กฎหมายว่าด้วยละเมิด ครั้งที่ ๑
คำสั่ง : โปรดกรอกข้อความให้สมบูรณ์
ข้อ ๑ พื้นฐานความรับผิดเพื่อละเมิด แบ่งออกเป็น ...กลุ่ม
กลุ่มที่ ๑ ได้แก่ มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) เรื่อง
(๒) เรื่อง
(๓) เรื่อง
(๔) เรื่อง
(๕) เรื่อง
กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) .................. เรื่อง
(๒) .................. เรื่อง
(๓) ................... เรื่อง
(๔) .................,. เรื่อง
(๕) ................... เรื่อง
(๖) ................... เรื่อง
กลุ่มที่ ๓ ได้แก่
มีมาตราดังต่อไปนี้
(๑) .................. เรื่อง
(๒) .................. เรื่อง
(๓) ................... เรื่อง
(๔) .................,. เรื่อง
(๕) ................... เรื่อง
ข้อ ๒ องค์ประกอบความรับผิดเพื่อละเมิด มีดังต่อไปนี้
โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
(๑) การพิสูจน์ความผิด ในเรื่องดังต่อไปนี้ (๓ ข้อ)
(๒) การพิสูจน์ความเสียหาย หมายถึง
(๓) ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล หมายถึง
ข้อ ๓. สืบเนื่องจาก ข้อ ๒ (๑)
๓.๑ การกระทำ หมายถึง ? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ?
๓.๒ การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการงดเว้นการกระทำ หมายถึง
๓.๓ การละเว้น ถือเป็นการกระทำด้วยหรือไม่
๓.๔ นายกิตติ คนวิกลจริต เอาไม้ฟาดศีรษะผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ คนวิกลจริตนั้นมีความผิดตามกฎหมายอาญาแต่กฎหมายยกเว้นโทษ กรณีดังกล่าวฝ่ายจำเลยจะอ้างได้หรือไม่ว่า กรณีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามปวิอ. มาตรา ๔๖
๓.๕ มีคนร้ายเอามีดไล่แทงนายกิตติ ปรากฏว่านายกิตติได้ดึงตัวผู้เสียหายมารับมีดแทนตน ในคดีอาญานายกิตติมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แต่ศาลยกเว้นโทษเนื่องจากจำเป็น ในคดีละเมิดอ้างความจำเป็นได้หรือไม่
กิตติบดี ใยพูล
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2552
แบบทดสอบละเมิด ๒
กฎหมายว่าด้วยละเมิด
คำสั่ง : ประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการพิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ขอให้นักศึกษาพิจารณากรณีศึกษา ๕ เรื่อง
ขั้นตอนการพิเคราะห์ถึง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล มีดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ ๑ ท่านต้องพิจารณาว่า – การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ? (ทฤษฎีเงื่อนไข)
๑.๑ ถ้าจำเลยไม่กระทำ โจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย
๑.๒ ปัจจัยหลักที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีที่มาจากโจทก์
๑.๓ หากผลที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่จำเลยได้กระทำลงไป โจทก์ต้องพิสูจน์ว่า “หากไม่มีการกระทำของจำเลย ความเสียหายย่อมไม่เกิด”
ข้อพิจารณากรณี “Eggshell skull” rule
ขั้นตอนที่ ๒ ท่านต้องพิจารณาว่ามีเหตุแทรกแซงหรือไม่ กล่าวคือ เมื่อจำเลยกระทำความผิดแล้ว (ครบองค์ประกอบ) แต่ยังไม่เกิดผลร้าย (ความเสียหาย) แต่ก่อให้เกิดสภาพที่เสี่ยงต่อภยันตราย จนกระทั้งมีการกระทำอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแทรกแซงประกอบ จึงก่อให้เกิดวิบัติภัยขึ้น
เหตุแทรกแซงเกิดจาก
๒.๑ เหตุธรรมชาติ Force of nature
๒.๒ ตัวโจทก์เอง หรือ Innocent human force
๒.๓ บุคคลภายนอกที่กระทำโดยประมาทเลินเล่อ Negligent human force
หรือ จงใจกระทำ Intentional/criminal human force
----------------------------------------------------
กรณีศึกษา:
กรณีที่ ๑ นายสมชายยื่นปืนบรรจุกระสุนให้ด.ช.เคน อายุ ๑๐ ปี โดยด.ช.เคนได้นำปืนกระบอกนั้นกลับไปบ้านของตน และบิดาของด.ช.เคนได้สังเกตเห็นว่าลูกชายตนมีปืนดังกล่าว แต่ก็มิได้ห้ามปรามหรือเก็บปืนแต่อย่างใด ภายหลังด.ช.เคนใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงฟ้องร้องนายสมชาย ?
