาถึงนิติศาสตร์ในทางคุณค่าและ/หรือพยายามค้นหาปรัชญาที่แฝงอยู่เบื้องหลังบทบัญญัติแห่งกฎหมาย



ฉะนั้น จะมีนักกฎหมายอยู่มากรายเมื่อสำเร็จการศึกษาไปทำงานประกอบอาชีพทางกฎหมาย มักจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตน จนละเลยคำตอบที่เคยพรั่งพรูให้แก่ผู้อาวุโสที่ถามเอาไว้ก่อนเข้าเรียนนิติศาสตร์ เช่น ใช้มาตรา ๔๒๓ ในทางละเมิด โดยหารู้ถึงคุณค่าของกฎหมายและ/หรือตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หากแต่ใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง หรือเบียดเบียนบีฑาผู้ที่ไม่รู้กฎหมาย แม้ความดังกล่าวพ่อของแผ่นดินได้เตือนสตินักกฎหมายไว้แล้วว่า “กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือของความยุติธรรม” อย่างนี้อีกกระมังที่ หลายคนจึงดูถูกนักกฎหมายว่า “เป็นพวกหัวหมอ”


ถึงเวลานี้....ยังมิอาจหยั่งทราบได้เหมือนกันว่า นักศึกษาที่เรียกตนเองว่า “นักศึกษานิติศาสตร์” จักได้รู้หรือยังว่า ตนเอง ต้องรู้อะไร ? ควรรู้อะไร ? และท้ายที่สุด อยากรู้อะไร ?


กิตติบดี

สรุปประเด็น : ข้อแนะนำในการจัดทำสัญญาทางธุรกิจ

หัวข้อบรรยาย

-หลักพื้นฐานแห่งสัญญา
-เนื้อหาสาระของสัญญา
-ความสมบูรณ์ของสัญญาการผิดสัญญา

ผู้ร่างสัญญาส่วนใหญ่มักร่างสัญญาจากความคุ้นชินมากกว่าข้อเท็จจริง จนบางครั้งสัญญาที่ถูกจัดทำขึ้นยุ่งยาก ไม่กระชับ และขาดความชัดเจนไม่ตรงตามเจตนารมณ์

หลักพื้นฐาน

๑. สัญญา คืออะไร

๒. สัญญาประเภทใดที่ต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร

๓. ทำอย่างไรให้สัญญามีผลผูกพัน

๔. ผลของการฝ่าฝืนสัญญา

ข้อพึงระวังในการจัดทำสัญญา

(๑) ปัญหาที่เกิดจากผู้ทรงสิทธิ์ ได้แก่
(ก) ความสามารถในการทำนิติกรรม

(ข) การแสดงเจตนา

(๒) ปัญหาที่เกิดจากตัวสัญญา ได้แก่
(ก) แบบของนิติกรรม

(ข) วัตถุประสงค์

(๓) ปัญหาที่เกิดจากตัววัตถุแห่งสิทธิ ได้แก่
(ก) กรรมสิทธิ์

(ข) ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

หลักทั่วไปสำหรับการร่างสัญญาทางธุรกิจ


ข้อแนะนำ ประการเพื่อให้สัญญาทางธุรกิจมีผลบังคับตามกฎหมาย

๑. จงทำสัญญาทุกประเภทให้เป็นลายลักษณ์อักษร แม้กฎหมายไม่บังคับก็ตาม
๒. จงทำให้ง่ายที่สุด
๓. จงติดต่องานและเจรจาให้ถูกคน
๔. จงพิจารณาคู่สัญญา
๕. จงย้ำรายละเอียดที่ชัดเจนกับลูกความ
๖. จงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับผลตอบแทน
๗. จงกำหนดเงื่อนเวลาต่าง ๆ โดยเฉพาะวันสิ้นสุดสัญญา
๘. จงกำหนดตกลงวิธีการยุติหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
๙. จงเก็บเป็นความลับ

ตรวจสอบ : Contract Terms


(๑) ผู้ทรงสิทธิ์
ปัจเจกชน หรือองค์กรธุรกิจ ?
ถ้าเป็นองค์กรธุรกิจ เป็นประเภทใด ? (ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด กิจการร่วมค้า บริษัทมหาชนจำกัด หรือ อื่นๆ )
เป็นผู้ที่มีอำนาจกระทำในนามองค์กรธุรกิจหรือไม่ ?
มอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
แน่ใจได้อย่างไรว่าผูกพันกับองค์กรธุรกิจ ?

