วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สิทธิมนุษยชน : ความหมายของนิติรัฐ

หลักนิติรัฐ

คำว่า หลักนิติรัฐ (Rule of Law Principle) ได้มีผู้ให้คำอธิบายไว้หลายท่าน ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายคำว่า นิติรัฐ (The Rule of Law) ว่านิติรัฐเป็นรัฐที่ยอมตนอยู่ใต้บังคับแห่งกฎหมาย ซึ่งรัฐเป็นผู้ตราขึ้นเอง[1] และในประการที่สำคัญในกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐที่เป็นนิติรัฐจะต้องมีบทบัญญัติในประการที่สำคัญถึงเสรีภาพของราษฎร เช่น เสรีภาพในร่างกายในทรัพย์สิน ในการทำสัญญา และในการประกอบอาชีพ[2] การที่รัฐจะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎรได้ก็ต้องด้วยความยินยอมของราษฎรให้จำกัดสิทธิและเสรีภาพเองตามกลไกแห่งนิติบัญญัติของประเทศนั้น

ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้อธิบายว่า The Rule of Law หมายถึงหลักการแห่งกฎหมายที่เทอดทูนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และยอมรับนับถือสิทธิแห่งมนุษยชนทุกแง่ทุกมุม รัฐจักต้องให้ความอารักขาคุ้มครองให้พ้นจากลัทธิทรราชย์ หากมีข้อพิพาทใด ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าระหว่างรัฐกับเอกชน หรือเอกชนกับเอกชน ศาลสถิตยุติธรรมย่อมมีอำนาจอิสระในการตัดสินคดีตามกฎหมายบ้านเมือง

Maunz นักกฎหมายชาวเยอรมันได้ให้คำอธิบายไว้ว่า[3] นิติรัฐจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) การแบ่งแยกอำนาจ
(2) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(3) ความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายปกครองและฝ่ายตุลาการ
(4) ความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา
(5) ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
(6) หลักไม่มีความผิดและไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย

ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล ได้สรุปว่า คำว่า The Rule of Law ได้อุบัติขึ้นในประเทศเยอรมันและจำเริญขึ้นเป็นลำดับมา ในประเทศอังกฤษตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 และถือเป็นกฎหมายประเพณีของอังกฤษปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และที่ 17 และในหลัก The Rule of Law (หลักนิติธรรม) จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังต่อไปนี้[4]
(1) การยึดหลักความเป็นอิสระของตุลาการ
(2) ประชาชนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาค และได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอย่างทัดเทียมกัน
(3) เจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(4) การปกครองโดยยึดกฎหมายเป็นใหญ่ และปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะที่เป็นนิติรัฐ กฎหมายนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม
(5) ศาลเป็นสถาบันที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
(6) ฝ่ายบริหารต้องบริหารภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย และต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย
(7) ส่งเสริมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหารหรือกลุ่มอิทธิพลเพื่อให้ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แท้จริงของประชาชน
(8) ส่งเสริมและสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
(9) ส่งเสริมและคุ้มครองหลักแห่งการเคารพศักดิ์ศรีของมวลมนุษย์
(10) ส่งเสริมและพัฒนากฎหมายเพื่อสร้างความสงบสุขให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม
(11) ไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย

วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ได้กล่าวถึงความหมายของคำว่า หลักนิติรัฐ (Rechtsstaatsprincip) หรือ หลักนิติธรรม (The Rule of Law) ไว้ว่าเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจขององค์กรฝ่ายบริหาร อันได้แก่ รัฐบาล หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล[5]

Carre De Malberg นักกฎหมายมหาชนชาวฝรั่งเศส[6] ได้ให้คำอธิบายถึงนิติรัฐไว้ว่านิติรัฐเป็นรัฐที่ในทางความสัมพันธ์กับประชาชนและเพื่อการให้หลักประกันแก่สถานะของบุคคลแล้วอยู่ภายใต้ระบอบแห่งกฎหมายซึ่งจะผูกการกระทำของรัฐไว้ด้วยกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้ส่วนหนึ่งจะกำหนดสิทธิของประชาชน แต่อีกส่วนหนึ่งจะกำหนดไว้ล่วงหน้าถึงหนทางและวิธีการที่จะถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุจุดประสงค์ในการดำเนินการปกครองของรัฐ กฎเกณฑ์สองชนิดนี้มีจุดมุ่งหมายร่วมกันเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐโดยทำให้รัฐอยู่ภายใต้ระเบียบแห่งกฎหมายที่กฎเกณฑ์ทั้งสองชนิดดังกล่าวสร้างขึ้น ด้วยเหตุนี้ลักษณะเฉพาะของ นิติรัฐ ที่ชัดเจนอันหนึ่ง ก็คือ ในการปฏิบัติต่อผู้ใต้ปกครอง ฝ่ายปกครองจะสามารถใช้วิธีการต่าง ๆ ได้ก็แต่เฉพาะที่ระเบียบแห่งกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้นให้อำนาจไว้