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๒ นายกิตติขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนเดินถนนทางเท้า ในขณะที่ผู้เสียหายล้มลงนอนกับพื้น ได้ถูกรถยนต์อีกคันหนึ่งชนทำให้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น แต่คนขับรถยนต์รายนั้นหนีไป ผู้เสียหายจึงฟ้องนายกิตติ ?
...............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๓ สืบเนื่องจากกรณีที่ ๒ ในระหว่างการรักษาพยาบาลภายหลังจากได้รับบาดเจ็บ ปรากฏความว่า แพทย์ประมาทเลินเล่อทำให้ผู้เสียหายต้องถูกตัดขา จนเป็นผู้กายพิการ โดยผู้เสียหายฟ้องนายกิตติ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๔ นายกิตติลูกจ้างของบริษัทรับขนส่งสินค้า ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้การส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด ๑ วัน ซึ่งปกติผู้เสียหายต้องได้รับสินค้าก่อนวันที่มีพายุ แต่ปรากฏว่าการส่งล่าช้าดังกล่าวทำให้วันที่รถขนส่งสินค้ามาเจอกับพายุทำให้สินค้าได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว ผู้เสียหายฟ้องบริษัทรับขนส่งสินค้าได้หรือไม่ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๕ นายกิตติออกจากรถยนต์ของตนโดยลืมกุญแจไว้ในรถยนต์ของตน (ประมาทเลินเล่อ) ทันใดนั้น คนร้ายได้เข้าไปในรถยนต์เพื่อลักรถยนต์คันดังกล่าว และขับออกไปอย่างเร็ว แต่ด้วยความรีบเร่งจึงขับไปชนผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ กรณีนี้ผู้เสียหายฟ้องร้องนายกิตติว่าประมาทเลินเล่อ ?
.......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
---------------------
กิตติบดี ใยพูล
คำสั่ง : ประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการพิเคราะห์เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ขอให้นักศึกษาพิจารณากรณีศึกษา ๕ เรื่อง
ขั้นตอนการพิเคราะห์ถึง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล มีดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่ ๑ ท่านต้องพิจารณาว่า – การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ ? (ทฤษฎีเงื่อนไข)
๑.๑ ถ้าจำเลยไม่กระทำ โจทก์จะไม่ได้รับความเสียหาย
๑.๒ ปัจจัยหลักที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีที่มาจากโจทก์
๑.๓ หากผลที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่จำเลยได้กระทำลงไป โจทก์ต้องพิสูจน์ว่า “หากไม่มีการกระทำของจำเลย ความเสียหายย่อมไม่เกิด”
ข้อพิจารณากรณี “Eggshell skull” rule
ขั้นตอนที่ ๒ ท่านต้องพิจารณาว่ามีเหตุแทรกแซงหรือไม่ กล่าวคือ เมื่อจำเลยกระทำความผิดแล้ว (ครบองค์ประกอบ) แต่ยังไม่เกิดผลร้าย (ความเสียหาย) แต่ก่อให้เกิดสภาพที่เสี่ยงต่อภยันตราย จนกระทั้งมีการกระทำอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแทรกแซงประกอบ จึงก่อให้เกิดวิบัติภัยขึ้น
เหตุแทรกแซงเกิดจาก
๒.๑ เหตุธรรมชาติ Force of nature
๒.๒ ตัวโจทก์เอง หรือ Innocent human force
๒.๓ บุคคลภายนอกที่กระทำโดยประมาทเลินเล่อ Negligent human force
หรือ จงใจกระทำ Intentional/criminal human force
----------------------------------------------------
กรณีศึกษา:
กรณีที่ ๑ นายสมชายยื่นปืนบรรจุกระสุนให้ด.ช.เคน อายุ ๑๐ ปี โดยด.ช.เคนได้นำปืนกระบอกนั้นกลับไปบ้านของตน และบิดาของด.ช.เคนได้สังเกตเห็นว่าลูกชายตนมีปืนดังกล่าว แต่ก็มิได้ห้ามปรามหรือเก็บปืนแต่อย่างใด ภายหลังด.ช.เคนใช้ปืนยิงผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงฟ้องร้องนายสมชาย ?