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบ
ที่อยู่ของคู่สัญญา
วัตถุประสงค์ของสัญญา
สิ่งที่อยู่ในใจของคู่สัญญา

(๒) ตัวสัญญา
เรื่องทั่วไป (แบบฟอร์มทั่วไป)
หน้าที่ของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
สิทธิของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย
วัน เวลา และระยะเวลาต่าง ๆ ที่สำคัญ
จำนวนเงิน (อักษร/ตัวเลข)
จำนวนปริมาณ
เงื่อนไขการจ่ายเงิน
งวด เงื่อนเวลา
ภาษีอากร ค่าธรรมเนียม
ดอกเบี้ย เบี้ยปรับ
การรับรองหรือรับประกัน
การปฏิเสธความรับผิด (พรบ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม)
ข้อจำกัดความรับผิด

ความเสียหาย
การจัดเตรียมสิ่งของต่าง ๆ
การผิดสัญญา
อนุญาโตตุลากการ และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
รัฐบัญญัติ
การบังคับใช้กฎหมายหรือศาล
ลายมือชื่อ
การรับรองลายมือชื่อ (กรณีคนต่างชาติ)

(๓) ตัววัตถุแห่งสิทธิ์
ทรัพย์สินต้องตรวจสอบให้ชัดเจนและถูกต้อง

สุดท้ายให้ตรวจสอบอีกครั้ง เรื่อง Contract Terms

ข้อพึงปฏิบัติ
ü เริ่มต้นจากอาศัยแบบฟอร์มสำเร็จรูป และปรับใช้อย่างเหมาะสมแก่สถานการณ์
ü ตั้งชื่อสัญญา ให้ตรงกับเจตนา
ü เขียนชื่อ-ที่อยู่ของคู่สัญญาให้ถูกต้อง
ü เขียนวันที่ทำสัญญาไว้ย่อหน้าแรก
ü ใช้สามัญสำนึกในการเขียนสัญญา
ü ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน
ü ให้คำจำกัดความต่อศัพท์เทคนิค
ü ทบทวนคำว่า และ – หรือ
ü สอบถามลูกความในประเด็นที่สงสัยหรือไม่ชัดเจน
ü ใช้ปากกาสีเข้มลงลายมือชื่อ ไม่ใช้ดินสอหรือลายเส้นจากสำเนาเด็ดขาด
ü ตรวจสอบชื่อคู่สัญญากับลงลายมือชื่อต้องตรงกัน
ü เก็บสำเนาสัญญาไว้ทุกครั้ง

พึงระลึกไว้เสมอว่า ผลแพ้-ชนะในคดีแพ่ง (สัญญาทางธุรกิจ) ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้น ฉะนั้น จงรอบคอบและพิถีพิถันในการจัดทำสัญญา

กิตติบดี

กฎหมายสัญญาทางธุรกิจ : ขอบเขต

กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาธุรกิจ : หลักพื้นฐาน
Business Contract Law: The Basics

---------------------

พื้นฐานของสัญญา
§ สัญญาคืออะไร
§ ทำไมต้องเขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
§ ใครเป็นผู้มีหน้าที่เขียนสัญญาธุรกิจ
§ การทำสัญญากับภาครัฐเป็นสัญญาธุรกิจใช่หรือไม่
§ มูลเหตุของการฝ่าฝืนสัญญา
§ การบังคับตามสัญญา

งานที่ปรึกษาและสัญญาธุรกิจ ● ให้บริการโดยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ โดยผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น โทรศัพท์, โทรสาร, อีเมล์ หรือ โดยการพบนอกสถานที่ เป็นต้น ● ให้บริการรับจัดทำสัญญาทางธุรกิจทุกประเภท โดยสามารถทำเป็นภาษาต่างประเทศได้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น

งานด้านจดทะเบียนและใบอนุญาต ให้บริการงานจดทะเบียนทุกประเภท ซึ่งได้แก่:-• งานจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไข ห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การขอบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีของห้างหุ้นส่วน บริษัท ร้านค้า• งานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า• งานจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์• งานจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง)• การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทต่างชาติ• ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ • การซื้อและขายคอนโดมิเนียมของคนต่างชาติ • ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว และ การขออยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวต่อไป (ต่อวีซ่า) • การขอมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยของคนต่างด้าว• การจดทะเบียนสมรสระหว่างคนต่างด้าวกับคนไทย และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคนต่างด้าว• งานขอใบอนุญาตขับขี่ให้กับคนต่างชาติ• งานขอใบอนุญาตต่างๆ จากหน่วยงานราชการ เช่น ใบอนุญาตร้านอาหาร, ใบอนุญาตสุรา และ ยาสูบ เป็นต้น• งานขึ้นทะเบียนประกันสังคม