สรุปได้ว่า หลักนิติรัฐ หมายถึง รัฐที่ใช้อำนาจปกครองโดยกฎหมาย และต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ออกโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย รับรองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของประชาชน และหากมีความจำเป็นที่จะต้อง ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ต้องมีกฎหมายกำหนดขึ้นและใช้บังคับเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชน และหากมีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยรัฐ ประชาชนสามารถใช้นิติวิธีที่กฎหมายรับรองไว้เข้าเยียวยาได้
keyword : นิติรัฐ / รัฐใช้อำนาจโดยกฎหมาย / กฎหมายที่อยู่บนพื้นฐานของระบบคุณธรรม / การลิดรอนสิทธิของพลเมืองต้องเป็นไปเพื่อสาธารณชน (สิทธิมนุษย์มีความสำคัญ แต่การเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของผู้อื่นสำคัญกว่า) ดังนั้น เราจึงเรียกนิติรัฐ อีกชื่อหนึ่งว่า "นิติธรรม" หรือ "นิติคุณธรรม"
อ้างอิง แหล่งข้อมูลจาก-----------
[1] หยุด แสงอุทัย, หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2538), หน้า 123.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 123.
[3] บรรเจิด สิงคะเนติ, เรื่องเดิม, หน้า 23 – 34.
[4]ประสิทธิ์ โฆวิไลกุล, เหลียวหลังดู กฎหมาย และความยุติธรรม(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2540), หน้า 14 ; 30-31.
[5]วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ , เรื่องเดิม, หน้า 11.
[6]ชาญชัย แสวงศักดิ์, กฎหมายปกครอง (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2538), หน้า 41-42.
----------------------------
กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : รวบรวมความหมายของการเลือกปฏิบัติ

รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ

การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได้จากบทนิยามศัพท์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ให้ความหมายไว้ว่า การปฏิบัติที่แตกต่างกัน การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยว หรือการลำเอียงซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่องเพศ ผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอื่น ๆ สัญชาติ หรือที่มาในสังคม ความยากดีมีจน สถานะของแหล่งกำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือมีผลกระทบหรือทำให้สูญเปล่าหรือทำให้การยอมรับต้องเสื่อมเสียไป การเสวยสิทธิหรือการใช้สิทธิโดยบุคคลทุกคนบนจุดยืนที่เสมอภาคกันซึ่งสิทธิและเสรีภาพทั้งมวล[1]

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า การแบ่งแยก การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยวหรือการลำเอียงโดยมีที่มาจากเชื้อชาติ ผิว การสืบสายโลหิต หรือ สัญชาติ หรือ ชาติพันธุ์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หรือมีผลทำให้เกิดการเป็นโมฆะหรือทำให้เสื่อมทรามลงซึ่งการยอมรับนับถือการเสวยสิทธิหรือการใช้สิทธิตรงจุดยืนที่เท่าเทียมซึ่งสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือ การใช้ชีวิตในสังคมที่คล้ายคลึงกัน[2]

อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ได้ให้คำอธิบายถึงคำว่าการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ไว้ว่า หมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือ การกำกัดใด ๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือความมุ่งประสงค์ที่จะทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับ การได้อุปโภค หรือ ใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่เลือกสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม พลเมืองหรือ ด้านอื่น ๆ[3]

Black’s law Dictionary ได้ให้ความหมายกล่าวโดยสรุปของคำว่า การเลือกปฏิบัติ หมายความว่า การปฏิบัติใด ๆ ต่อบุคคลหรือกลุ่มคนโดยไม่เท่าเทียมกันและไร้เหตุผล หรือ การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติเนื่องจาก เชื้อชาติ อายุ สัญชาติ หรือศาสนา หรือ การปฏิบัติที่แตกต่างเนื่องความชอบหรือไม่ชอบที่ปราศจากเหตุผลที่สามารถรับฟังได้ [4]

คำว่า“การเลือกปฏิบัติ หมายความว่า การกีดกันหรือการให้สิทธิพิเศษ อันเนื่องจากความแตกต่าง ๆ เชื้อชาติ เพศ ศาสนา ความเห็นทางการเมือง การแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสังคมอันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อความเสมอภาคในโอกาส[5]

คำว่า “Discrimination” หมายถึง การกีดกัน เลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่มในทางที่ให้สิทธิน้อยกว่าคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางเผ่าพันธุ์ ภาษา หรือ ศาสนา การกีดกันเป็นเรื่องที่ถือปฏิบัติในสังคมต่าง ๆ มาช้านาน ในศตวรรษที่ 20 ภายหลังการเลือกปฏิบัติต่อพวกยิวอย่างหฤโหดของพวกนาซีเยอรมัน ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายได้ใช้ความพยายามที่จะขจัดปัญหานี้ โดยกระบวนการปฏิรูปทางกฎหมายและศาล[6]
กฎหมายแห่งรัฐนิว เซาท์ เวลล์ (New South Wales) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า การเลือกปฏิบัติ ไว้ดังนี้ การเลือกปฏิบัติหมายความว่าการกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเหตุที่บุคคลนั้นมีลักษณะที่ต่างกับบุคคลทั่วไป[7]
การตีความกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐ New Brunswick ประเทศแคนนาดาได้ให้คำนิยามความหมายว่าการกระทำใด ๆ ไม่ว่าด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ซึ่งมีผลทำให้บุคคลหรือกลุ่มคนใดต้องถูกจำกัดโอกาสที่บุคคลพึงจะได้รับ เนื่องมาจากเหตุลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้น อาทิ เรื่องเชื้อชาติ หรือ เรื่องสีผิว การเลือกปฏิบัติที่เป็นความผิดต่อกฎหมายของแคนนาดาแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1. การเลือกปฏิบัติโดยตรง 2. การเลือกปฏิบัติโดยอ้อม ซึ่งรูปแบบการเลือกปฏิบัติบ่อยครั้งมักจะเป็นผลมาจาก การตั้งข้อรังเกียจ การมีอคติ การมีทัศนคติในแง่ลบและการกระทำที่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัตินั้นจะต้องไม่มีเหตุผลประกอบถึงการเลือกปฏิบัติที่เหมาะสมและเพียงพอ[8]