......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๒ นายกิตติขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อชนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนเดินถนนทางเท้า ในขณะที่ผู้เสียหายล้มลงนอนกับพื้น ได้ถูกรถยนต์อีกคันหนึ่งชนทำให้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น แต่คนขับรถยนต์รายนั้นหนีไป ผู้เสียหายจึงฟ้องนายกิตติ ?
...............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๓ สืบเนื่องจากกรณีที่ ๒ ในระหว่างการรักษาพยาบาลภายหลังจากได้รับบาดเจ็บ ปรากฏความว่า แพทย์ประมาทเลินเล่อทำให้ผู้เสียหายต้องถูกตัดขา จนเป็นผู้กายพิการ โดยผู้เสียหายฟ้องนายกิตติ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๔ นายกิตติลูกจ้างของบริษัทรับขนส่งสินค้า ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อทำให้การส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด ๑ วัน ซึ่งปกติผู้เสียหายต้องได้รับสินค้าก่อนวันที่มีพายุ แต่ปรากฏว่าการส่งล่าช้าดังกล่าวทำให้วันที่รถขนส่งสินค้ามาเจอกับพายุทำให้สินค้าได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว ผู้เสียหายฟ้องบริษัทรับขนส่งสินค้าได้หรือไม่ ?
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
กรณีที่ ๕ นายกิตติออกจากรถยนต์ของตนโดยลืมกุญแจไว้ในรถยนต์ของตน (ประมาทเลินเล่อ) ทันใดนั้น คนร้ายได้เข้าไปในรถยนต์เพื่อลักรถยนต์คันดังกล่าว และขับออกไปอย่างเร็ว แต่ด้วยความรีบเร่งจึงขับไปชนผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ กรณีนี้ผู้เสียหายฟ้องร้องนายกิตติว่าประมาทเลินเล่อ ?
.......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
---------------------
กิตติบดี ใยพูล
ตัวอย่างข้อสอบวิชากฎหมายสถาบันการเงินฯ
ข้อสอบรายวิชาสถาบันการเงิน
ส่วนที่หนึ่ง ให้นักศึกษาทุกคนทำข้อสอบข้อ ๑ และ ๒ (ข้อละ ๑๕ คะแนน)
ข้อ ๑ . ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หมายความถึง ธุรกิจแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการใช้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง และธุรกรรมอื่นที่มีลักษณะการให้สินเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด”
ดังนี้
(๑) โปรดอธิบายถึงสาระสำคัญทางกฎหมายของธุรกรรมแฟ็กเตอริง
(๒) ธุรกรรมการให้เช่าซื้อมีข้อแตกต่างกับธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง อย่างไร
ข้อ ๒. โปรดอธิบายความหมายของผู้บริหารสถาบันการเงิน และความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการเงินในการบริหารงานสถาบันการเงินมีข้อกำหนดไว้อย่างไร รวมถึงคุณสมบัติต้องห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้มีประการใดบ้าง
ส่วนที่สอง ข้อ ๓-๖ ให้นักศึกษาเลือกทำเพียง ๒ ข้อ (ข้อละ ๑๐ คะแนน)
ข้อ ๓. แนวทางปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ มีหลักการและแนวปฏิบัติอย่างไร
ข้อ ๔. เพราะเหตุใดในปัจจุบันจึงได้มีการอนุญาตให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์สามารถประกอบกิจการได้อย่างหลากหลายขึ้น และขอให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์มาให้ทราบ ๓ธุรกิจ
ข้อ ๕. บาสเซิล 2 (BASEL II) คืออะไร และโปรดอธิบายให้ทราบถึงรายละเอียดของแต่ละหลักการ (Pillar) ว่าเป็นอย่างไร
ข้อ ๖. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการและกรรมการชุดย่อยคณะต่าง ๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการบริหารงานสถาบันการเงิน ดังนี้
(๑) ขอให้ท่านอธิบายถึงหลักการและหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ และยกตัวอย่างคณะกรรมการ
(๒) ยกตัวอย่างคณะกรรมการชุดย่อย ๒ ชุด พร้อมอธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละชุด
--------------------------
กิตติบดี ใยพูล
ส่วนที่หนึ่ง ให้นักศึกษาทุกคนทำข้อสอบข้อ ๑ และ ๒ (ข้อละ ๑๕ คะแนน)