งานด้านทนายความ ● ให้บริการเป็นทนายความดำเนินคดีต่างๆ เช่น คดีแพ่ง, คดีอาญา, คดีครอบครัว, คดีแรงงาน, คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ● รับเป็นตัวแทนในการเจรจาประนอมหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน ต่างๆ● ให้บริการดำเนินการบังคับคดี ในเขต กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

งานบริการอื่นๆ • งานแปลเอกสารต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น• งานตรวจสอบต่างๆ ได้แก่ :-- ความเป็นนิติบุคคลของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท (หนังสือรับรองของบริษัท), ผู้ถือหุ้นของบริษัท, ผู้เป็นหุ้นส่วน (หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน)- สถานะทางการเงินของห้างหุ้นส่วน บริษัทฯ เช่น งบการเงินประจำปี เป็นต้น- ตรวจสอบที่อยู่ของบุคคลที่จะดำเนินคดีทางศาล- ตรวจสอบชื่อผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง • งานคัดเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือรับรองของห้างหุ้นส่วน บริษัท, บัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท, เป็นต้น• งานยื่นแบบชำระประกันสังคมรายเดือน ของสถานประกอบการ• งานบริการอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น



กิตติบดี

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สิทธิมนุษยชน : ความหมายของนิติรัฐ

หลักนิติรัฐ

คำว่า หลักนิติรัฐ (Rule of Law Principle) ได้มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายท่าน ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายคำว่า นิติรัฐ (The Rule of Law) ว่านิติรัฐเป็นรัฐที่ยอมตนอยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมาย ซึ่งรัฐเป็นผู้ตราขึ้นเอง[1] และในประการที่สำคัญในกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐที่เป็นนิติรัฐจะต้องมีบทบัญญัติในประการที่สำคัญถึงเสรีภาพของราษฎร เช่น เสรีภาพในร่างกายในทรัพย์สิน ในการทำสัญญา และในการประกอบอาชีพ[2] การที่รัฐจะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎรได้ก็ต้องด้วยความยินยอมของราษฎรให้จำกัดสิทธิและเสรีภาพเองตามกลไกแห่งนิติบัญญัติของประเทศนั้น

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้อธิบายว่า The Rule of Law หมายถึงหลักการแห่งกฎหมายที่เทอดทูนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และยอมรับนับถือสิทธิแห่งมนุษยชนทุกแง่ทุกมุม รัฐจักต้องให้ความอารักขาคุ้มครองให้พ้นจากลัทธิทรราชย์ หากมีข้อพิพาทใด ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน ศาลสถิตยุติธรรมย่อมมีอำนาจอิสระในการตัดสินคดีตามกฎหมายบ้านเมือง

Maunz นักกฎหมายชาวเยอรมันได้ให้คำอธิบายไว้ว่า[3] นิติรัฐจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) การแบ่งแยกอำนาจ
(2) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(3) ความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครองและฝ่ายตุลาการ
(4) ความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา
(5) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
(6) หลักไม่มีความผิดและไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย

ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล ได้สรุปว่า คำว่า The Rule of Law ได้อุบัติขึ้นในประเทศเยอรมันและจำเริญขึ้นเป็นลำดับมา ในประเทศอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 และถือเป็นกฎหมายประเพณีของอังกฤษปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และที่ 17 และในหลัก The Rule of Law (หลักนิติธรรม) จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังต่อไปนี้[4]
(1) การยึดหลักความเป็นอิสระของตุลาการ
(2) ประชาชนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาค และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างทัดเทียมกัน
(3) เจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(4) การปกครองโดยยึดกฎหมายเป็นใหญ่ และปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะที่เป็นนิติรัฐ กฎหมายนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม
(5) ศาลเป็นสถาบันที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
(6) ฝ่ายบริหารต้องบริหารภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย
(7) ส่งเสริมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหารหรือกลุ่มอิทธิพลเพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แท้จริงของประชาชน
(8) ส่งเสริมและสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
(9) ส่งเสริมและคุ้มครองหลักแห่งการเคารพศักดิ์ศรีของมวลมนุษย์
(10) ส่งเสริมและพัฒนากฎหมายเพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม
(11) ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า หลักนิติรัฐ (Rechtsstaatsprincip) หรือ หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ไว้ว่าเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจขององค์กรฝ่ายบริหาร อันได้แก่ รัฐบาล หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล[5]