สรุปได้ว่า การเลือกปฏิบัติ หมายถึง การกระทำหรืองดเว้นกระทำการ ใด ๆ ที่มีลักษณะของการกีดกัน การแบ่งแยก การหน่วงเหนี่ยว หรือการจำกัดซึ่งสิทธิแก่บุคคลใด อันมีผลทำให้บุคคลนั้นไม่ได้รับโอกาสแห่งความเท่าเทียมกันอย่างที่บุคคลนั้นพึงจะได้รับ และในการตีความความหมายของการคำว่า การเลือกปฏิบัติ ตามปฏิญญาสากลฯ ควรจักต้องตีความตามความมุ่งหมายที่ต้องการให้มีการเคารพต่อมนุษย์อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
ดังนั้น การเลือกปฏิบัติ ควรมีความหมายว่าที่ครอบคลุมในประเด็นการปฏิบัติที่แตกต่างกัน การกีดกัน การหน่วงเหนี่ยว หรือการลำเอียงและมีอคติ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากเรื่อง เพศ ผิว เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคิดเห็นอื่น ๆ สัญชาติ หรือ ที่มาในสังคม ความยากดีมีจน สถานะของแหล่งกำเนิด หรือ สถานะอื่น ๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าว มีผลกระทบต่อหรือสร้างความเสื่อมเสียหลักแห่งความเสมอภาคของบุคคล
ที่สำคัญจะเห็นได้ว่า ความหมายของคำว่า การเลือกปฏิบัติ (Discrimination) มิได้เป็นคำที่มีความหมายที่ไม่ดีในคำของมันเองเสียทีเดียวคำว่าการเลือกปฏิบัติมักจะมีความหมายอยู่ 2 มิติในตัวของมันเอง ในประการหนึ่ง มนุษย์ทุกคนต่างมีเจตจำนงค์เสรี (Freewill) ที่จะกระทำอะไรก็ได้ที่ตนอยากกระทำภายใต้กฎหมาย หรือ สามารถเลือกที่จะกระทำได้ถ้ามีเหตุผลที่เหมาะสม เช่น การเลือกปฏิบัติต่อคนตาบอดไม่ให้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือ การเรียกเก็บภาษีตามฐานรายได้ที่แตดต่าง เป็นต้น เพราะในการเลือกปฏิบัติในแต่ละกรณีดังกล่าวมันมีคำตอบในตัวของมันเองว่าเพราะอะไรถึงได้เลือกที่จะกระทำต่อบุคคลเหล่านั้น กรณีเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นมิติด้านบวก (Positive Dimension)
ในทางตรงกันข้าม ความหมายของคำว่าการเลือกปฏิบัติ ที่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ และไม่ควรให้เกิดมีขึ้นในสังคม คือ การเลือกปฏิบัติอย่างไร้เหตุผล หรือ เหตุผลที่ตัดสินใจเลือกปฏิบัติไม่ได้เกี่ยวข้องในสาระสำคัญเลย ซึ่งการเลือกปฏิบัติดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม Unjustifiable Discrimination ซึ่งในแง่นี้ก็คือมิติด้านลบ (Negative Dimension) ของคำว่าการเลือกปฏิบัตินั่นเอง

อ้างอิง แหล่งที่มาจาก---------------------
[1]กุลพล พลวัน, สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย (กรุงเทพมหานคร: เค ซี กรุ๊ป, 2543), หน้า 381-382.
[2]อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติทุกรูปแบบ ข้อบทที่ 1.
[3]อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ข้อบทที่ 1.
[4]Henry Campbell Black, Black’s law Dictionary (Boston: West Publishing, 1979), p. 420.
[5]ชุลีรัตน์ ทองทิพย์, “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของคนงานตามาตรฐานสากล.” วารสารแรงงานสัมพันธ์ 39, 3 (ธันวาคม 2541): 25-26.
[6]วิทยากร เชียงกูล, อธิบายศัพท์การเมืองการปกครองสมัยใหม่
(กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สายธาร, 2543), หน้า 69.
[7]Anti-discrimination Board. Unlawful discrimination in New South Wales [Online]. Available URL: http://www.lawlink.nsw.gov.au.
[8]The New Brunswick Human Rights Commission. Equality Rights Definitions . [Online] (April 3,2000): http:// www.gov.nb.ca/hrc-cdp/e/el defini.htm.

หลักการ

มาตรา ๓๐ (รธน. พ.ศ. ๒๕๕๐) ใช้คำว่า การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม จะกระทำมิได้

---------------------------------
กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : แบบทดสอบ (๓)

งานกิจกรรม : สิทธิขั้นพื้นฐาน

โปรดลำดับคุณค่าของบุคคลต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ และอธิบายเหตุผลให้ทราบพอเป็นสังเขป

๑. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี(ว.วชิรเมธี) แห่งวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ ธรรมะติดปีก, ธรรมะดับร้อน, ธรรมะบันดาล, ธรรมะรับอรุณ เป็นต้น
๒. ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
๓. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
๔. นายซ่าส์ อายุประมาณ ๒๐ ปี เป็นเด็กแว้น หรือ เด็กแซป ชอบขับรถมอเตอร์ไซค์ไปเป็นกลุ่มในเวลากลางคืน และไว้ทรงผมแบบทรงปั๊ป โปเตโต้
๕. นายวัน อยู่บำรง บุตรชายของมท.๑ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
๖. นางสาวปูเป้ เด็ก RCA ขายบริการทางเพศ ปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ
๗. นายหม่องตัน แรงงานอพยพชาวพม่า ลักลอบเข้าเมืองมาทำงานอยู่โรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร
๘. นายธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (เคน) รับบทเป็นคาวี วรรัตน์ ในละครเรื่อง สวรรค์เบี่ยง
๙. นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ นักโทษประหารชีวิตในคดีฆ่าหั่นศพภรรยาของตนเอง
๑๐. Mr. Dean นักธุรกิจซึ่งนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกว่า ๙๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ

หลักการ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

มาตรา ๔ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย.....