ข้อ ๑ . ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้ความหมายของคำว่า “ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หมายความถึง ธุรกิจแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการใช้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง และธุรกรรมอื่นที่มีลักษณะการให้สินเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด”
ดังนี้
(๑) โปรดอธิบายถึงสาระสำคัญทางกฎหมายของธุรกรรมแฟ็กเตอริง
(๒) ธุรกรรมการให้เช่าซื้อมีข้อแตกต่างกับธุรกรรมการให้เช่าแบบลิสซิ่ง อย่างไร
ข้อ ๒. โปรดอธิบายความหมายของผู้บริหารสถาบันการเงิน และความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการเงินในการบริหารงานสถาบันการเงินมีข้อกำหนดไว้อย่างไร รวมถึงคุณสมบัติต้องห้ามที่กฎหมายกำหนดไว้มีประการใดบ้าง
ส่วนที่สอง ข้อ ๓-๖ ให้นักศึกษาเลือกทำเพียง ๒ ข้อ (ข้อละ ๑๐ คะแนน)
ข้อ ๓. แนวทางปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ มีหลักการและแนวปฏิบัติอย่างไร
ข้อ ๔. เพราะเหตุใดในปัจจุบันจึงได้มีการอนุญาตให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์สามารถประกอบกิจการได้อย่างหลากหลายขึ้น และขอให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์มาให้ทราบ ๓ธุรกิจ
ข้อ ๕. บาสเซิล 2 (BASEL II) คืออะไร และโปรดอธิบายให้ทราบถึงรายละเอียดของแต่ละหลักการ (Pillar) ว่าเป็นอย่างไร
ข้อ ๖. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการและกรรมการชุดย่อยคณะต่าง ๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการบริหารงานสถาบันการเงิน ดังนี้
(๑) ขอให้ท่านอธิบายถึงหลักการและหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ และยกตัวอย่างคณะกรรมการ
(๒) ยกตัวอย่างคณะกรรมการชุดย่อย ๒ ชุด พร้อมอธิบายหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละชุด
--------------------------
กิตติบดี ใยพูล
สาสน์จากคณบดี : ต้อนรับนักศึกษา รุ่นที่ ๖/๒๕๕๒
ทางสโมสรนักศึกษาฯ ได้ขอให้ผมเขียนสาส์นเพื่อนำไปลงในหนังสือต้อนรับนักศึกษาใหม่ ปีพ.ศ. ๒๕๕๒ ความดังนี้
สาสน์จากคณบดี
เมื่อครั้นอดีตกาล ผู้ปกครองประเทศจำต้องศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ ๓ แขนง ประกอบด้วย เทววิทยา แพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งนับเป็นสดมภ์หลักในการสร้างศรัทธาแห่งภาวะผู้นำและอำนาจ โดยวิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น ถือเอาเนื้อหาสาระเรื่องความยุติธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองได้อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำกับความเป็นระเบียบ แบบแผนทางสังคม และผู้ปกครองที่ได้ชื่อว่าเป็น Philosopher King หรือ มหาราชย์ หรือผู้ปกครองที่ดีนั้น จักต้องใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องสะกดและกำกับการใช้อำนาจ ให้เป็นไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์กับปวงชน หาไม่แล้ว หากการใช้อำนาจนั้นขาดซึ่งเมตตาธรรม หรือได้ฉ้อฉลเฉไฉออกไปในทางที่ลุ่มหลงกับอำนาจ ประชาชนก็จะถูกเบียดเบียนบีฑา จนสังคมต้องเผชิญกับความหายนะและเสื่อมสูญไป
เมื่อครั้นอดีตกาล ผู้ปกครองประเทศจำต้องศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ ๓ แขนง ประกอบด้วย เทววิทยา แพทยศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งนับเป็นสดมภ์หลักในการสร้างศรัทธาแห่งภาวะผู้นำและอำนาจ โดยวิชานิติศาสตร์หรือกฎหมายนั้น ถือเอาเนื้อหาสาระเรื่องความยุติธรรมเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ปกครองได้อาศัยกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกำกับความเป็นระเบียบ แบบแผนทางสังคม และผู้ปกครองที่ได้ชื่อว่าเป็น Philosopher King หรือ มหาราชย์ หรือผู้ปกครองที่ดีนั้น จักต้องใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องสะกดและกำกับการใช้อำนาจ ให้เป็นไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์กับปวงชน หาไม่แล้ว หากการใช้อำนาจนั้นขาดซึ่งเมตตาธรรม หรือได้ฉ้อฉลเฉไฉออกไปในทางที่ลุ่มหลงกับอำนาจ ประชาชนก็จะถูกเบียดเบียนบีฑา จนสังคมต้องเผชิญกับความหายนะและเสื่อมสูญไป
