วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒
คำถาม
(๑) โปรดอธิบายถึงปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามพัฒนาการในแต่ละระยะของสถาบันการเงิน
(๒) โปรดอธิบายถึง หลักการสำคัญและรายละเอียดมาตรการทางกฎหมายในการพัฒนาสถาบันการเงินให้มีศักยภาพที่เข้มแข็งในยุคการแข่งขันอย่างเสรี
คำตอบ
ข้อ ๑ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พัฒนาการของสถาบันการเงินนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่
ระยะที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม
ระยะที่ ๒ การสร้างเสถียรภาพของสถาบันการเงิน
ระยะที่ ๓ การพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับต่อการแข่งขัน
โดยในระยะที่ ๑ นั้น เป็นผลมาจากปัจจัยของหลักความเป็นสากลเรื่องนโยบายเศรษฐกิจโลกที่ว่า "ภาคเอกชนมีหน้าที่สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ" ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องสร้างแหล่งทุนให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่ "ระบบสถาบันการเงิน" ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ออมกับผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการแหล่งทุน
จะเห็นได้ว่า หลักการสำคัญที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นมาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ "หลักความเชื่อมั่น" (Credibility) โดยประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ (๑) สร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน (ผู้บริโภค) และ (๒) สร้างแหล่งทุนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ภายหลังจากได้เกิดการลงทุนและพัฒนาประเทศ จากยุคเกษตรกรรม เข้าสู่ยุคเกษตรอุตสาหกรรม ตลอดจนยุดอุตสากรรม พัฒนาการของสถาบันการเงินจากเป็นเพียงแหล่งทุน ได้ขยายบทบาทเป็นผู้สร้างเครื่องมือทางการเงินเพื่อเอื้อต่อการค้าและการลงทุน ดังจะเห็นได้ว่า ธนาคารได้พัฒนารูปแบบธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่า การรับฝากเงิน การให้สินเชื่อ การสร้างตราสารเปลี่ยนมือ อาทิ เช็ค ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน การซื้อขายปริวรรตเงินตราต่างประเทศ การแลกเปลี่ยน การค้ำประกันธุรกิจ การซื้อขายระบบออนไลน์ ทั้งนี้ อย่างที่กล่าวข้างต้นเพื่อรองรับและเอื้อต่อภาคธุรกิจ
ต่อมา เมื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเคลื่อนย้ายเงินตราข้ามประเทศ การลงทุนข้ามชาติ ทำให้รูปแบบของการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินภายใต้กรอบแนวทางการเปิดเสรีภาคการเงินต้องปรับเปลี่ยนบทบาท นอกเหนือจากการเป็นแหล่งทุน และการสร้างเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ แล้ว ในโลกยุคการลงทุนข้ามรัฐต้องอาศัยธนาคารพาณิชย์เป็นทุนให้แก่นักลงทุนของคนชาติ รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งทุนมาเป็นผู้ลงทุนเอง
ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าปัจจัยสำคัญของแต่ละระยะมีดังต่อไปนี้
ระยะที่ ๑ การเป็นแหล่งทุนให้ภาคธุรกิจ
ระยะที่ ๒ การเป็นแหล่งทุนและสร้างเครื่องมือทางการเงิน
ระยะที่ ๓ การเป็นแหล่งทุนในยุคการลงทุนข้ามชาติ การสร้างเครื่องมือและรูปแบบธุรกรรมทางการเงินใหม่ และบทบาทของการเป็นนักลงทุนโดยสถาบันการเงินเอง
-----------------------
ข้อ ๒
การพัฒนาศักยภาพของสถาบันการเงิน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อาศัย ๒ หลักการ ได้แก่
(๑) หลักความเชื่อมั่น (Credibility)
กล่าวคือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินมีต่อสังคมและรัฐ
(๒) หลักการมีเสถียรภาพ (Stabitility)
กล่าวคือ ต้องสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงทางการเงินให้แก่สถาบันการเงิน (หลักการนี้เริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการระดมทุนให้มีศักยภาพทางการเงินเพิ่มมากขึ้น)
ทั้งสองหลักการข้างต้น ประเทศไทยได้วางมาตราการทางกฎหมายไว้ดังต่อไปนี้
๑. พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงิน กฎหมายได้วางมาตรการไว้ ๔ เรื่อง ได้แก่ การขอจัดตั้งและรับใบอนุญาต โครงสร้างของสถาบันการเงิน (การควบคุมโครงสร้างและพฤติกรรม) การตรวจสอบสถาบันการเงินโดยทางการ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) และการเข้าควบคุมและแก้ไขฐานะของสถาบันการเงิน
๒. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อสร้างเสถียรภาพและศักยภาพให้แก่สถาบันการเงิน
โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ยกเลิกกฎหมายเดิม (พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕) และนำหลักความเชื่อมั่นมาเขียนรวมได้กับหลักเสถียรภาพ โดยเฉพาะในส่วนเรื่องหลักการสร้างเสถียรภาพ ได้กำหนดตาม Basel II ไว้ ดังนี้ (๑) การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ (๒) การกำกับโดยทางการ (๓) การควบคุมโดยตลาด ได้แก่
(๑) มาตราการการกำกับสถาบันการเงิน เรื่อง การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์ (ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด) การกำกับการลงทุนของสถาบันการเงิน การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ข้อห้ามในการให้สินเชื่อ การกำกับพฤติกรรมของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง การบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจัดทำบัญชีและรายงานสถานะทางการเงิน
(๒) มาตรการเพิ่มศักยภาพ ได้แก่
๒.๑ การควบ รวม และโอนกิจการ
๒.๒ การขยายขอบเขตของการประกอบธุรกิจธนาคาร ให้ครอบคลุมธุรกรรมทางการเงิน ทั้งนี้ ตามศักยภาพของแต่ละสถาบันการเงิน
---------------------------------
กิตติบดี
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๔
ข้อ ๑๔ สิทธิในการลี้ภัย
1. ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา และที่จะได้อาศัยพำนักในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร
2. จะอ้างสิทธิไม่ได้ ในกรณีที่การดำเนินคดีสืบเนื่องอย่างแท้จริงมาจากความผิดที่ไม่ใช่ทางการเมือง หรือจากการกระทำอันขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ
Article 14.