---ทราบหลักการข้างต้นแล้ว คงลำดับคุณค่าของคนไม่ยากใช่ไหม---

กิตติบดี
โรงเรียนสอนกฎหมายภายใต้บริบทของสังคมไทย

หากจะกล่าวถึงสัญลักษณ์ในแวดวงกฎหมายหรือคนในกระบวนการยุติธรรมคงหนีไม่พ้นรูปตราชู หรือเทพีถือตราชู เพื่อจะสื่อสะท้อนถึงความเที่ยงธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน มโนคติที่สังคมมีต่อนักนิติศาสตร์ดู ราวจะถอยห่างจากอุดมคติเช่นว่านั้นออกไปทุกที ไม่ว่าการวิพากษ์เรื่องนิติบริกร (รับใช้ฝ่ายการเมือง) วิกฤติกระบวนการยุติธรรม หรือ ตุลาการภิวัฒน์ เป็นต้น ทำให้ชวนให้นึกถึงบทกวีที่ว่า

“ตราชูนี้ดูเที่ยง บ่มิเอียงจริงไหมฤา
ขวาซ้ายเท่ากันหรือ ฤ จะหย่อนอยู่ข้างไหน
เพ่งดูตราชูตั้ง ข้าฯนี้ยังไม่แน่ใจ
ที่เที่ยงนั้นเพียงใด ที่ว่าใช่แค่ไหนกัน”

นักนิติศาสตร์ มักถูกล้อเลียนด้วยรูปตราชั่งที่เอียง โดยมีทรัพย์สินเงินทองหรือกระบอกปืน (อำนาจ/อิทธิพล) เป็นตัวกำหนดมาตรฐานแห่งความเที่ยงธรรม ซึ่งเฉไฉออกจากหลักความยุติธรรม โดยตราชูจักเที่ยงตรงแม่นยำได้ ก็ต่อเมื่อนักกฎหมายตั้งมั่นอยู่บนสัจจะปราศจากอคติ (ผ้าคาดตา) และใช้กฎหมายอย่างมีคุณธรรม (เท้ายืนมั่นบนตำรา (หลักการ))

มีคุณธรรม บทหนึ่งที่มาจากหลักสุภาษิตภาษาลาตินว่า“Jus est ars boni et aequi”หมายความว่า กฎหมายคือศาสตร์ว่าด้วยคุณความดีและความยุติธรรม ให้นักกฎหมายทั้งหลายพึงต้องตระหนักเสมอว่า เราต้องไม่เลือกยืนอยู่ข้างกับความชั่วร้าย ถึงแม้บางยุคสมัยคนชั่ว หรือความ อยุติธรรมจะแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมไปทั่วสังคม ให้ผู้คนแลเห็นเป็นดอกบัวก็ตาม นั่นอาจไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะบางเวลา (ยุคสมัย) กฎหมายอาจจะหลับได้ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า กฎหมายไม่เคยตาย “Dormiunt aliquando leges, nunquam moriuntur” อย่างแรกสุดนักกฎหมายต้องรักษาจุดยืนแห่งวิชาชีพและยึดมั่นต่อคุณธรรมให้ได้อย่างเคร่งครัดโดยปราศจากการต่อรองหรือสมานฉันท์แต่ประการใด

สังคมใดที่กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ มักพบว่าที่นั่นประชาชนจะมีความมั่นคงปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เหตุที่เป็นเช่นนั้นคงมิใช่ลำพังแต่ระบบกฎหมายดี หรือมีนักกฎหมายเก่งเท่านั้น ประการสำคัญที่สุด มโนสำนึกของนักกฎหมายต้องมีความเกรงใจต่อประชาชน และเคารพต่อจิตวิญญาณของชาติและบรรพบุรุษ ซึ่งนักกฎหมายส่วนใหญ่ได้ให้ความเคารพต่อหลักการและจรรยาบรรณวิชาชีพดังกล่าว โดยไม่ตะแบงเปลี่ยนหลักการให้เป็นหลักกู หรือตีความกฎหมายบิดผันจากความจริง เพราะบริบทสังคมที่เจริญนั้น ถือว่ากฎหมายหรือระบบกฎหมายเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมมีความสงบสุขและเป็นธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย หรือการยึดมั่นต่อหลักการเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น หลักกฎหมายที่ว่า ถ้าไม่มีกฎหมายเอาผิด จะไม่มีการลงโทษ ถึงแม้ต่อมาจะมีการบัญญัติกฎหมายเอาผิด ก็มิอาจลงย้อนหลังได้ เพราะไม่เป็นธรรมต่อผู้ถูกลงโทษ ตามหลัก nullum crimen, nulla poena sine lege เป็นต้น แต่ทว่าสังคมใดที่มีนักกฎหมายอวดเก่ง หยิ่งผยองได้ปรับสถานะเป็นเจ้าคนนายคนโดยลืมปณิธานว่า ชีวิตข้าฯคือ การรับใช้ (my life is service) เสียแล้ว สังคมนั่นกฎหมายจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์/ความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และบริวาร พวกพ้อง โดยนักกฎหมายเหล่านั้นปราศจากสำนึกและไม่ให้เกียรติแก่ประชาชน

จะพัฒนา หรือปฏิรูประบบกฎหมายอย่างไร ? เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเสมอในวงการนิติศาสตร์ของประเทศไทย ผู้เขียนยังจำได้ว่า ตั้งแต่เรียนกฎหมายอยู่ชั้นปีหนึ่งปีสอง ครูบาอาจารย์ก็พูดว่ากฎหมายบ้านเราต้อง ปรับ รื้อ เปลี่ยน สร้าง หรือปฏิรูปเสียใหม่ เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันผ่านมามากกว่าทศวรรษ บทสรุปยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะอย่างไรก็สุดแท้แต่ เมื่อไล่สายหาผู้รับผิดชอบกฎหมายหรือนักกฎหมายมักตกเป็นจำเลยของสังคม (ผู้เขียนไม่เถียง) เมื่อเจาะลงไปทีละลำดับว่าเป็นที่ (๑) กฎหมายไม่ดี/ไม่มีประสิทธิภาพ (ล้าหลัง/ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม) หรือ (๒) นักกฎหมายไม่ดี (การบังคับใช้/การร่างกฎหมาย/การตีความ) เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า กฎหมายบ้านเรามีพัฒนาการแทบไม่แตกต่างกับประเทศที่เจริญในยุคโลกไร้พรมแดน และบุคลากรในวงการกฎหมายของเรามียอดฝีมือ ชั้นเทพมากมายจากหลายสำนักกฎหมายชั้นนำของโลก แต่บทสรุปที่ยุติตรงกันว่า เรามีนักกฎหมายที่มุ่งรับใช้ระบบมากกว่ายึดมั่นในอุดมการณ์