เมื่อปัญญาของมนุษย์ต้องประกอบด้วยหัวสมองและหัวใจฉันใด กฎหมายต้องควบคู่กับความยุติธรรมด้วยฉันนั้น ดังนั้น ในการศึกษาวิชากฎหมายหรือการประกอบวิชาชีพกฎหมาย จึงจำเป็นต้องศึกษากฎหมายไปพร้อม ๆ กับการฝึกจิตสำนึกเรื่องความยุติธรรม โดยถือความยุติธรรมเป็นจิตวิญญาณหลักของนักนิติศาสตร์ ดังมีผู้กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของวงการกฎหมายและ/หรือนักกฎหมายมิใช่อยู่ที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หากอยู่ที่การปลูกจิตสำนึกของนักกฎหมายเป็นสำคัญ
เมื่อคุณธรรมของผู้ปกครองประเทศพึงปกครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน โดยยึดหลักธรรมะ อันประกอบด้วย เมตตาธรรมและกรุณาธรรมแล้วนั้น นักนิติศาสตร์หรือผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายพึงต้องอุทิศตนเพื่อรับใช้สังคมส่วนรวม โดยยึดภูมิธรรมดังกล่าวเฉกเช่นกัน
เมื่อตระหนักรู้เช่นนั้นแล้ว ผมเชื่อมั่นว่า นักศึกษากฎหมายของเรา จักเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหาย อยากรู้ ควรรู้ และต้องรู้ ในสรรพวิชากฎหมายอย่างคร่ำเคร่ง เอาจริงเอาจัง ประกอบกับตื่นตัวที่จะอุทิศตนเพื่อทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเขาและเธอจะถือเป็นโอกาสในการฝึกความกล้าแกร่งทางจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมออกไปสู่โลกภายนอก ในฐานะนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่เป็นความหวังของประเทศในการพลิกฟื้นสังคมไทย ให้มีพื้นฐานทางสังคมที่เข้มแข็งและมีโครงสร้างที่เป็นธรรมต่อไป
เมื่อมีจุดหมายชัดเจนต้องตรงกัน ผมในนามคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสปลูกสร้างพวกท่านให้เติบโตเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ และสุดท้ายนี้ ขอฝากข้อท้าทายให้พิจารณาดังนี้
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การศึกษาเพียงเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร
มีคุณค่าน้อยกว่าเพื่อมีความรู้ออกไปรับใช้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การเข้าสู่วิชาชีพเพื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมของตน
มีคุณค่าน้อยกว่าการมีโอกาสสร้างความเป็นธรรมให้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า เนื้อหาสาระของวิชานิติศาสตร์อยู่ที่ความยุติธรรม
มิใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า นักกฎหมายที่ปราศจากหลักธรรมะ
มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอาชญากร
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทเริ่มต้นบนเส้นทางสายนักยุติธรรม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การศึกษาเพียงเพื่อให้ได้ปริญญาบัตร
มีคุณค่าน้อยกว่าเพื่อมีความรู้ออกไปรับใช้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า การเข้าสู่วิชาชีพเพื่อปรับเปลี่ยนสถานภาพทางสังคมของตน
มีคุณค่าน้อยกว่าการมีโอกาสสร้างความเป็นธรรมให้สังคม
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า เนื้อหาสาระของวิชานิติศาสตร์อยู่ที่ความยุติธรรม
มิใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุและความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ
จักทำอย่างไรให้ตระหนักว่า นักกฎหมายที่ปราศจากหลักธรรมะ
มีความเลวร้ายยิ่งกว่าอาชญากร
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บทเริ่มต้นบนเส้นทางสายนักยุติธรรม
---------------------------
นายกิตติบดี ใยพูล
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
เขียนที่ สำนักงานคณบดี
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒
เขียนที่ สำนักงานคณบดี
สิทธิขั้นพื้นฐาน : การค้ามนุษย์
มหาวิทยาลัยได้รับการประสานความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้บรรจุเนื้อหากฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ดังนั้น ในรายวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน ในส่วนภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ ผู้บรรยายจะนำกติกาสากล เอกสารสากลที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาสอดแทรกต่อไป
สำหรับเนื้อหา/เอกสารจะได้เขียนนำลงบล็อกในไม่ช้านี้
กิตติบดี
