วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ข้อ ๑๘ เสรีภาพในการนับถือศาสนา

หลักการ 
(๑) มนุษย์มีเสรีภาพในความเชื่่อ/นับถือ
(๒) เสรีภาพตาม (๑) เป็นสิทธิส่วนบุคคล


--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

ข้อ ๑๗ สิทธิในการถือครองกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สิน

หลักการ 
(๑) มนุษย์มีสิทธิถือครองกรรมสิทธิ์เหนือทรัพย์สินของตน
(๒) การริบหรือเวนคืนทรัพย์สินจะกระทำโดยพลการไม่ได้

--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

ข้อ ๑๖ สิทธิในการสร้างครอบครัว

หลักการ 
(๑) มนุษย์ที่มีอายุบริบูรณ์มีสิทธิในการสถาปนาครอบครัว โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานแห่งความแตกต่าง
(๒) การสมรสต้องอยุ่บนพื้นฐานความเต็มใจและยินยอมของคู่สมรส
(๓) รัฐต้องให้ความสำคัญต่อระบบครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยทางสังคมที่เล็กที่สุด


--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

ข้อ ๑๕ สิทธิในการถือสัญชาติและเปลี่ยนสัญชาติ

ทุกคนมีสิทธิในการถือสัญชาติหนึ่ง และจะถูกตัดสัญชาติโดยพลการไม่ได้

--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คำถาม - งานวิชาสถาบันการเงิน--

วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒
คำถาม
(๑) โปรดอธิบายถึงปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามพัฒนาการในแต่ละระยะของสถาบันการเงิน
(๒) โปรดอธิบายถึง หลักการสำคัญและรายละเอียดมาตรการทางกฎหมายในการพัฒนาสถาบันการเงินให้มีศักยภาพที่เข้มแข็งในยุคการแข่งขันอย่างเสรี

คำตอบ
ข้อ ๑ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พัฒนาการของสถาบันการเงินนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่

ระยะที่ ๑ การสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม
ระยะที่ ๒ การสร้างเสถียรภาพของสถาบันการเงิน
ระยะที่ ๓ การพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับต่อการแข่งขัน

โดยในระยะที่ ๑ นั้น เป็นผลมาจากปัจจัยของหลักความเป็นสากลเรื่องนโยบายเศรษฐกิจโลกที่ว่า "ภาคเอกชนมีหน้าที่สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ" ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องสร้างแหล่งทุนให้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ได้แก่ "ระบบสถาบันการเงิน" ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ออมกับผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการแหล่งทุน

จะเห็นได้ว่า หลักการสำคัญที่ถูกนำมาพัฒนาเป็นมาตรการทางกฎหมาย ได้แก่ "หลักความเชื่อมั่น" (Credibility) โดยประเทศไทยได้ตราพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ (๑) สร้างหลักประกันความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน (ผู้บริโภค) และ (๒) สร้างแหล่งทุนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ภายหลังจากได้เกิดการลงทุนและพัฒนาประเทศ จากยุคเกษตรกรรม เข้าสู่ยุคเกษตรอุตสาหกรรม ตลอดจนยุดอุตสากรรม พัฒนาการของสถาบันการเงินจากเป็นเพียงแหล่งทุน ได้ขยายบทบาทเป็นผู้สร้างเครื่องมือทางการเงินเพื่อเอื้อต่อการค้าและการลงทุน ดังจะเห็นได้ว่า ธนาคารได้พัฒนารูปแบบธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่า การรับฝากเงิน การให้สินเชื่อ การสร้างตราสารเปลี่ยนมือ อาทิ เช็ค ตั๋วเงิน ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน การซื้อขายปริวรรตเงินตราต่างประเทศ การแลกเปลี่ยน การค้ำประกันธุรกิจ การซื้อขายระบบออนไลน์ ทั้งนี้ อย่างที่กล่าวข้างต้นเพื่อรองรับและเอื้อต่อภาคธุรกิจ

ต่อมา เมื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเคลื่อนย้ายเงินตราข้ามประเทศ การลงทุนข้ามชาติ ทำให้รูปแบบของการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินภายใต้กรอบแนวทางการเปิดเสรีภาคการเงินต้องปรับเปลี่ยนบทบาท นอกเหนือจากการเป็นแหล่งทุน และการสร้างเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ แล้ว ในโลกยุคการลงทุนข้ามรัฐต้องอาศัยธนาคารพาณิชย์เป็นทุนให้แก่นักลงทุนของคนชาติ รวมถึงการเปลี่ยนบทบาทจากแหล่งทุนมาเป็นผู้ลงทุนเอง

ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าปัจจัยสำคัญของแต่ละระยะมีดังต่อไปนี้
ระยะที่ ๑ การเป็นแหล่งทุนให้ภาคธุรกิจ
ระยะที่ ๒ การเป็นแหล่งทุนและสร้างเครื่องมือทางการเงิน
ระยะที่ ๓ การเป็นแหล่งทุนในยุคการลงทุนข้ามชาติ การสร้างเครื่องมือและรูปแบบธุรกรรมทางการเงินใหม่ และบทบาทของการเป็นนักลงทุนโดยสถาบันการเงินเอง

-----------------------

ข้อ ๒
การพัฒนาศักยภาพของสถาบันการเงิน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อาศัย ๒ หลักการ ได้แก่

(๑) หลักความเชื่อมั่น (Credibility)
กล่าวคือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินมีต่อสังคมและรัฐ

(๒) หลักการมีเสถียรภาพ (Stabitility)
กล่าวคือ ต้องสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงทางการเงินให้แก่สถาบันการเงิน (หลักการนี้เริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการระดมทุนให้มีศักยภาพทางการเงินเพิ่มมากขึ้น)

ทั้งสองหลักการข้างต้น ประเทศไทยได้วางมาตราการทางกฎหมายไว้ดังต่อไปนี้

๑. พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงิน กฎหมายได้วางมาตรการไว้ ๔ เรื่อง ได้แก่ การขอจัดตั้งและรับใบอนุญาต โครงสร้างของสถาบันการเงิน (การควบคุมโครงสร้างและพฤติกรรม) การตรวจสอบสถาบันการเงินโดยทางการ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) และการเข้าควบคุมและแก้ไขฐานะของสถาบันการเงิน

๒. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อสร้างเสถียรภาพและศักยภาพให้แก่สถาบันการเงิน
โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ยกเลิกกฎหมายเดิม (พระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕) และนำหลักความเชื่อมั่นมาเขียนรวมได้กับหลักเสถียรภาพ โดยเฉพาะในส่วนเรื่องหลักการสร้างเสถียรภาพ ได้กำหนดตาม Basel II ไว้ ดังนี้ (๑) การดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ (๒) การกำกับโดยทางการ (๓) การควบคุมโดยตลาด ได้แก่

(๑) มาตราการการกำกับสถาบันการเงิน เรื่อง การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์ (ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด) การกำกับการลงทุนของสถาบันการเงิน การประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ข้อห้ามในการให้สินเชื่อ การกำกับพฤติกรรมของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง การบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจัดทำบัญชีและรายงานสถานะทางการเงิน

(๒) มาตรการเพิ่มศักยภาพ ได้แก่
๒.๑ การควบ รวม และโอนกิจการ
๒.๒ การขยายขอบเขตของการประกอบธุรกิจธนาคาร ให้ครอบคลุมธุรกรรมทางการเงิน ทั้งนี้ ตามศักยภาพของแต่ละสถาบันการเงิน

---------------------------------

กิตติบดี

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ สิทธิในการลี้ภัย

1. ทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหา และที่จะได้อาศัยพำนักในประเทศอื่นเพื่อลี้ภัยจากการประหัตประหาร
2. จะอ้างสิทธิไม่ได้ ในกรณีที่การดำเนินคดีสืบเนื่องอย่างแท้จริงมาจากความผิดที่ไม่ใช่ทางการเมือง หรือจากการกระทำอันขัดต่อวัตถุประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ
Article 14.
(1) Everyone has the right to seek and to enjoy in other countries asylum from persecution.
(2) This right may not be invoked in the case of prosecutions genuinely arising from non-political crimes or from acts contrary to the purposes and principles of the United Nations.

--------------------
กิตติบดี
ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่

1. ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพแห่งการย้ายถิ่นและสถานที่อยู่ภายในเขตของแต่ละรัฐ
2.ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศรวมทั้งประเทศของตนเองด้วยและที่จะกลับยังประเทศตน

Article 13.
(1) Everyone has the right to freedom of movement and residence within the borders of each state.
(2) Everyone has the right to leave any country, including his own, and to return to his country.

--------------------

กิตติบดี

ที่มาไฟล์วิดีโอ Youth for Human Rights International

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย "ความหมายของประชาธิปไตย" ตอน ๑

กฎหมาย การเมืองและสังคมไทย ตอน ๑ ศึกษาจากมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์จรัล  ดิษฐาอภิชัย  ประธานมูลนิธิสถาบันประชาธิปไตย/อจ.บรรยายรายวิชา...