นั่นเป็นความท้าทาย ของ “สถาบันการศึกษา” ซึ่งทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตทางกฎหมาย ที่มิอาจปฏิเสธต่อความรับผิดชอบ ในการหามาตรการต่าง ๆ เพื่อขัดเกลาและหล่อหลอม “คน” ซึ่งเป็นอนาคตนักกฎหมายของชาติ ให้เป็นทั้ง “คนเก่ง”ควบคู่กับ “คนดี” ท่ามกลางกระแสของเยาวชน ที่หันมาเลือกเรียนนิติศาสตร์มากเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากมีรายได้สูง (เหตุผลทางธุรกิจ) มากกว่าความยุติธรรม (เหตุผลทางอุดมการณ์)

โรงเรียนสอนกฎหมาย ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จำเป็นต้องเร่งสร้างนักกฎหมายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่มีหัวใจโน้มเข้าหาระบบคุณธรรมและเคารพต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยวางกุศโลบายให้นักศึกษามีโอกาสได้เรียนรู้ถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจริง ได้มีโอกาสรับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ได้เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ยังมีอยู่มาก และที่สำคัญต้องทำให้พวกเขารู้ว่า พวกเขาจักเป็นความหวังของประเทศที่จะนำไปสู่สังคมแห่งนิติรัฐ (สังคมที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายและนักนิติศาสตร์)

และจักเต้องป็นนักกฎหมายสายพันธุ์ใหม่ที่มีหัวใจเป็นนักยุติธรรม
กิตติบดี

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

คำปรารภ


โดยที่การยอมรับนับถือเกียรติ์ศักดิ์ประจำตัว และสิทธิเท่าเทียมกันและโอนมิได้ของบรรดาสมาชิกทั้งหลายแห่งครอบครัวมนุษย์เป็นหลักมูลเหตุ แห่งอิสรภาพ และความยุติธรรม และสันติภาพในโลก
โดยไม่นำพาและเหยียดหยามต่อมนุษยชน ยังผลให้มีการกระทำอย่างป่าเถื่อน ซึ่งเป็นการละเมิดมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างร้ายแรง และได้มีการประกาศว่า ปฏิญญาสูงสุดของสามัญชนได้แก่ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพ ในการพูดและความเชื่อถือและอิสรภาพพ้นจากความหวาดกลัวและความต้องการ

โดยที่เป็นความจำเป็นอย่างที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับความคุ้มครองโดยหลักบังคับของกฎหมาย ถ้าไม่ประสงค์จะให้คนตกอยู่ในบังคับให้หันเข้าหาขบถขัดขืนต่อทรราชและการกดขี่เป็นวิถีทางสุดท้าย

โดยที่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมวิวัฒนาการแห่ง สัมพันธ์ไมตรีระหว่างนานาชาติ

โดยที่ประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตรถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนอันเป็นหลักมูล ในเกียรติศักดิ์และคุณค่าของมนุษย์และสิทธิในความเท่าเทียมกันของบรรดาชายและหญิง และได้ตกลงใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้าทางสังคมและมาตรฐานแห่งชีวิตที่ดีขึ้นด้วยในอิสรภาพ อันกว้างขวางยิ่งขึ้น

โดยที่รัฐสมาชิกต่างปฏิญาณจะให้บรรลุถึงซึ่งการส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามทั่วสากลต่อสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพหลักมูล โดยร่วมมือกับสหประชาชาติ
โดยที่ความเข้าใจร่วมกันในสิทธิ และอิสรภาพเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้ปฏิญญานี้สำเร็จผลเต็มบริบูรณ์

ฉะนั้น บัดนี้ สมัชชาจึงประกาศว่า
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตรฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จสำหรับบรรดาประชาการและประชาติทั้งหลาย เพื่อจุดหมายปลายทางที่ว่า เอกชนทุกคนและองค์การสังคมทุกองค์การ โดยการรำลึกถึงปฏิญญานี้เป็นเนื่องนิจ จะบากบั่นพยายามด้วยการสอนและศึกษา ในอันที่ส่งเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ และด้วยมาตรการอันก้าวหน้าทั้งในและระหว่างประเทศ ในอันที่จะส่งเสริมการเคารพสิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ และด้วยมาตรการอันก้าวหน้าทั้งในและระหว่างประเทศ ในอันที่จะให้มีการยอมรับนับถือ และการปฏิบัติตามโดยสากลและอย่างเป็นผลจริงจัง ทั้งในบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิกด้วยกันเอง และในบรรดาประชาชนของดินแดนที่อยู่ใต้อำนาจของรัฐนั้น ๆ

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภารดรภาพ

ข้อ 2 (1) ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าชนิดใด ๆ ดังเช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา การคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ
(2) อนึ่งจะไม่มีความแตกต่างใด ๆ ตามมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางการศาล หรือทางการระหว่างประเทศของประเทศหรือดินแดนของบุคคลสังกัด ไม่ว่าดินแดนนี้เป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ไม่ได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดอธิปไตยใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อ 3 คนทุกคนมีสิทธิในการดำรงชีวิตเสรีภาพ และความมั่นคงแห่งตัวตน

ข้อ 4 บุคคลใด ๆ จะถูกยึดเป็นทาษ หรือต้องภาระความจำยอมไม่ได้ ความเป็นทาษ และการค้าทาษ เป็นห้ามขาดทุกรูป