(1) Everyone has the right to seek and to enjoy in other countries asylum from persecution.
(2) This right may not be invoked in the case of prosecutions genuinely arising from non-political crimes or from acts contrary to the purposes and principles of the United Nations.
(1) Everyone has the right to seek and to enjoy in other countries asylum from persecution.
(2) This right may not be invoked in the case of prosecutions genuinely arising from non-political crimes or from acts contrary to the purposes and principles of the United Nations.
--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๓
ข้อ ๑๓ เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่
1. ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแห่งการย้ายถิ่นและสถานที่อยู่ภายในเขตของแต่ละรัฐ
2.ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศรวมทั้งประเทศของตนเองด้วยและที่จะกลับยังประเทศตน
Article 13.
(1) Everyone has the right to freedom of movement and residence within the borders of each state.
(2) Everyone has the right to leave any country, including his own, and to return to his country.
(1) Everyone has the right to freedom of movement and residence within the borders of each state.
(2) Everyone has the right to leave any country, including his own, and to return to his country.
--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ข้อคิดจากงานไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ (๒)
ข้อคิดจากงานไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒

อาจารย์สมชาย จุลนิติ์ ผู้บรรยายรายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ๒
ได้ให้ข้อคิด/แนะนำในการศึกษากฎหมายให้ประสบความสำเร็จไว้ ๕ ประการ
๑. คร่ำเคร่งตัวบท (ความจำ)
๒. มีสมุดจดเข้าเรียน (ความเข้าใจ)
๓. เข้าเรียนสม่ำเสมอ
๔. สงสัยให้ซักถามอาจารย์
๕. ยึดมั่นคุณธรรม
๑. คร่ำเคร่งตัวบท (ความจำ)
๒. มีสมุดจดเข้าเรียน (ความเข้าใจ)
๓. เข้าเรียนสม่ำเสมอ
๔. สงสัยให้ซักถามอาจารย์
๕. ยึดมั่นคุณธรรม
--------------------------
กิตติบดี (สรุป,เนื่องในพิธีไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๒)
กิตติบดี (สรุป,เนื่องในพิธีไหว้ครูประจำปี ๒๕๕๒ วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๕๒)
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๒
ข้อ ๑๒ สิทธิในความเป็นส่วนตัว
บุคคลจะถูกแทรกแซงความเป็น ส่วนตัว ครอบครัว ในเคหสถาน หรือในการติดต่อสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่ในเกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ และต้องมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิดังกล่าว
Article 12.
No one shall be subjected to arbitrary interference with his privacy, family, home or correspondence, nor to attacks upon his honour and reputation. Everyone has the right to the protection of the law against such interference or attacks.
No one shall be subjected to arbitrary interference with his privacy, family, home or correspondence, nor to attacks upon his honour and reputation. Everyone has the right to the protection of the law against such interference or attacks.
--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๑
ข้อ ๑๑ สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา/การลงโทษทางอาญาแก่บุคคล
๑. ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา มีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นมีผิดตามกฏหมาย ซึ่งตนได้รับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี
๒. จะถือบุคคลใดว่ามีความผิดทางอาญา เนื่องด้วยการกระทำหรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมาย หรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะมีบทลงโทษหนักกว่าที่มีกฎหมายใช้บังคับอยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาญานั้นไม่ได้
๒. จะถือบุคคลใดว่ามีความผิดทางอาญา เนื่องด้วยการกระทำหรือละเว้นใด ๆ อันมิได้จัดเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมาย หรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะได้กระทำการนั้นขึ้นไม่ได้ และจะมีบทลงโทษหนักกว่าที่มีกฎหมายใช้บังคับอยู่ในขณะที่ได้กระทำความผิดทางอาญานั้นไม่ได้
Article 11.
(1) Everyone charged with a penal offence has the right to be presumed innocent until proved guilty according to law in a public trial at which he has had all the guarantees necessary for his defence.
(2) No one shall be held guilty of any penal offence on account of any act or omission which did not constitute a penal offence, under national or international law, at the time when it was committed. Nor shall a heavier penalty be imposed than the one that was applicable at the time the penal offence was committed.
(1) Everyone charged with a penal offence has the right to be presumed innocent until proved guilty according to law in a public trial at which he has had all the guarantees necessary for his defence.
(2) No one shall be held guilty of any penal offence on account of any act or omission which did not constitute a penal offence, under national or international law, at the time when it was committed. Nor shall a heavier penalty be imposed than the one that was applicable at the time the penal offence was committed.
--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑
กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...
-
ตามที่ได้บรรยายในครั้งก่อนว่าในความรับผิดเพื่อละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ โจทก์ต้องบรรยายให้ศาลเห็นถึงในส่วนความผิดของจำเลย ซึ่งประกอบด้วย (๑) จำเลย...
-
รวบรวมคำอธิบายความหมายของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ความหมายของ คำว่า การเลือกปฏิบัติ การเลือกปฏิบัติ หรือ Discrimination สามารถอธิบายได...
-
อาจารย์ประเสริฐ เขียนนิลศิริ ที่ปรึกษาประจำคณะฯ " ขยัน อดทน มุ่งมั่น คือหัวใจสำคัญในการศึกษาวิชานิติศาสตร์" --------------------...