Carre De Malberg นักกฎหมายมหาชนชาวฝรั่งเศส[6] ได้ให้คำอธิบายถึงนิติรัฐไว้ว่านิติรัฐเป็นรัฐที่ในทางความสัมพันธ์กับประชาชนและเพื่อการให้หลักประกันแก่สถานะของบุคคลแล้วอยู่ภายใต้ระบอบแห่งกฎหมายซึ่งจะผูกการกระทำของรัฐไว้ด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ส่วนหนึ่งจะกำหนดสิทธิของประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งจะกำหนดไว้ล่วงหน้าถึงหนทางและวิธีการที่จะถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการดำเนินการปกครองของรัฐ กฎเกณฑ์สองชนิดนี้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐโดยทำให้รัฐอยู่ภายใต้ระเบียบแห่งกฎหมายที่กฎเกณฑ์ทั้งสองชนิดดังกล่าวสร้างขึ้น ด้วยเหตุนี้ลักษณะเฉพาะของ นิติรัฐ ที่ชัดเจนอันหนึ่ง ก็คือ ในการปฏิบัติต่อผู้ใต้ปกครอง ฝ่ายปกครองจะสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ ได้ก็แต่เฉพาะที่ระเบียบแห่งกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้นให้อำนาจไว้

สรุปได้ว่า หลักนิติรัฐ หมายถึง รัฐที่ใช้อำนาจปกครองโดยกฎหมาย และต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย รับรองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของประชาชน และหากมีความจำเป็นที่จะต้อง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ต้องมีกฎหมายกำหนดขึ้นและใช้บังคับเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชน และหากมีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยรัฐ ประชาชนสามารถใช้นิติวิธีที่กฎหมายรับรองไว้เข้าเยียวยาได้
keyword : นิติรัฐ / รัฐใช้อำนาจโดยกฎหมาย / กฎหมายที่อยู่บนพื้นฐานของระบบคุณธรรม / การลิดรอนสิทธิของพลเมืองต้องเป็นไปเพื่อสาธารณชน (สิทธิมนุษย์มีความสำคัญ แต่การเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นสำคัญกว่า) ดังนั้น เราจึงเรียกนิติรัฐ อีกชื่อหนึ่งว่า "นิติธรรม" หรือ "นิติคุณธรรม"
อ้างอิง แหล่งข้อมูลจาก-----------
[1] หยุด แสงอุทัย, หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2538), หน้า 123.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 123.
[3] บรรเจิด สิงคะเนติ, เรื่องเดิม, หน้า 23 – 34.
[4]ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล, เหลียวหลังดู กฎหมาย และความยุติธรรม(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2540), หน้า 14 ; 30-31.
[5]วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ , เรื่องเดิม, หน้า 11.
[6]ชาญชัย แสวงศักดิ์, กฎหมายปกครอง (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2538), หน้า 41-42.
----------------------------
กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : รวบรวมความหมายของการเลือกปฏิบัติ

รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ

การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได้จากบทนิยามศัพท์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การปฏิบัติที่แตกต่างกัน การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยว หรือการลำเอียงซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่องเพศ ผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอื่น ๆ สัญชาติ หรือที่มาในสังคม ความยากดีมีจน สถานะของแหล่งกำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือมีผลกระทบหรือทำให้สูญเปล่าหรือทำให้การยอมรับต้องเสื่อมเสียไป การเสวยสิทธิหรือการใช้สิทธิโดยบุคคลทุกคนบนจุดยืนที่เสมอภาคกันซึ่งสิทธิและเสรีภาพทั้งมวล[1]

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า การแบ่งแยก การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยวหรือการลำเอียงโดยมีที่มาจากเชื้อชาติ ผิว การสืบสายโลหิต หรือ สัญชาติ หรือ ชาติพันธุ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือมีผลทำให้เกิดการเป็นโมฆะหรือทำให้เสื่อมทรามลงซึ่งการยอมรับนับถือการเสวยสิทธิหรือการใช้สิทธิตรงจุดยืนที่เท่าเทียมซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือ การใช้ชีวิตในสังคมที่คล้ายคลึงกัน[2]