ข้อ 5 บุคคลใด ๆ จะถูกทรมาร หรือได้รับผลปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายผิดมนุษยธรรมหรือต่ำช้าไม่ได้

ข้อ 6 ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่า เป็นบุคคลตามกฎหมายทุกแห่งทุกหน

ข้อ 7 ทุกคนเสมอกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันจากการเลือกปฏิบัติใดๆอันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญา และจากการยุยงให้เลือกปฏิบัติดังกล่าว

ข้อ 8 ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับบำบัดอันเป็นผลจริงจังจากศาลที่มีอำนาจแห่งชาติต่อการกระทำอันละเมิดสิทธิหลักมูล ซึ่งตนได้รับตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับกุม กักขัง หรือเนรเทศไปต่างถิ่นโดยพลการไม่ได้

ข้อ 10 ทุกคนมีสิทธิโดยเสมอภาคเต็มที่ในอันที่จะได้รับการพิจารณาที่เป็นธรรมและเปิดเผย จากศาลที่อิสระและเที่ยงธรรมในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของตนและการกระทำผิดอาชญาใด ๆ ที่ตนถูกกล่าวหา

ข้อ 11 (1) ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดทางอาชญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ ได้ว่ามีผิดตามกฎหมายในการพิจารณาเปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี
(2) จะถือบุคคลใดๆว่ามีความผิดทางอาญาเนื่องด้วยการกระทำหรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาชญาตามกฎหมายแห่งชาติหรือกฎหมายระหว่างประเทศในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะลงโทษอันหนักกว่าที่ใช้อยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาชญานั้นไม่ได้

ข้อ 12 บุคคลใด ๆ จะถูกแทรกสอดโดยพลการในความเป็นอยู่ส่วนตัวในครอบครัว ในเคหสถานหรือในการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกสอด หรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น

ข้อ 13 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการเคลื่อนไหวและสถานที่อยู่ภายในเขตของแต่ละรัฐ
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆไป รวมทั้งประเทศของตนเองด้วย และที่จะกลับยังประเทศตน

ข้อ 14 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา และที่จะได้อาศัยพำนักในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร
(2) จะอ้างสิทธินี้ไม่ได้ ในกรณีที่การดำเนินคดีสืบเนื่องอย่างแท้จริงมาจากความผิดที่ไม่ใช่ทางการเมือง หรือจากการกระทำอันขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ

ข้อ 15 (1) ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง
(2) บุคคลใดๆจะถูกตัดสัญชาติของตนโดยพลการ หรือถูกปฏิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติไม่ได้

ข้อ 16 (1) ชายและหญิงที่มีอายุเต็มบริบูรณ์ มีสิทธิที่จะทำการสมรส และจะก่อตั้ง ครอบครัว โดยปราศจากการจำกัดใด ๆ อันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติหรือ ศาสนา ต่างมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส ระหว่างการสมรสและการขาดจากสมรส
(2) การสมรสจะกระทำกันก็แต่ด้วยความยินยอมโดยอิสระและเต็มที่ของผู้ที่เจตนาจะเป็นคู่สมรส
(3) ครอบครัวเป็นหน่วยธรรมชาติ และหลักมูลของสังคมและมีสิทธิที่จะได้รับความคุมครองจากสังคมและรัฐ

ข้อ 17 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเองเช่นเดียวกับโดยร่วมกับผู้อื่น
(2) บุคคลใด ๆ ที่จะถูกริบทรัพย์สินโดยพลการไม่ได้

ข้อ 18 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความคิดมโนธรรมและศาสนาสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะประกาศ ศาสนา หรือความเชื่อของตน โดยการสอน การปฏิบัติสักการบูชาและการประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเองหรือประชาคมร่วมกับผู้อื่น และเป็นการสาธารณะหรือส่วนบุคคล

ข้อ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออกสิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความคิดโดยปราศจากความแทรกสอดและที่จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน

ข้อ 20 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการร่วมประชุมและการตั้งสมาคมโดยสันติ
(2) บุคคลใด ๆ จะถูกบังคับให้สังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่งไม่ได้

ข้อ 21 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนในรัฐบาลของประเทศตน จะเป็นโดยตรงหรือโดยการผ่านทางผู้แทนซึ่งได้เลือกตั้งโดยอิสระ
(2) บุคคลมีสิทธิที่เข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค
(3) เจตจำนงของประชาชนจะต้องเป็นมูลฐานแห่งอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลา และอย่างแท้จริง ซึ่งอาศัยการออกเสียงกันอย่างทั่วไปและเสมอภาค และการลงคะแนนลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอย่างอื่นทำนองเดียวกัน

ข้อ 22 ทุกคน ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคม มีสิทธิในทางมั่นคงของสังคม และมีสิทธิในการบรรลุถึงซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวัฒนธรรม อันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ เกียรติศักดิ์ของตน และการพัฒนาบุคลิกภาพของตนอย่างอิสระ ทั้งนี้ โดยความเพียรพยายามแห่งชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศ และตามระบอบการและทรัพยากรของแต่ละรัฐ

ข้อ 23 (1) ทุกมีสิทธิในการงาน ในการเลือกงานโดยอิสระในเงื่อนไขอันยุติธรรม และเป็นประโยชน์แห่งการงาน และการคุ้มครองแห่งการว่างงาน
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างเท่าเทียมกันสำหรับงานเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ๆ
(3) ทุกคนที่ทำงานมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ ที่จะให้ประกันแก่ตนเองละครอบครัวแห่งตน ซึ่งความเป็นอยู่อันคู่ควรแก่เกียรติศักดิ์ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็จะต้องได้รับวิถีทางคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
(4) ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดตั้ง และที่จะเข้าร่วมสหพันธ์กรรมกรเพื่อความคุ้มครองแห่งประโยชน์ของตน
ข้อ 24 ทุกคนมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งจำกัดเวลาการทำงานตามสมควร และวันหยุดงานเป็นครั้งคราวโดยได้รับสินจ้าง