สำหรับเนื้อหา/เอกสารจะได้เขียนนำลงบล็อกในไม่ช้านี้
กิตติบดี
แผนการสอน ๑/๒๕๕๒
แผนการสอนรายวิชา สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม
ประจำภาคต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒
--------------------------------------------
ประจำภาคต้น ปีการศึกษา ๒๕๕๒
--------------------------------------------
๑. รหัสวิชา ๐๐๐ ๑๔๑ สิทธิพื้นฐานและประชาสังคม ๓ หน่วยกิต
๒. วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน ไม่มี
๓. วันและเวลา กลุ่มที่ ๑ วันจันทร์ เวลา ๑๕.๐๐ น. – ๑๘.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02
กลุ่มที่ ๒ วันอังคาร เวลา ๑๓.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ห้อง PS 02316 PS 02
๔. ผู้สอน นายกิตติบดี ใยพูล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์
๕. วันและเวลาเข้าพบเพื่อขอคำปรึกษา
วันและเวลาก่อนและ/หรือเลิกเรียน หรือ นัดหมายล่วงหน้า
เบอร์โทรศัพท์ (คณะ) ๐๔๓ ๒๐๓-๑๘๑
๖. คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาถึงพัฒนาการ แนวคิด และหลักการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ กลไกและเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั้งสากลและภายในประเทศ อาทิ ในส่วนสากล ประกอบด้วย ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิเด็ก สิทธิสตรี ฯลฯ ในส่วนภายในประเทศ ประกอบด้วย สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กลไกในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ รวมถึง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
๗. วัตถุประสงค์
นักศึกษาจะได้ทราบและเข้าใจถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมตลอดถึงหน้าที่ของพลเมือง โดยผ่านการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในระดับของประเทศไทย ระดับโลก สามารถวิเคราะห์วิจารณ์พลวัตทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างเชื่อมโยง
๘. การประเมินและวัดผล
คะแนนเก็บ (กิจกรรม/งาน) ๔๐ คะแนน
สอบกลางภาค ๒๐ คะแนน
สอบไล่ปลายภาค ๔๐ คะแนน
รวม ๑๐๐ คะแนน
๑๐. สื่อการสอนและเอกสารประกอบการบรรยาย
ติดตามได้ที่ http://kittibodee.blogspot.com/
ในส่วน : สิทธิมนุษยชน
๑๑. หัวข้อบรรยาย
บทที่ ๑ บทนำ
แนะนำรายละเอียดของวิชา ภาพรวมของรายวิชา
บทที่ ๒ ภาคประวัติศาสตร์
พัฒนาการเรื่องสิทธิมนุษยชน แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับสากลและภายในประเทศ
บทที่ ๓ ภาคคุณค่าและหลักการ
หลักการแห่งสิทธิมนุษยชน
สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ความเสมอภาค
บทที่ ๔ ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
กฎหมาย พิธีสารเกี่ยวกับการค้ามนุษย์
สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
บทที่ ๕ ภาคข้อเท็จจริง : ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
ประเด็นศึกษาต่าง ๆ อาทิ สิทธิเด็ก การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ชนกลุ่มน้อย
สุขภาพ สิทธิชุมชนท้องถิ่น แรงงานต่างด้าว สันติภาพและการลดความรุนแรง เชื้อชาติ ศาสนา การพัฒนาที่ยั่งยืนสตรี อายุ ความแตกต่างทางร่างกาย การศึกษา ความโน้มเอียงทางเพศ ฯลฯ
หมายเหตุ กำหนดการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม.
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สิทธิมนุษยชน : การบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน

ประเด็นการบรรยายสรุปวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
สถานที่ ห้องประดิษฐ์มนูธรรม ๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
------------------------------------------
------------------------------------------
ประเด็นการบรรยาย แบ่งออกเป็น ๔ ภาค ได้แก่
(๑) ภาคประวัติศาสตร์
(๒) ภาคคุณค่า/หลักการ
(๓) ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ
(๔) ภาคข้อเท็จจริง
ภาคประวัติศาสตร์
จุดกำเนิดแห่งสิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหน ?
จุดกำเนิดแห่งสิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหน ?