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ได้ให้คำอธิบายถึงคำว่าการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ไว้ว่า หมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือ การกำกัดใด ๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภค หรือ ใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่เลือกสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม พลเมืองหรือ ด้านอื่น ๆ[3]

Black’s law Dictionary ได้ให้ความหมายกล่าวโดยสรุปของคำว่า การเลือกปฏิบัติ หมายความว่า การปฏิบัติใด ๆ ต่อบุคคลหรือกลุ่มคนโดยไม่เท่าเทียมกันและไร้เหตุผล หรือ การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติเนื่องจาก เชื้อชาติ อายุ สัญชาติ หรือศาสนา หรือ การปฏิบัติที่แตกต่างเนื่องความชอบหรือไม่ชอบที่ปราศจากเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ [4]

คำว่า“การเลือกปฏิบัติ หมายความว่า การกีดกันหรือการให้สิทธิพิเศษ อันเนื่องจากความแตกต่าง ๆ เชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความเห็นทางการเมือง การแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสังคมอันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อความเสมอภาคในโอกาส[5]

คำว่า “Discrimination” หมายถึง การกีดกัน เลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่มในทางที่ให้สิทธิน้อยกว่าคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางเผ่าพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา การกีดกันเป็นเรื่องที่ถือปฏิบัติในสังคมต่าง ๆ มาช้านาน ในศตวรรษที่ 20 ภายหลังการเลือกปฏิบัติต่อพวกยิวอย่างหฤโหดของพวกนาซีเยอรมัน ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายได้ใช้ความพยายามที่จะขจัดปัญหานี้ โดยกระบวนการปฏิรูปทางกฎหมายและศาล[6]
กฎหมายแห่งรัฐนิว เซาท์ เวลล์ (New South Wales) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การเลือกปฏิบัติ ไว้ดังนี้ การเลือกปฏิบัติหมายความว่าการกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุที่บุคคลนั้นมีลักษณะที่ต่างกับบุคคลทั่วไป[7]
การตีความกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐ New Brunswick ประเทศแคนนาดาได้ให้คำนิยามความหมายว่าการกระทำใด ๆ ไม่ว่าด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมีผลทำให้บุคคลหรือกลุ่มคนใดต้องถูกจำกัดโอกาสที่บุคคลพึงจะได้รับ เนื่องมาจากเหตุลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้น อาทิ เรื่องเชื้อชาติ หรือ เรื่องสีผิว การเลือกปฏิบัติที่เป็นความผิดต่อกฎหมายของแคนนาดาแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1. การเลือกปฏิบัติโดยตรง 2. การเลือกปฏิบัติโดยอ้อม ซึ่งรูปแบบการเลือกปฏิบัติบ่อยครั้งมักจะเป็นผลมาจาก การตั้งข้อรังเกียจ การมีอคติ การมีทัศนคติในแง่ลบและการกระทำที่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัตินั้นจะต้องไม่มีเหตุผลประกอบถึงการเลือกปฏิบัติที่เหมาะสมและเพียงพอ[8]