ข้อ 25 (1) ทุกคนมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ดีของตนและครอบครัว รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการดูแลรักษาทางการแพทย์และบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในความมั่นคงในยามว่างงาน เจ็บป่วยพิการ เป็นหม้าย วัยชรา หรือขาดอาชีพอื่นในพฤติการณ์ที่นอกเหนืออำนาจของตน
(2) มารดาและเด็กมีสิทธิที่จะรับการดูแลรักษาและช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งปวงไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกสมรส จะต้องได้รับการคุ้มครองทางสังคมเช่นเดียวกัน

ข้อ 26 (1) ทุกคนมีสิทธิในศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในชั้นประถมศึกษาและการศึกษาชั้นหลักมูล การประถมศึกษาจะต้องเป็นการบังคับ การศึกษาทางเทคนิคและวิชาชีพ จะต้องเป็นอันเปิดโดยทั่วไป และการศึกษาชั้นสูงสุดขึ้นไป จะต้องเป็นอันเปิดสำหรับทุกคน เข้าได้ถึงโดยเสมอภาคตามมูลฐานแห่งคุณวุฒิ
(2) การศึกษาจะได้จัดไปในทางพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่และยังความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และอิสรภาพหลักมูลให้มั่นคงแข็งแรง จะต้องส่งเสริมความเข้าใจ ขันติธรรม และมิตรภาพแห่งบรรดาประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติ หรือศาสนา และจะต้องส่งเสริมกิจกรรมของสหประชาชาติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ
(3) บิดามารดา มีสิทธิเบื้องแรกที่จะเลือกชนิดของการศึกษาอันจะให้แก่บุตรหลานของตน

ข้อ 27 (1) ทุกคนมีสิทธิที่เข้าร่วมในชีวิตทางวัฒนธรรมของประชาชนโดยอิสระ ที่จะบันเทิงใจในศิลปะและที่มีส่วนในความรุดหน้า และคุณประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์
(2) ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองผลประโยชน์ทางศีลธรรมและทางวัตถุ อันเป็นผลจากการประดิษฐกรรมใด ๆ ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมและทางศิลปกรรม ซึ่งตนเป็นผู้สร้าง

ข้อ 28 ทุกคนมีสิทธิในระเบียบทางสังคมและระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นทางให้สำเร็จผลเต็มที่ตามสิทธิและอิสรภาพดังกำหนดไว้ในปฏิญญานี้

ข้อ 29 (1) ทุกคนมีหน้าที่ต่อประชาคม ด้วยการพัฒนาต่อบุคลิกภาพของตนโดยอิสรภาพเต็มที่ จะกระทำได้ก็แค่ประชาคมเท่านั้น
(2) ในการใช้สิทธิและอิสรภาพแห่งตน ทุกคนตกอยู่ในบังคับของข้อจำกัด เพียงเท่าที่ได้กำหนดลงโดยกฎหมายเท่านั้น เพื่อประโยชน์ที่ได้มาซึ่งการนับถือ และเคารพสิทธิและอิสรภาพของผู้อื่นตามสมควรและที่จะเผชิญกับความเรียกร้องต้องการอันเที่ยงธรรมของศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย
(3) สิทธิและอิสรภาพเหล่านี้ จะใช้ขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติไม่ได้ว่าในกรณีใด ๆ

ข้อ 30 ไม่มีบทใด ในปฏิญญานี้ที่จะอนุมานว่าให้สิทธิใด ๆ แก่รัฐ หมู่คน หรือบุคคล ในอันที่จะดำเนินกิจกรรมใด ๆ หรือปฏิบัติการใด ๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและอิสรภาพ ดังกำหนดไว้ ณ ที่นี้



กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : ปฐมบทแห่งสิทธิมนุษยชน

ปฐมบทแห่งสิทธิมนุษยชน
เนื่องในวันสิทธิมนุษยชนโลก ๑๐ ธันวาคม
United Nations and Human Rights:





อาจจะกล่าวอย่างย่นย่อได้ถึง แนวทางสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่า สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นสิทธิประจำตัวของมนุษย์ และควรได้รับการหวงกันมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดถูกลิดรอน นั้น ปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลง ซึ่งในปีคริสต์ศักราช ๑๙๔๑ กลุ่มสันนิบาตชาติได้มีพันธสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า “Atlantic Charter” ที่จะคุ้มครองเสรีภาพของมนุษย์ไว้ ๔ ประการ ได้แก่

๑. มนุษย์ต้องมีเสรีภาพในการแสดงออด (พูด) (Freedom of speech)
๒. มนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่จะเชื่อในศาสนา ลัทธิ และพิธีกรรม (Freedom of worship)
๓. มนุษย์ต้องมีเสรีภาพในสิ่งที่พึงปรารถนา (Freedom of want)
๔. มนุษย์ต้องมีเสรีภาพจากความหวาดกลัว (Freedom of fear)


ซึ่งในห้วงเวลานั้นเอง ในหลายพื้นที่บนโลกนี้ ได้เกิดระบบการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภัยแดง ภัยเขียว ภัยเหลือง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นล้วนเป็นที่มาของปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ทาส ผู้ลี้ภัย อันเป็นที่มาของการฆ่าคนอย่างทารุณกรรมและปราศจากเหตุผล