มีการกล่าวไว้ว่า “หากปราศจากปรัชญา จะไม่มีศีลธรรม หากปราศจากศีลธรรม จะไม่มีศาสนา หากปราศจากศาสนา จะไม่มีกฎหมาย (กติกา) หากปราศจากกฎหมาย สังคมจะเป็นเช่นไร”
คำกล่าวข้างต้นนั้น ย่อมแสดงว่า ปรัชญาเป็นต้นธารของศีลธรรม ศาสนา และกฎหมายตามลำดับ โดยที่ปรัชญา หรือ Philosophy ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า Philos (รัก) กับ Sophia (ปัญญา) มีความหมายถึง การรักในภูมิปัญญาความรู้ อาจสรุปได้ว่า ปรัชญามีที่มาจากลักษณะอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งมนุษย์ทุกคนมีการจำได้หมายรู้ สติปัญญา และการรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
การจำได้หมายรู้ สติปัญญา (หัวสมอง) = ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการเป็นยุคหิน ยุคไฟ ยุคเหล็ก เรื่อยมาจนกระทั่งเทคโนโลยีชั้นสูง
การรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (หัวใจ) = ศีลธรรม ศาสนา จริยธรรม คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์
--- ทว่ามนุษย์ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของหัวใจ หรือหัวสมองขาดความสมดุลกับหัวใจแล้ว สังคมมนุษย์จะไม่สงบสุข มีการเอารัดเปรียบกัน ปราศจากการเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ เพราะ หากมนุษย์ไม่ยึดมั่นในปรัชญาเป็นเป้าหมายหลัก สังคมมนุษย์จักเป็นเช่นใด ---
สรุปแหล่งที่มาของสิทธิมนุษยชน มีดังนี้ ธรรมชาติของมนุษย์ ศีลธรรม ศาสนา และขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม
การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากที่ไหน ?
ไล่จากกว้างไปหาแคบ ได้แก่ รัฐบาล สังคม สถานที่ทำงาน ครอบครัว และปัจเจกบุคคล
เริ่มจากแคบขยายไปกว้าง ได้แก่ ปัจเจกบุคคล ครอบครัว สถานที่ทำงาน สังคม และรัฐบาล
หมายความว่า การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มต้นกับทุก ๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกฝังมโนธรรมสำนึกในแต่ละปัจเจกชน
เส้นทางประวัติศาสตร์ ?
การบันทึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับแนวความคิดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน (สิทธิตามธรรมชาติ)* การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนมีทุกหนแห่งในโลกนี้ เนื่องจาก มนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติแห่งมนุษย์เท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อมนุษย์เริ่มก่อร่างสร้างเมือง อาศัยอยู่รวมกันและมีกลไกทางสังคม มีผู้นำผู้ปกครองใช้อำนาจในการปกครองพลเมืองให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีระเบียบมีกติกาของสังคม “ที่ใดมีสังคมที่นั่นมีผู้นำ และกฎหมาย”
โดยคุณลักษณะของผู้นำต้องเป็นผู้ที่ชาญฉลาดกว่าผู้อื่น (Tactic) และในการใช้อำนาจปกครองกับไพร่ฟ้าพลเมืองต้องยึดหลักแห่งคุณธรรม ดั่งอาณาจักร (วงล้อแห่งอำนาจ) ต้องควบคู่ไปกับศาสนจักร (วงล้อแห่งธรรมะ) เสมอฉันนั้น ทว่าในโลกแห่งความจริงเมื่อศึกษาตามประวัติศาสตร์ มักจะมีล้อหนึ่งล้อใดเฉไฉออกไป และ/หรือเลวร้ายอย่างที่สุด คือ ทั้งสองล้อไม่ประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามครรลองครองธรรมที่ควรจะเป็น จึงทำให้พลเมืองของตนถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง จนเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องเพรียกหา เรียกร้อง ต่อสู้ จนกระทั่งเกิดการทำลายล้าง มีการสถาปนา/ปฏิวัติ/อภิวัฒน์ ให้ผู้ปกครองใช้อำนาจให้สอดคล้องกับหลักคุณธรรม
จึงสรุปได้ว่า สิทธิมนุษยชนถือเป็นคุณธรรมที่ผู้ปกครองพึงมี และการใช้อำนาจใดต้องอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมดังกล่าว
------------------------------
*ศึกษาเพิ่มเติมจากนักปรัชญาไม่ว่าจะเป็นโสกราติส เพลโต อริสโตเติ้ล ที่อ้างถึง “ความเป็นธรรมตามธรรมชาติ” (natural justice or natural right)
หรือ แนวความคิดเรื่อง ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ (Natural law theories) ไม่ว่าจะเป็นโทมัส อาควินัส, ฟรานซิสโค ชัวร์เรส, ริชารด์ ฮูเกอร์, โทมัส ฮอบส์, ฮูโก กรอเชียส, ซามูเอล วอน พลูเฟนดอฟ, จังจาค รุสโซ หรือ จอหน์ ล๊อค เป็นต้น
ภาคคุณค่า/หลักการ
ความหมายของสิทธิมนุษยชน
ถอดความจากคำว่า Human Rights หมายถึง สิทธิต่าง ๆ ที่แสดงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์
ความข้อนี้ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ได้เคยให้คำจำกัดความของสิทธิมนุษยชนว่า “สิทธิมนุษยชนคือชีวิต”
ถอดความจากคำว่า Human Rights หมายถึง สิทธิต่าง ๆ ที่แสดงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์
ความข้อนี้ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ได้เคยให้คำจำกัดความของสิทธิมนุษยชนว่า “สิทธิมนุษยชนคือชีวิต”
องค์ประกอบของสิทธิมนุษยชน (หลักการ/คุณลักษณะพื้นฐาน)
ย่อหน้าแรกของคำปรารภตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
Whereas recognition of the inherent dignity and of the equal and inalienable rights of all members of the human family is the foundation of freedom, justice and peace in the world