สรุปได้ว่า การเลือกปฏิบัติ หมายถึง การกระทำหรืองดเว้นกระทำการ ใด ๆ ที่มีลักษณะของการกีดกัน การแบ่งแยก การหน่วงเหนี่ยว หรือการจำกัดซึ่งสิทธิแก่บุคคลใด อันมีผลทำให้บุคคลนั้นไม่ได้รับโอกาสแห่งความเท่าเทียมกันอย่างที่บุคคลนั้นพึงจะได้รับ และในการตีความความหมายของการคำว่า การเลือกปฏิบัติ ตามปฏิญญาสากลฯ ควรจักต้องตีความตามความมุ่งหมายที่ต้องการให้มีการเคารพต่อมนุษย์อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ดังนั้น การเลือกปฏิบัติ ควรมีความหมายว่าที่ครอบคลุมในประเด็นการปฏิบัติที่แตกต่างกัน การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยว หรือการลำเอียงและมีอคติ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่อง เพศ ผิว เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอื่น ๆ สัญชาติ หรือ ที่มาในสังคม ความยากดีมีจน สถานะของแหล่งกำเนิด หรือ สถานะอื่น ๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าว มีผลกระทบต่อหรือสร้างความเสื่อมเสียหลักแห่งความเสมอภาคของบุคคล
ที่สำคัญจะเห็นได้ว่า ความหมายของคำว่า การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) มิได้เป็นคำที่มีความหมายที่ไม่ดีในคำของมันเองเสียทีเดียวคำว่าการเลือกปฏิบัติมักจะมีความหมายอยู่ 2 มิติในตัวของมันเอง ในประการหนึ่ง มนุษย์ทุกคนต่างมีเจตจำนงค์เสรี (Freewill) ที่จะกระทำอะไรก็ได้ที่ตนอยากกระทำภายใต้กฎหมาย หรือ สามารถเลือกที่จะกระทำได้ถ้ามีเหตุผลที่เหมาะสม เช่น การเลือกปฏิบัติต่อคนตาบอดไม่ให้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือ การเรียกเก็บภาษีตามฐานรายได้ที่แตดต่าง เป็นต้น เพราะในการเลือกปฏิบัติในแต่ละกรณีดังกล่าวมันมีคำตอบในตัวของมันเองว่าเพราะอะไรถึงได้เลือกที่จะกระทำต่อบุคคลเหล่านั้น กรณีเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นมิติด้านบวก (Positive Dimension)
ในทางตรงกันข้าม ความหมายของคำว่าการเลือกปฏิบัติ ที่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ และไม่ควรให้เกิดมีขึ้นในสังคม คือ การเลือกปฏิบัติอย่างไร้เหตุผล หรือ เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกปฏิบัติไม่ได้เกี่ยวข้องในสาระสำคัญเลย ซึ่งการเลือกปฏิบัติดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม Unjustifiable Discrimination ซึ่งในแง่นี้ก็คือมิติด้านลบ (Negative Dimension) ของคำว่าการเลือกปฏิบัตินั่นเอง

อ้างอิง แหล่งที่มาจาก---------------------
[1]กุลพล พลวัน, สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย (กรุงเทพมหานคร: เค ซี กรุ๊ป, 2543), หน้า 381-382.
[2]อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติทุกรูปแบบ ข้อบทที่ 1.
[3]อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ข้อบทที่ 1.
[4]Henry Campbell Black, Black’s law Dictionary (Boston: West Publishing, 1979), p. 420.
[5]ชุลีรัตน์ ทองทิพย์, “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของคนงานตามาตรฐานสากล.” วารสารแรงงานสัมพันธ์ 39, 3 (ธันวาคม 2541): 25-26.
[6]วิทยากร เชียงกูล, อธิบายศัพท์การเมืองการปกครองสมัยใหม่
(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สายธาร, 2543), หน้า 69.
[7]Anti-discrimination Board. Unlawful discrimination in New South Wales [Online]. Available URL: http://www.lawlink.nsw.gov.au.
[8]The New Brunswick Human Rights Commission. Equality Rights Definitions . [Online] (April 3,2000): http:// www.gov.nb.ca/hrc-cdp/e/el defini.htm.

หลักการ

มาตรา ๓๐ (รธน. พ.ศ. ๒๕๕๐) ใช้คำว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จะกระทำมิได้

---------------------------------
กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : แบบทดสอบ (๓)

งานกิจกรรม : สิทธิขั้นพื้นฐาน

โปรดลำดับคุณค่าของบุคคลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ และอธิบายเหตุผลให้ทราบพอเป็นสังเขป

๑. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี(ว.วชิรเมธี) แห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ ธรรมะติดปีก, ธรรมะดับร้อน, ธรรมะบันดาล, ธรรมะรับอรุณ เป็นต้น
๒. ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
๓. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
๔. นายซ่าส์ อายุประมาณ ๒๐ ปี เป็นเด็กแว้น หรือ เด็กแซป ชอบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเป็นกลุ่มในเวลากลางคืน และไว้ทรงผมแบบทรงปั๊ป โปเตโต้
๕. นายวัน อยู่บำรง บุตรชายของมท.๑ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
๖. นางสาวปูเป้ เด็ก RCA ขายบริการทางเพศ ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ
๗. นายหม่องตัน แรงงานอพยพชาวพม่า ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานอยู่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร
๘. นายธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เคน) รับบทเป็นคาวี วรรัตน์ ในละครเรื่อง สวรรค์เบี่ยง
๙. นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ นักโทษประหารชีวิตในคดีฆ่าหั่นศพภรรยาของตนเอง
๑๐. Mr. Dean นักธุรกิจซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า ๙๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หลักการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย.....

---ทราบหลักการข้างต้นแล้ว คงลำดับคุณค่าของคนไม่ยากใช่ไหม---

กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...