บทเรียนต่อมาที่ทำให้มวลมนุษยชาติต้องหวนกลับมาทบทวนถึงชีวิต ร่างกาย สภาพความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของมวลมนุษย์ มากกว่าที่จะคำนึงถึงความมั่งคั่งทางสรรพกำลัง ได้แก่ บทเรียนแห่งความสูญเสีย ล่มสลายอันเป็นผลพวงจากภัยพิบัติจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ภาพของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในประเทศเยอรมนี ความรุนแรงและป่าเถื่อนเดินทางข้ามทวีปไปยังฮิโรชิมา และนางาซากิ ซึ่งเป็นผลทำให้หลายแสนชีวิตต้องถูกลบเงาไปจากโลกใบนี้ในช่วงปีคริสต์ศักราช ๑๙๔๕ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ บรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมมือดำเนินการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น The Declaration by the United Nations - Washington, D.C., January 1, 1942 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดสรรและยังความสงบสุข สันติภาพให้แก่ครอบครัวมนุษย์ก็ตามที


ซึ่งภายหลังอีก ๓ ปี บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกดั่งเดิมจำนวน ๕๐ ประเทศจึงได้ร่วมลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติโดยประกาศจุดยืนแห่งสหประชาชาติว่า :


ความสำเร็จของสหประชาชาตินั้น ปรารถนาอย่างแรงกล้าให้บรรดาประเทศทั้งหลายร่วมมือกันในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์ ศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์ สิทธิที่เสมอภาคกัน ความยุติธรรมในสังคม เสรีภาพขั้นมูลฐานโดยไม่จำแนกแยกแยะในเชื้อชาติ เพศ ภาษา และ/หรือ ศาสนา



ในปีคริสต์ศักราช ๑๙๔๕ ที่ประชุม ณ กรุงซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการจัดตั้งกลุ่มงานทำหน้าที่ร่างกฎเกณฑ์กติกาอันเป็นสากลระหว่างประเทศขั้น โดยมีตัวแทนจากกลุ่มองค์กรเอกชนกว่า ๔๐ องค์กรจากหลายประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนทั้งฝ่ายศาสนจักร องค์กรพิทักษ์และคุ้มครองสตรีเพศ ชนกลุ่มน้อย ให้กำหนดกติการะหว่างประเทศร่วมกัน


โดยในปีคริสต์ศักราช ๑๙๔๖ สหประชาชาติได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีนาง อิลิเนอร์ รูสเวลส์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา และคณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต อินเดีย สหราชอาณาจักร เบลเยี่ยม เป็นอาทิ เพื่อจัดทำร่างปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน การร่างใช้เวลากว่า ๒ ปี จนกระทั่งวันที่ ๑๐ ธันวาคม คริสต์ศักราช ๑๙๔๘ ได้มีมติยอมรับและประกาศใช้ร่างดังกล่าวเป็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน....




กิตติบดี

สิทธิมนุษยชน : ข้อสังเกต

ประเด็นเสวนาเรื่องสิทธิมนุษยชน : รายวิชาสิทธิขั้นพื้นฐาน

สิทธิมนุษยชนคืออะไร

สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์นั้นจะมีสัญชาติ ถิ่นที่อยู่ เพศ เชื้อชาติ สีผิว นับถือศาสนา ภาษา หรือสถานภาพอื่นใดก็ตาม ; มนุษย์เราทุกคนต้องมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

สิทธิที่มีอยู่นั้น จักต้องมีอยู่เสมอมิอาจถูกแบ่งแยก หรือโอนไปจากมนุษย์เราไม่ว่าด้วยวิธีการหรือรูปแบบใด ๆ ก็ตามที

และที่สำคัญ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายจะมากำหนดว่ามีสิทธิหรือไม่ หากแต่กฎหมายนั้นจะเป็นเครื่องยืนยันถึงหลักประกันในการมีอยู่แห่งสิทธิมนุษยชน และกำหนดให้รัฐมีภารกิจในการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

สิทธิมนุษยชนเป็นภาษาสากล

หลักการที่สำคัญของสิทธิมนุษยชนมีอยู่ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสากล และไม่สามารถแบ่งแยกสิทธิมนุษยชนได้ เนื่องจาก สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้มนุษยชนครองสถานภาพของมนุษย์ไว้ให้แตกต่างจากสัตว์

หลักการข้างต้นได้รับการยืนยันเป็นเอกสารทางสากล ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ. ๑๙๔๘ และเป็นหลักพื้นฐานของกติกาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน โดยกำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทุกสิทธิที่กำหนดไว้ตามปฏิญญาฯ หรือกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน รวมถึงเรื่องเสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
สิทธิมนุษยชนมีหลายแขนงสิทธิแต่ไม่สามารถแบ่งแยกได้

สิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย
(๑) สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และ (๒) สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
มนุษย์ทุกคนต้องได้รับการยืนยันในสองแขนงสิทธิข้างต้น เพราะเราถือว่าทั้งสองแขนงสิทธินี้มีส่วนสัมพันธ์ในการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อาทิ สิทธิในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ อนามัย สิทธิที่ได้รับการยอมรับว่าบุคคลทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย หรือ เสรีภาพในการแสดงออก เป็นต้น
สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อาทิ สิทธิในการทำงาน การมีประกันสังคม สิทธิทางการศึกษา สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เป็นต้น
สิทธิมนุษยชนเท่าเทียมกัน

หลักการพื้นฐานอีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ การไม่เลือกปฏิบัติต่อมนุษย์ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกบรรจุเข้าไว้ในสิทธิมนุษยชนหลาย ๆ เรื่อง เช่น การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

หลักการนี้ มุ่งประสงค์ให้มนุษย์ทุกคนได้รับการยอมรับและสามารถถือสิทธิต่าง ๆ ได้ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติจากเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา สีผิว ถิ่นกำเนิด สถานภาพทางสังคม หรืออื่นใด ก็ตาม โดยข้อ ๑ แห่งปฏิญญาสากลได้กำหนดยืนยันไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีอิสรภาพตั้งแต่เกิดและมีความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีและสิทธิต่าง ๆ
กิตติบดี

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...