หลักการพื้นฐานมีดังนี้
(๑) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เกิด (ศักดิ์ศรีประจำตัวมนุษย์)
(๒) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษย์ทุกคน
(๓) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้
(๔) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจแบ่งแยกได้
(๑) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่เกิด (ศักดิ์ศรีประจำตัวมนุษย์)
(๒) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิซึ่งเสมอกันของมนุษย์ทุกคน
(๓) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้
(๔) สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่อาจแบ่งแยกได้
เป้าประสงค์ : เพื่อให้มวลมนุษยชาติมีอิสรภาพ ได้รับความเป็นธรรม และอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
อิสรภาพ ๔ ประการที่เป็นที่มาของสิทธิต่าง ๆ
“…which human beings shall enjoy freedom of speech and belief and freedom from fear and want …”
อิสรภาพ ๔ ประการที่เป็นที่มาของสิทธิต่าง ๆ
“…which human beings shall enjoy freedom of speech and belief and freedom from fear and want …”
ได้แก่ (๑) เสรีภาพในการแสดงออก (๒) เสรีภาพในความเชื่อ (๓) เสรีภาพจากความหวาดกลัว และอิสรภาพที่พึงปรารถนา
ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ
ภาคเนื้อหาแห่งสิทธิ
ประเด็นนี้นักศึกษาสามารถศึกษาได้จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
รวมถึงการอนุวัติการเป็นกฎหมายภายใน ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ภาคข้อเท็จจริง
ประเด็นที่หนึ่ง พัฒนาการทางสังคมในเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่
ระยะที่หนึ่ง ระยะแห่งการเริ่มต้น
สภาพทางสังคม มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย์ มีการเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่ง และไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการให้หลักประกันเรื่องสิทธิแก่ประชาชน
สภาพทางสังคม มีการกดขี่ข่มเหง ไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีประจำตัวของมนุษย์ มีการเอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่ง และไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการให้หลักประกันเรื่องสิทธิแก่ประชาชน
ระยะที่สอง ระยะแห่งการเรียนรู้
สภาพทางสังคม ผู้คนเพรียกหาเสรีภาพ เรียกร้องสิทธิ มีความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับกลุ่มคน มีการต่อสู้ ในระยะนี้เริ่มมีกฎหมายหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ผู้คนเริ่มเรียนรู้ถึงสิทธิของตนเอง โดยช่วงท้ายของระยะนี้ผู้คนให้ความสำคัญของสิทธิตนเองแต่อาจละเลยถึงสิทธิผู้อื่น
ระยะที่สาม ระยะแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชน
สภาพทางสังคม ประชาชนมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเหตุผลในการปกป้องและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มีการรณรงค์ให้ตระหนักถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่น การใช้อำนาจหรือใช้สิทธิมีการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นไปอย่างกว้างขวาง
ประเด็นที่สอง การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
สรุปได้ดังนี้
(๑) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน กล่าวคือ การประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพย์สิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ที่มีสถานภาพทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
(๒) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม หรือ การใช้อำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็น การละเมิดทางนโยบายของรัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ รวมตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เป็นต้น
(๑) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน/ประชาชน กล่าวคือ การประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ อนามัย ทรัพย์สิน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมจากผู้ที่มีสถานภาพทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
(๒) การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาครัฐ เช่น การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม หรือ การใช้อำนาจโดยมีทัศนคติเชิงอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็น การละเมิดทางนโยบายของรัฐ การออกกฎหมายหรือบริหารราชการที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ รวมตลอดถึงวิถีชีวิตของชุมชน เป็นต้น
**************************************
กิตติบดี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...
-
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลย...
-
รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได...
-
อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ " ขยัน อดทน มุ่งมั่น คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์" --------------------...